บทที่ 7 แสดงบทผู้ถูกกระทำ
ในเวลาไล่เลี่ยกัน อีกมุมหนึ่งของเมืองหลวง
เมฆากำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหรูภายในห้องรับแขกของห้องพักส่วนตัวใจกลางกรุงเทพมหานคร สายตาคมกริบมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีข้อความจากหญิงสาวผู้แสนอ่อนหวานอย่างรินลดาปรากฏอยู่
‘เมฆาคะ รินต้องขอโทษจริง ๆ นะคะที่ทำให้คุณต้องลำบากใจและเดือดร้อนเพราะเรื่องของรินอีกแล้ว ถ้ารินรู้ล่วงหน้าว่าการที่รินไปมหาวิทยาลัยในวันนั้นจะทำให้เกิดเรื่องใหญ่โตแบบนี้ รินคงไม่ยอมไปเหยียบที่นั่นเด็ดขาดค่ะ’
ชายหนุ่มกวาดสายตาอ่านข้อความนั้นจนจบ ก่อนที่นิ้วเรียวจะรีบพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจอย่างรวดเร็ว
‘คุณไม่ต้องมานั่งขอโทษผมหรอกครับริน คุณไม่ได้ทำอะไรผิดสักนิด คนที่ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบกับเรื่องทั้งหมดคือพราวฟ้าต่างหาก’
ผ่านไปเพียงอึดใจเดียว รินลดาก็ส่งข้อความตอบกลับมาทันทีราวกับรออยู่แล้ว
‘แต่รินก็ยังไม่สบายใจอยู่ดีค่ะ ไม่อยากให้เมฆาต้องมาทะเลาะกับคุณพราวฟ้าที่เป็นคู่หมั้นเพราะเรื่องของรินเลย รินรู้ว่าคุณกับคุณพราวฟ้ามีเรื่องธุรกิจของผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง รินไม่อยากเป็นต้นเหตุให้ครอบครัวของคุณต้องมีปัญหาค่ะ’
ทันทีที่อ่านข้อความนี้จบ เมฆาก็ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ความรู้สึกหงุดหงิดระคนไม่พอใจที่มีต่อพราวฟ้า ซึ่งยังไม่ทันจะจางหายไป กลับยิ่งทวีความรุนแรงและพุ่งสูงขึ้นไปอีก
แม้ว่าเธอจะเพิ่งถูกทำร้ายร่างกายและถูกประจานท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่รินลดากลับยังคงมีจิตใจงดงาม ห่วงใยความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและธุรกิจของเขา มากกว่าความรู้สึกของตัวเองเสียอีก ในสายตาที่ลำเอียงของเมฆาตอนนี้ รินลดาช่างเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยน มีน้ำใจ และรู้จักคิดถึงจิตใจผู้อื่น ต่างจากพราวฟ้าลิบลับ ที่วัน ๆ เอาแต่ใช้อารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง และไม่เคยสนเลยว่าการกระทำบุ่มบ่ามของเธอจะสร้างความเดือดร้อนให้ใครบ้าง
ด้วยความรู้สึกร้อนใจและอยากปลอบโยน เมฆากดเบอร์โทรศัพท์โทรหารินลดาในทันที
“เมฆาคะ...” เสียงหวานใสเอ่ยทักทายขึ้นหลังจากรอสายเพียงไม่นาน
“คุณไม่ต้องคิดมากหรือเครียดกับเรื่องไร้สาระพวกนั้นหรอกครับริน” เมฆากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอย่างที่แทบจะไม่เคยใช้กับใคร “คุณไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหาอะไรทั้งสิ้น คนที่ก่อเรื่องและต้องรับผิดชอบคือพราวฟ้า ถ้าเธอรู้จักหัดควบคุมอารมณ์และนิสัยแย่ ๆ ของตัวเองตั้งแต่แรก เรื่องบ้า ๆ แบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ ราวกับกำลังอัดอั้นตันใจ ก่อนที่รินลดาจะเอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายคนจะร้องไห้
“แต่ริน... ก็อดเป็นห่วงไม่ได้นี่คะเมฆา รินกลัวว่าคุณจะต้องเดือดร้อนและลำบากใจเพราะเรื่องของริน แล้วถ้าผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเกิดมีปัญหากระทบกระทั่งกันขึ้นมาจริง ๆ คุณจะทำยังไงคะ”
“เรื่องแค่นี้ผมจัดการเองได้ครับ คุณไม่ต้องเอาสมองมาคิดกังวลอะไรทั้งนั้น”
“เมฆาคะ...”
“หืม ว่าไงครับ?”
รินลดาเว้นช่วงจังหวะเล็กน้อย ทำทีเป็นลังเลและหวาดกลัว ก่อนจะเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร
“ถ้าหลังจากวันนี้ไป... คุณพราวฟ้าเขายังตามมาหาเรื่องหรือรังแกรินอีก คุณ... อย่าปล่อยให้รินต้องเผชิญหน้าหรืออยู่คนเดียวได้ไหมคะ รินไม่ได้อยากจะมีเรื่องราวใหญ่โตอะไรกับเธอเลยสักนิด แต่รินก็ยอมรับตามตรงว่ารินกลัว... กลัวว่าสักวันเธอจะทำอะไรรุนแรงกับรินมากกว่านี้”
คำพูดตัดพ้อและแสดงความหวาดกลัวนั้น ยิ่งไปกระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นนักปกป้องของเมฆา ทำให้เขากำโทรศัพท์ในมือแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ
“ผมไม่มีทางปล่อยให้ใครหน้าไหนมาทำอะไรคุณเด็ดขาดครับริน วางใจได้เลย”
“จริงนะคะเมฆา สัญญาใช่ไหมคะ”
“ผมสัญญาครับ”
“ขอบคุณนะคะเมฆา... รินรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่มีผู้ชายอย่างคุณคอยปกป้องอยู่ข้าง ๆ”
ถ้อยคำหวานหูเหล่านั้นส่งผลให้สีหน้าบึ้งตึงของชายหนุ่มผ่อนคลายและอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขารู้สึกสงสารและเห็นใจรินลดาจับใจที่ต้องมาตกเป็นเหยื่อและเป้าระบายอารมณ์ของความรุนแรง ทั้งที่เธอเป็นคนอ่อนแอและไม่ได้ทำความผิดอะไรเลยในความคิดของเขา
“ถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น รีบโทรบอกผมทันทีนะครับ อย่าพยายามใจดีจัดการปัญหาเองเด็ดขาด”
“ค่ะ รินจะเชื่อฟังที่คุณบอกทุกอย่างค่ะ”
หลังจากกดตัดสายวางโทรศัพท์ลง ใบหน้าที่เคยแสดงอาการหวาดกลัวและน่าสงสารของรินลดาเมื่อครู่ ก็ค่อย ๆ เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นและแววตาเจ้าเล่ห์
หญิงสาวเอนกายพิงพนักโซฟานุ่มอย่างสบายอารมณ์ นิ้วเรียวเขี่ยหน้าจอโทรศัพท์เล่นพลางมองดูชื่อของเมฆาที่เพิ่งวางสายไป
“ผู้ชายคนนี้หลอกง่ายเสียจริง แค่แกล้งบีบน้ำตาทำตัวเป็นผู้หญิงอ่อนแอน่าสงสาร เขาก็พร้อมจะเชื่อทุกอย่างที่ฉันพูดโดยไม่ใช้สมองคิดเลยสักนิด”
รินลดาหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคออย่างผู้มีชัย ก่อนจะใช้นิ้วปัดหน้าจอเปิดคลิปวิดีโอเหตุการณ์ความวุ่นวายที่มหาวิทยาลัยขึ้นมาดูซ้ำอีกรอบ
ภาพในคลิปปรากฏเหตุการณ์ตอนที่พราวฟ้ากำลังบันดาลโทสะผลักเธอล้มลงไปกองกับพื้นอย่างชัดเจนถนัดตา แต่ในทางกลับกัน ภาพเหตุการณ์ช่วงก่อนหน้าที่เธอจงใจเดินเข้าไปพูดจายั่วโมโหและกระตุ้นต่อมโกรธอีกฝ่าย กลับถูกตัดต่อออกไปจนหมดเกลี้ยง ไม่มีหลงเหลืออยู่แม้แต่วินาทีเดียว!
ความจริงแล้ว... ทุกอย่างถูกเธอวางแผนและจัดฉากขึ้นมาด้วยตัวเองทั้งสิ้น ตั้งแต่การจ้างวานนักศึกษาชายให้มาแอบซ่อนมุมกล้องถ่ายคลิป ไปจนถึงการเลือกจังหวะเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อให้พราวฟ้าตบะแตกและหลุดแสดงอารมณ์ร้ายกาจออกมาต่อหน้าสาธารณชน และเมื่อเธอได้ภาพที่ต้องการสมใจอยากแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็แค่ปล่อยคลิปดังกล่าวลงสู่โลกออนไลน์ เพื่อให้กระแสสังคมรุมประณามทำลายคู่แข่งหัวใจให้ย่อยยับ
รินลดาไม่จำเป็นต้องกุเรื่องโกหกคำโตขึ้นมาทั้งหมด เพราะพราวฟ้าได้พลั้งมือผลักเธอล้มลงจริง ๆ ตามภาพที่ปรากฏ
สิ่งที่เธอต้องทำมีเพียงแค่ ‘ซ่อนต้นเหตุและความจริงครึ่งแรกเอาไว้’ แล้วโยนภาระให้สังคมตัดสินจากภาพปลายเหตุที่เห็นเพียงด้านเดียวก็เพียงพอแล้ว
“คนอย่างเธอมีพร้อมทุกอย่างอยู่แล้วนี่พราวฟ้า ทั้งเงินทอง หน้าตาทางสังคม ครอบครัวที่อบอุ่น และยังกล้าคิดจะแย่งเมฆาไปจากฉันอีกเหรอ ฝันไปเถอะ!”
รอยยิ้มเยาะหยันบนใบหน้าสวยเฉี่ยวค่อย ๆ หุบลง แววตาคู่คมแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวและดุร้ายขึ้นมาทันที
“ฉันไม่มีวันยอมปล่อยให้เธอได้ครอบครองในสิ่งที่ฉันต้องการเด็ดขาด!”
เธอใช้นิ้วจิ้มปิดคลิปวิดีโอเจ้าปัญหา ก่อนจะพิมพ์ข้อความส่งตรงไปหาคนที่ช่วยจัดการเรื่องตัดต่อและเผยแพร่คลิป เพื่อกำชับย้ำเตือนให้เก็บงำเรื่องการจ้างวานนี้ไว้เป็นความลับขั้นสูงสุด ห้ามหลุดปากบอกใครเด็ดขาดว่าใครคือตัวการที่แท้จริง
เมื่อจัดการเคลียร์ทุกอย่างจนมั่นใจว่าไม่มีร่องรอยสาวมาถึงตัว รินลดาก็วางโทรศัพท์มือถือลง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยืนทอดสายตามองทัศนียภาพภายนอกผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่ แสงไฟระยิบระยับจากตึกสูงระฟ้าทอดยาวไปทั่วเมือง สะท้อนรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจบนใบหน้าของเธอ
สำหรับเธอแล้ว... เกมการแก้แค้นและแย่งชิงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ตราบใดที่เมฆายังคงหลงเชื่อใจเธอสนิทใจ และตราบใดที่พราวฟ้ายังคงเป็นเพียงคู่หมั้นที่ชายหนุ่มทั้งเกลียดทั้งชัง เธอก็ยังมีโอกาสทองอันสดใสในการกำจัดเสี้ยนหนามหัวใจอย่างพราวฟ้าให้ออกไปจากชีวิตของเขาได้สำเร็จอย่างถาวร
เมื่อพราวฟ้าเดินทางมาถึงรั้วมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง เธอก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศรอบตัวที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป
เพียงแค่เธอเดินผ่านประตูรั้ว เสียงซุบซิบนินทากระซิบกระซาบจากกลุ่มนักศึกษาที่จับกลุ่มกันอยู่ก็ดังเซ็งแซ่ขึ้นทันที หลายคนหันมามองเธอด้วยสายตาแปลกประหลาด บางคนใช้นิ้วชี้ไม้ชี้มือพลางกระซิบกับเพื่อนสนิท บ้างถึงกับยกโทรศัพท์ขึ้นมาทำทีเป็นถ่ายรูปราวกับเธอเป็นตัวประหลาด
“นั่นไง... แกดูผู้หญิงคนนั้นสิ คุณหนูพราวฟ้า คนที่อยู่ในคลิปตบตีแย่งผู้ชายแล้วผลักคุณรินลดาจนล้มกลิ้งไม่เป็นท่าไง”
“ตัวจริงเสียงจริงนี่สวยไฮโซมากเลยนะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าเบื้องหลังจะนิสัยร้ายกาจและป่าเถื่อนขนาดนี้”
“สวยแต่รูปจูบไม่หอมหรือเปล่า ใครจะไปรู้ล่วงหน้า เห็นว่าบ้านรวยใช้เงินยัดเยียดบังคับให้พี่เมฆายอมหมั้นด้วยนี่นา น่าไม่อายชะมัด”
“ถ้าเป็นฉันนะ เอาปี๊บคลุมหัวอายจนไม่กล้าโผล่หน้ามาเหยียบมหาวิทยาลัยแล้วแหละ”
ถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามและนินทาว่าร้ายเหล่านั้นลอยเข้ามากระทบโสตประสาทของพราวฟ้าอย่างชัดเจน แม้ว่าเจ้าของเสียงจะพยายามลดระดับเสียงให้เบาลงแค่ไหนก็ตาม
หญิงสาวกำสายสะพายกระเป๋าเรียนในมือแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอก้มหน้ามองพื้นทางเดิน กัดริมฝีปากแน่น แล้วสาวเท้าก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วโดยไม่ยอมหันไปสบตาหรือใส่ใจใครทั้งสิ้น
อันที่จริงแล้ว เธอก็คุ้นชินกับการตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนในสังคมมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากฐานะทางครอบครัวเป็นที่รู้จักกว้างขวางในแวดวงธุรกิจ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยในชีวิต ที่สายตารังเกียจเดียดฉันท์และเสียงนินทาจากคนรอบข้างจะสร้างความรู้สึกอึดอัด โดดเดี่ยว และทรมานใจได้เท่ากับครั้งนี้มาก่อน
ในอดีต ผู้คนมักจะมองเธอด้วยสายตาชื่นชม ยกย่อง และเกรงใจในฐานะทายาทสาวเพียงคนเดียวของตระกูลดัง แต่ในตอนนี้ กลับมีแต่คนมองเธอราวกับเป็นตัวปัญหาเน่าเฟ้อที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้หรือคบค้าสมาคมด้วย
“พราว! ทางนี้ ๆ!”
เสียงตะโกนเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันไปมอง เพื่อนสนิทของเธอกำลังวิ่งกระหืดกระหอบตรงดิ่งเข้ามาหา สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและความเป็นห่วงเป็นใยอย่างเห็นได้ชัด
“แกมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ฉันพยายามโทรหาแกตั้งหลายสายเมื่อคืน แต่แกปิดเครื่องไม่รับสายเลยรู้ไหม ฉันเป็นห่วงแกแทบแย่ กลัวว่าแกจะคิดสั้นทำอะไรไม่ดีลงไป”
พราวฟ้าฝืนปั้นรอยยิ้มบางเบาที่ดูฝืดฝืนส่งให้เพื่อนรัก
“ขอโทษทีนะแก... ช่วงนี้ฉันรู้สึกมึนหัวและไม่ค่อยอยากคุยกับใครเท่าไหร่เลย”
เพื่อนสนิทกวาดสายตามองสำรวจใบหน้าอิดโรยและดวงตาที่บวมเป่งของเธอ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
“ฉันเปิดดูข่าวและคลิปนั้นหมดแล้วนะแก ถึงแม้ในคลิปภาพมันจะมีแค่ตอนที่แกพลั้งมือผลักเขาจริง ๆ ก็ตาม แต่บอกตรงนี้เลยว่า... ฉันไม่เชื่อเด็ดขาดว่าคนอย่างแกจะเดินไปทำร้ายใครก่อนโดยไม่มีเหตุผลรองรับ”
พราวฟ้าชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ตลอดเวลาเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ตั้งแต่เกิดเรื่อง เธอนอกจากจะได้รับข้อความด่าทอ สาปแช่ง และคำวิจารณ์เสีย ๆ หาย ๆ เป็นร้อยเป็นพันข้อความแล้ว แทบไม่มีใครสักคนเลยที่เอ่ยปากถามไถ่ความจริง หรือถามว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้าเหตุการณ์ในคลิป การได้ยินเพื่อนแท้เอ่ยปากบอกว่ายังเชื่อใจเธอเสมอ จึงทำให้ความอัดอั้นตันใจที่เธอพยายามอดกลั้นสะสมมานานเกือบจะระเบิดทะลักออกมา
“รินลดา... เป็นคนเริ่มหาเรื่องฉันก่อนนะ” พราวฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและเบาหวิว “เขาตั้งใจพูดจาดูถูกเหยียดหยามครอบครัวและตัวฉันทุกคำ เพื่อจงใจสะกิดต่อมให้ฉันโมโห พอฉันหมดความอดทนแล้วผลักเขาออกไป เขาก็แกล้งทิ้งตัวล้มลงทันที ฉันยอมรับเต็มปากเลยว่าฉันผิดที่ใช้กำลังและควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจทำร้ายร่างกายเขาให้บาดเจ็บรุนแรงอย่างที่สำนักข่าวพวกนั้นกุเรื่องขึ้นมาเลยนะ”
เพื่อนสนิทพยักหน้ารับหงึกหงักอย่างเข้าใจ ก่อนจะเอื้อมมือมาบีบมือเธอไว้แน่นเพื่อส่งผ่านความอบอุ่น
“ฉันเชื่อแกนะพราว แกไม่ต้องมานั่งอธิบายอะไรให้ฉันฟังยาว ๆ หรอก ฉันคบกับแกมาตั้งนาน นิสัยใจคอแกเป็นยังไงฉันรู้ดี ถ้าแกทำผิดจริง ๆ ฉันนี่แหละจะเป็นคนแรกที่จะด่าแกเอง แต่ฉันเกลียดที่สุดคือพวกที่ดีแต่ตัดสินคนอื่นจากคลิปตัดต่อสั้น ๆ แค่ไม่กี่วินาทีโดยไม่สืบสาวราวเรื่อง”
พราวฟ้าเม้มริมฝีปากแน่น พยายามบังคับตัวเองไม่ให้น้ำตาสายใหม่ไหลรินออกมาประจานความอ่อนแอต่อหน้าเพื่อน
“ขอบใจแกมากนะ... ขอบใจที่ยังเชื่อฉัน”
“ไม่ต้องมาพูดคำว่าขอบใจหรอกน่า แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าหลังจากวันนี้ไป แกต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิมร้อยเท่า ถ้ารู้สึกว่าใครทำท่าทางยั่วโมโหอีก เดินหนีออกมาให้ไกลเลย เข้าใจไหม?”
“อืม... ฉันจะพยายามระวังตัวให้ดีที่สุด”
ทั้งสองคนเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันต่อไปยังอาคารเรียน แม้ว่ารอบข้างจะยังคงมีเสียงซุบซิบนินทาและสายตาดูถูกมองตามมาไม่ขาดสาย แต่การมีเพื่อนรักคอยเดินเคียงข้างจับมือให้กำลังใจ ก็ช่วยให้พราวฟ้ารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้างว่าเธอยังไม่ได้ถูกโลกใบนี้ทอดทิ้งให้อ้างว้างไปเสียทีเดียว
อย่างน้อย... ก็ยังมีคนที่พร้อมจะเปิดใจรับฟังความจริงจากเธอ
ทว่า... คนเดียวที่เธอปรารถนาและโหยหาอยากให้เชื่อใจเธอมากที่สุดในโลก กลับเป็นคน ๆ เดียวที่ไม่เคยคิดจะแยแสหรือรับฟังคำอธิบายจากเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
ในช่วงเวลาพักระหว่างคาบเรียน พราวฟ้าพยายามรวบรวมสมาธิเพื่ออ่านเอกสารประกอบการเรียนตรงหน้า แต่สมองของเธอกลับว่างเปล่าและกระจัดกระจายอย่างไร้ทิศทาง ทุกครั้งที่โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสั่นเตือน เธอก็จะสะดุ้งเฮือกและเผลอหยิบมันขึ้นมาเปิดดูด้วยความคาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ ทั้งที่ในใจลึก ๆ ก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า คนที่เธอเฝ้ารอคอยไม่มีทางส่งข้อความหาเธออย่างแน่นอน
จนกระทั่งล่วงเลยมาถึงช่วงสาย โทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมก็สั่นสะท้อนเบา ๆ ขึ้นอีกครั้ง
พราวฟ้าใจเต้นรัวระรัว รีบหยิบขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว และหัวใจของเธอก็ต้องกระโจนไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความดีใจที่วูบวาบขึ้นมา เมื่อเห็นชื่อของ ‘เมฆา’ ปรากฏอยู่บนหน้าจอ
เธอไม่รอช้า รีบกดเปิดอ่านข้อความนั้นทันทีด้วยความหวังที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
