บทที่ 6 ไม่จำเป็นต้องทำเป็นเข้มแข็งตลอ

เช้าวันถัดมา พราวฟ้าตื่นขึ้นมาด้วยดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ตลอดทั้งคืน แม้จะพยายามข่มตาหลับเพียงใด ภาพเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยและคำพูดใจร้ายของเมฆาก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอไม่หยุดหย่อน ราวกับแผ่นเสียงตกร่องที่ฉายซ้ำความเจ็บปวดให้เธอต้องทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูหน้าจออย่างมีความหวัง หวังเพียงว่าจะมีข้อความสั้น ๆ จากชายหนุ่มส่งมาถามไถ่หรือแสดงความห่วงใยเธอบ้าง แต่สิ่งที่ปรากฏกลับมีเพียงความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาข้อความจากคนที่เธอเฝ้ารอคอย

พราวฟ้าจ้องหน้าจอที่มืดสนิทอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างหมดแรงและหมดหวัง

เธอไม่ควรคาดหวังอะไรจากเขาอีกแล้ว... เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เมฆาไม่เคยเป็นฝ่ายยื่นมือเข้าหาเธอก่อนเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่มีปัญหา ทุกครั้งที่มีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น เธอต่างหากที่เป็นฝ่ายวิ่งเข้าหา เป็นฝ่ายต้องอธิบาย และต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขาเข้าใจว่าเธอไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอย่างที่เขานึกรังเกียจ

แต่ต่อให้เธอพยายามมากแค่ไหน เขาก็ไม่เคยมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ ก่อนคุณหญิงพรรณีจะเปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นลูกสาวสุดที่รักนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าอิดโรยและดวงตาบวมช้ำ ผู้เป็นแม่ก็รีบเดินตรงเข้ามาหาด้วยความรู้สึกเป็นห่วงจับใจ

“พราว ตื่นแล้วเหรอลูก ทำไมวันนี้หน้าซีดแบบนี้ เมื่อคืนได้นอนบ้างหรือเปล่าเนี่ย”

“ได้นอนค่ะคุณแม่” พราวฟ้าตอบเสียงแผ่วเบา พลางฝืนยิ้มแห้งแล้งส่งให้มารดา “พราวแค่... ยังง่วงนิดหน่อยค่ะ”

คุณหญิงพรรณีมองลูกสาวนิ่ง ๆ เพราะรู้ดีว่ารอยยิ้มที่ฝืนทำนั้นไม่ได้ช่วยให้คนเป็นแม่สบายใจขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว ท่านจึงนั่งลงข้างเตียงแล้วเอื้อมมือไปลูบศีรษะลูกสาวเบา ๆ อย่างปลอบโยน

“ไม่ต้องฝืนยิ้มให้แม่ดูก็ได้ลูก ถ้าเสียใจหรืออึดอัดใจก็ร้องไห้ออกมาเถอะนะ ไม่จำเป็นต้องทำเป็นเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้”

คำพูดที่เต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจนั้นเปรียบเสมือนเขื่อนที่พังทลาย ทำให้พราวฟ้าก้มหน้าลงซบตักมารดาในทันที เธอพยายามกลั้นสะอื้นแต่ก็ไม่สำเร็จ น้ำตาที่พยายามเก็บกั้นไว้ไหลทะลักออกมาอีกครั้ง

“พราวขอโทษค่ะคุณแม่ พราวทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อนและเสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะเรื่องของพราวอีกแล้ว”

“ใครบอกว่าหนูทำให้ทุกคนเดือดร้อนกันล่ะลูก” ผู้เป็นแม่รีบจับมือเรียวของลูกสาวไว้แน่น “แม่เป็นห่วงก็เพราะหนูเป็นลูกของแม่ ต่อให้เกิดเรื่องแย่แค่ไหน หรือคนอื่นจะมองหนูยังไง หนูก็ยังเป็นลูกสาวคนเดิมของพ่อกับแม่ ไม่มีข่าวโคมลอยหรือคำพูดใจร้ายของใครเปลี่ยนความจริงข้อนี้ได้หรอกนะ”

พราวฟ้าเงยหน้าขึ้นมองมารดา ดวงตาคู่สวยแดงก่ำและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา

“แต่คนอื่นเขามองพราวไม่เหมือนเดิมแล้วค่ะคุณแม่ เมื่อวานมีคนส่งข้อความมาต่อว่าพราวเต็มไปหมด บางคนก็หาว่าพราวใช้เงินครอบครัวไปบีบบังคับให้พี่เมฆายอมหมั้นด้วย บางคนก็บอกว่าพราวเป็นผู้หญิงนิสัยเสียที่ชอบใช้กำลังรังแกคนอื่น ทั้งที่พวกเขา... ไม่เคยรู้จักพราวด้วยซ้ำ”

“คนที่ไม่รู้จักหนูจริง ๆ ย่อมตัดสินหนูจากสิ่งที่เห็นและถูกป้อนข้อมูลได้ง่ายอยู่แล้วล่ะลูก” คุณหญิงพรรณีตอบอย่างใจเย็นและมีเหตุผล “แม่ไม่ได้บอกว่าสิ่งที่หนูทำในวันนั้นมันถูกต้องทั้งหมดนะลูก การใช้อารมณ์ผลักคนอื่นออกไปเพราะความโกรธเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับว่าไม่สมควรทำ แต่การที่หนูทำผิดพลาดครั้งหนึ่งในชีวิต ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะมีสิทธิ์เหยียบย่ำทำลายคุณค่าในตัวหนูไปตลอดชีวิต”

พราวฟ้าก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด เธอยอมรับทุกคำสอนของแม่

เธอรู้ตัวดีว่าเธอไม่ควรปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบอยู่เหนือเหตุผล ต่อให้รินลดาจะพูดจาดูถูกเหยียดหยามหรือจงใจยั่วโมโหเธอมากแค่ไหน เธอก็ควรควบคุมสติและจัดการตัวเองให้ดีกว่านี้ หากวันนั้นเธอเลือกที่จะเดินหนีออกมาเงียบ ๆ เรื่องทั้งหมดก็คงไม่บานปลายกลายเป็นข่าวฉาวโฉ่เช่นนี้

แต่สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก ไม่ใช่การถูกสังคมภายนอกรุมประณาม หากแต่เป็นการที่เมฆาผู้ชายที่เธอรัก กลับด่วนตัดสินเธอจากวิดีโอเพียงไม่กี่วินาที โดยไม่คิดจะไถ่ถามหรือรับฟังความจริงจากปากเธอเลยแม้แต่นิดเดียว

“พราวรู้ค่ะว่าพราวผิดที่ผลักเขา แต่พราวไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องมันเป็นแบบนี้จริง ๆ นะคะคุณแม่ วันนั้นรินลดาเป็นคนเปิดปากพูดจาดูถูกเหยียดหยามพราวก่อน เขาตั้งใจยั่วให้พราวโมโห แล้วพอพราวผลักเขาออกไป เขาก็แกล้งทิ้งตัวล้มลงต่อหน้ากล้องของคนที่ถ่ายคลิปพอดี เหมือนเขาวางแผนไว้หมดแล้ว”

“แม่เข้าใจลูก” คุณหญิงพรรณีพยักหน้ารับฟัง

“แต่ทำไม... ทำไมไม่มีใครยอมเข้าใจพราวเลยคะ”

คำถามที่หลุดออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ ทำให้คนเป็นแม่รู้สึกเจ็บปวดตามไปด้วย ท่านจึงดึงมือลูกสาวมาบีบไว้แน่นขึ้น

“อย่างน้อยพ่อกับแม่ก็พร้อมจะอยู่ข้าง ๆ และรับฟังหนูเสมอ และถ้ามีใครจงใจวางแผนกลั่นแกล้งหนูจริง ๆ เราก็จะช่วยกันหาทางพิสูจน์ความจริง สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือหนูต้องตั้งสติให้มั่นคง อย่าปล่อยให้ใครมาปั่นหัวจนทำให้หนูควบคุมตัวเองไม่ได้อีก”

พราวฟ้าสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพยักหน้ารับเบา ๆ มือเรียวยกขึ้นเช็ดคราบน้ำตาออกจากแก้มนวล

“ค่ะคุณแม่ พราวจะระวังตัวให้มากกว่านี้ จะไม่ยอมตกหลุมพรางใครอีกแล้วค่ะ”

คุณหญิงพรรณีนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามคำถามที่ติดอยู่ในใจและเป็นห่วงมาตลอดตั้งแต่เมื่อคืน

“แล้วเรื่องของเมฆาล่ะลูก... หนูยังคิดจะไปอธิบายอะไรกับเขาอีกไหม”

ทันทีที่ได้ยินชื่อของชายหนุ่ม หัวใจดวงน้อยของพราวฟ้าก็เกิดอาการเจ็บแปลบขึ้นมาทันที ราวกับมีเข็มนับพันเล่มมากดทิ่ม

เธอเงียบงันไปนาน ก่อนจะตอบออกมาตามความรู้สึกที่แท้จริง

“พราว... อยากให้พี่เมฆาฟังความจริงจากปากพราวสักครั้งค่ะ พราวอยากให้เขารู้ว่าพราวไม่ได้เป็นคนเริ่มเรื่องก่อน แต่ในขณะเดียวกัน พราวก็กลัวเหลือเกินว่าถ้าเดินไปหาเขาตอนนี้ เขาจะยิ่งเกลียดและรังเกียจพราวมากกว่าเดิม”

“ถ้าอย่างนั้น ช่วงนี้พักผ่อนก่อนดีไหมลูก อย่าเพิ่งรีบวิ่งไปหาเขาในวันที่หัวใจของหนูยังบอบช้ำและอ่อนแอขนาดนี้เลย”

“แต่ถ้าพราวไม่อธิบาย เขาก็จะเข้าใจผิดและคิดว่าพราวเป็นคนผิดไปตลอดชีวิตนะคะคุณแม่”

“แล้วถ้าหนูพยายามอธิบายไปแล้ว แต่เขาไม่ยอมเปิดใจรับฟังล่ะลูก... หนูจะต้องอดทนพยายามวิ่งตามเขาอีกกี่ครั้ง ถึงจะพอใจสำหรับเขา?”

คำถามของมารดาเปรียบเสมือนหมัดหนัก ๆ เข้าที่กลางใจ ทำให้พราวฟ้าชะงักงันและไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี

ที่ผ่านมาในอดีต เธอไม่เคยคิดถึงจุดนี้อย่างจริงจังเลย เพราะทุกครั้งที่เมฆาแสดงความไม่พอใจ เธอมักจะเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาและพยายามแก้ไขความเข้าใจผิดเสมอ เธอหลงคิดมาตลอดว่า หากเธออธิบายให้เขาฟังมากพอ หากเธอแสดงความรักและความจริงใจให้เขาเห็นมากถึงจุดหนึ่ง สักวันเขาคงจะยอมเปิดใจและมองเห็นความรักที่เธอมอบให้บ้าง

แต่ถ้าหากว่า... เธอพยายามจนหมดแรงและหยดสุดท้ายแล้ว แต่เขาก็ยังคงดื้อดึงที่จะไม่เชื่อเธอเลยล่ะ?

“พราวไม่รู้ค่ะคุณแม่...” เธอตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือและเบาหวิว “พราวแค่... ยังตัดใจจากพี่เมฆาไม่ได้จริง ๆ”

คุณหญิงพรรณีถอนหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ ก่อนจะดึงร่างของลูกสาวเข้ามากอดแนบแน่น

“แม่ไม่ได้บอกให้หนูเลิกรักเขาในวันนี้หรอกนะลูก ความรู้สึกรักใครสักคนมันไม่ใช่สวิตช์ไฟที่จะสั่งให้ปิดหรือเปิดได้ง่าย ๆ แต่แม่อยากให้หนูจำใส่ใจเอาไว้ให้ดีนะ ต่อให้หนูรักเขามากแค่ไหน หนูก็ต้องรู้จักรักและเห็นคุณค่าในตัวเองด้วย อย่าเอาศักดิ์ศรีและหัวใจไปลดราคาพิสูจน์กับคนที่ไม่เคยคิดจะเปิดใจรับฟังเรา จนลืมไปว่าตัวลูกเองก็มีค่ามากเช่นกัน”

พราวฟ้าซบหน้าลงกับไหล่กว้างของมารดา ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาเงียบ ๆ โดยไม่มีเสียงสะอื้น

เธอยังไม่รู้เลยว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะทำใจยอมรับความจริงอันโหดร้ายนี้ได้ แต่ในวินาทีนี้ อย่างน้อยเธอก็ยังอุ่นใจที่รู้ว่าเธอยังมีครอบครัวที่พร้อมจะโอบกอด รับฟัง และเชื่อใจเธออย่างไร้เงื่อนไข

และนั่นคือสิ่งเดียวที่ต่อลมหายใจและให้แรงผลักดันแก่เธอในการลุกขึ้นยืนหยัดในวันที่ผู้ชายที่เธอรักที่สุด กลับไม่ต้องการแม้แต่จะฟังเสียงของเธอ

หลังจากพูดคุยและปรับความเข้าใจกับมารดาอยู่พักใหญ่ พราวฟ้าก็ลุกขึ้นไปจัดการอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปมหาวิทยาลัย แม้ในใจจะรู้สึกหวาดกลัวและไม่อยากออกไปเผชิญหน้ากับสายตาพิพากษาของผู้คนสักแค่ไหน แต่เธอก็เด็ดเดี่ยวพอที่จะไม่ยอมปล่อยให้ข่าวลือและเหตุการณ์ครั้งนี้มาทำลายอนาคตทางการศึกษาของเธอให้พังทลายลงไปด้วย

ก่อนก้าวเท้าออกจากบ้าน คุณประวิทย์ ผู้เป็นพ่อ ได้เรียกลูกสาวเข้ามาตักเตือนด้วยความเป็นห่วงเป็นใยอีกครั้ง

“วันนี้ถ้าไปถึงมหาวิทยาลัยแล้วมีใครมาพูดจาไม่เข้าหู หรือพยายามหาเรื่องลูก ลูกอย่าไปต่อปากต่อคำหรือตอบโต้เด็ดขาดนะ เข้าใจที่พ่อพูดไหมพราว”

“ค่ะคุณพ่อ พราวจะอดทนค่ะ”

“พ่อรู้ว่าลูกเสียใจและอึดอัด แต่ตอนนี้สถานการณ์มันไม่ปกติ เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าใครอยู่เบื้องหลังการปล่อยคลิปนี้ ถ้ามีคนจงใจวางแผนกลั่นแกล้งลูกจริง ๆ เขาคงกำลังรอจังหวะให้ลูกหลุดทำผิดพลาดซ้ำสองอยู่แน่นอน”

พราวฟ้ารับฟังคำสอนของบิดาด้วยความตั้งใจจริง ก่อนจะพยักหน้ารับช้า ๆ

“พราวจะระวังตัวให้มากที่สุดค่ะคุณพ่อ”

คุณประวิทย์มองลูกสาวด้วยความรักและห่วงหา เขาไม่ได้ต้องการจะซ้ำเติมความผิดพลาดของเธอ แต่เขาต้องการให้เธอเติบโตและเรียนรู้จากบทเรียนราคาแพงครั้งนี้ เพราะในสังคมของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม บางครั้งการขาดความยับยั้งชั่งใจเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก็อาจทำให้ชีวิตต้องแบกรับผลกระทบที่รุนแรงเกินคาด

“ถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น หรือมีใครมารังแกอีก โทรหาพ่อทันที ห้ามแบกรับหรือจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองคนเดียวนะ”

“ค่ะคุณพ่อ”

พราวฟ้ายกมือไหว้ลาบิดามารดาก่อนจะเดินขึ้นรถเพื่อเดินทางออกจากบ้าน โดยที่เธอยังไม่ล่วงรู้เลยว่า ตลอดทั้งวันอันยาวนานนี้ เธอกำลังจะต้องเผชิญหน้ากับถ้อยคำเชือดเฉือนและสายตาดูแคลนที่พร้อมจะกรีดแทะหัวใจของเธอให้เจ็บปวดเจียนตาย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป