บทที่ 8 บทที่ 8
‘ฉันหวังว่าคุณคงจะเข้าใจและจดจำสิ่งที่ฉันเตือนไปแล้วนะ อย่าได้บังอาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับรินลดาอีก และเลิกเอาสถานะคู่หมั้นไร้สาระมาอ้างเพื่อพยายามเข้าใกล้ฉันสักที ถ้าหลังจากนี้ผมยังเห็นเธอสร้างความเดือดร้อนให้รินอีก ฉันจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้จบลงง่าย ๆ แค่นี้แน่!’
รอยยิ้มจาง ๆ ที่เพิ่งจะผุดขึ้นมาประดับบนใบหน้าของพราวฟ้าเมื่อครู่ ค่อย ๆ เลือนหายวับไปกับตา จนเหลือเพียงความว่างเปล่าและความชาหนึบในอก
เธอกวาดสายตาอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่ต้นจนจบ ซ้ำไปซ้ำมาราวกับหวังว่าตัวเองจะตาฝาดหรือสะกดตัวอักษรผิดเพี้ยนไป แต่ไม่ว่าจะอ่านทบทวนอีกสักกี่รอบ ความหมายอันแสนเย็นชาและใจร้ายก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เขาไม่ได้ส่งข้อความมาเพื่อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ไม่ได้ส่งมาเพื่อกล่าวคำขอโทษ และไม่ได้มีความต้องการอยากจะรับฟังคำอธิบายความจริงจากปากเธอเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่เขาต้องการ มีเพียงแค่การส่งข่าวมาเพื่อคาดโทษและเตือนสติให้เธออยู่ให้ห่างจากผู้หญิงที่เขารักเท่านั้นเอง!
พราวฟ้ากำโทรศัพท์ในมือแน่นจนสั่นเทา ก่อนที่ความน้อยเนื้อต่ำใจจะพรั่งพรูออกมา เธอตัดสินใจพิมพ์ข้อความตอบกลับไปหาเขาด้วยเรียวนิ้วที่สั่นระริก
‘พี่เมฆาคะ... พราวขอร้องล่ะค่ะ ช่วยกรุณาฟังพราวอธิบายความจริงสักครั้งได้ไหมคะ วันนั้นรินลดาเป็นคนเดินเข้ามาพูดจายั่วโมโหพราวก่อนจริง ๆ นะคะ พราวยอมรับผิดก็ได้ที่พลั้งมือผลักเขา แต่พราวไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มหาเรื่องก่อน และพราวก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายร่างกายเขาให้บาดเจ็บรุนแรงเหมือนอย่างที่ข่าวเต้าขึ้นมาเลยนะคะพี่เมฆา’
เธออ่านทบทวนข้อความที่พิมพ์อย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกดปุ่มส่งออกไป
หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความคาดหวังอันริบหรี่ ที่ยังคงดื้อรั้นไม่ยอมดับมอดลง แม้ลึก ๆ จะรู้แก่ใจดีว่าคนใจร้ายอย่างเมฆาอาจจะเมินเฉยและไม่แม้แต่จะกดอ่านมันก็ตาม
ผ่านไปไม่นานนัก สัญญาณสถานะ ‘อ่านข้อความแล้ว’ ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ประโยคสั้น ๆ ห้วน ๆ เพียงประโยคเดียว เปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงมากลางใจ ทำให้พราวฟ้ารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัดจนแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ
หญิงสาวสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพยายามพิมพ์ข้อความตอบโต้กลับไปอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้
พราวฟ้าจ้องเขม็งหน้าจอโทรศัพท์ด้วยใจจดใจจ่อ ลุ้นระทึกรอคอยให้มีข้อความตอบกลับยาว ๆ หรือแม้แต่สั้น ๆ ส่งกลับมา แต่ความเงียบงันกลับยืดเยื้อเนิ่นนาน จนความหวังอันน้อยนิดแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลระคนหวาดกลัว
และในที่สุด... ข้อความตอบกลับจากเมฆาก็เด้งขึ้นมา
'ฉันไม่มีเวลาว่างมากพอมานั่งฟังคำแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ของเธอหรอกนะ'
ประโยคสั้น ๆ ห้วน ๆ เพียงประโยคเดียว เปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงมากลางใจ ทำให้พราวฟ้ารู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัดจนแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ
หญิงสาวสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพยายามพิมพ์ข้อความตอบโต้กลับไปอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้
‘แต่พี่เมฆายังไม่เคยฟังความจริงจากปากพราวเลยสักครั้งด้วยซ้ำนะคะ! ทำไมพี่ถึงด่วนตัดสินว่าพราวเป็นคนโกหกคำโต ทั้งที่พี่เมฆาก็รู้จักนิสัยใจคอของพราวมาตั้งแต่เด็กตั้งนาน ทำไมถึงไม่เชื่อใจพราวเลยล่ะคะ’
เธอกลั้นใจกดส่งข้อความนั้นออกไปด้วยความหวังครั้งสุดท้ายในชีวิต
แต่ทว่า... คราวนี้ไม่มีข้อความตอบกลับใด ๆ ลอยกลับมาอีกเลย
พราวฟ้านั่งรอคอยอย่างใจจดใจจ่ออยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเธอลองกดส่งข้อความซ้ำอีกรอบ แล้วพบกับสัญลักษณ์เครื่องหมายแจ้งเตือนสีแดง...
เมฆาบล็อกเธอเรียบร้อยแล้ว!
ชายหนุ่มผู้เป็นคู่หมั้น ตัดสินใจตัดทุกช่องทางการติดต่อสื่อสารกับเธออย่างไร้เยื่อใย เพียงเพราะเขาไม่ต้องการเสียเวลามาฟังคำอธิบายจากผู้หญิงที่เขาเกลียดชังและรังเกียจเข้ากระดูกดำ
พราวฟ้าค่อย ๆ ลดระดับโทรศัพท์มือถือลงแนบข้างลำตัวอย่างอ่อนแรง ดวงตาคู่สวยพร่ามัวเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นทะลักทลายออกมา เธอยามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อควบคุมเสียงสะอื้นไม่ให้ดังเล็ดลอดออกไประหว่างเดินตามทางเดิน แต่ยิ่งเธอพยายามกลั้นมากเท่าไหร่ น้ำตากลับยิ่งไหลทะลักออกมาจนภาพเบื้องหน้าพร่ามัวมองอะไรแทบไม่เห็น
“ทำไม... ทำไมพี่เมฆถึงไม่ยอมฟังพราวอธิบายบ้างเลยล่ะคะ...”
เสียงพึมพำตัดพ้อและเจ็บปวดแผ่วเบา หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นเทาของเธอ
เธอไม่ได้เรียกร้องหรือต้องการให้เขาเข้าข้างเธอเพียงเพราะเห็นแก่สถานะคู่หมั้นจอมปลอมนี้ เธอไม่ได้ต้องการให้เขาเกลียดชังรินลดาแทนเธอ และเธอไม่ได้ต้องการให้เขายกเลิกความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่เขารักเพียงเพราะเธอร้องขอ
สิ่งเดียว... สิ่งเดียวที่ผู้หญิงคนนี้ต้องการ ก็แค่ขอให้ผู้ชายที่เธอรัก ยอมเปิดใจรับฟังความจริงจากปากเธอสักครั้งก็เท่านั้นเอง!
แต่แม้กระทั่งความต้องการที่แสนจะเรียบง่ายและน้อยนิดแค่นี้ เขาก็ยังรังเกียจที่จะหยิบยื่นมันให้แก่เธอ
พราวฟ้าเก็บโทรศัพท์เครื่องที่ถูกบล็อกใส่กระเป๋าสะพายอย่างหมดอาลัยตายอยาก ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องน้ำหญิงเพื่อสงบสติอารมณ์ เธอกวักน้ำเย็นขึ้นล้างหน้าล้างตา แล้วยืนจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาอยู่ครู่ใหญ่ พยายามบอกกล่าวตักเตือนตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเธอต้องเข้มแข็งและกลับไปตั้งใจเรียนให้ได้ อย่างน้อยที่สุดเธอก็ไม่ควรปล่อยให้ความรักที่ล้มเหลวมาทำลายอนาคตและชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอให้พังพินาศไปมากกว่านี้
เธอยังมีคุณพ่อคุณแม่ที่รักเธอ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีการเรียนที่ต้องรับผิดชอบ และมีอนาคตข้างหน้ารออยู่
ต่อให้ผู้ชายใจร้ายคนนั้นจะไม่ต้องการเธอแล้วก็ตาม เธอก็ต้องเดินหน้าต่อไปให้ได้ด้วยตัวเอง
ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ณ อาคารสำนักงานใหญ่ใจกลางเมือง เมฆากำลังนั่งทำงานอยู่ภายในห้องทำงานส่วนตัวตามปกติ เลขานุการส่วนตัวเดินถือแฟ้มเอกสารหนาเตอะก้าวเข้ามาสมทบ เพื่อรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับกระแสข่าวฉาวโฉ่ที่กำลังโด่งดังในโลกออนไลน์ รวมถึงผลกระทบเบื้องต้นจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่อาจจะส่งผลสั่นคลอนต่อภาพลักษณ์อันดีของบริษัท
ชายหนุ่มกวาดสายตาอ่านรายงานผ่าน ๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะวางแฟ้มเอกสารกระแทกโต๊ะทำงานด้วยใบหน้าเคร่งขรึมตึงเครียด
“ตอนนี้ยังมีสำนักข่าวหรือสื่อออนไลน์เจ้าไหนติดต่อเข้ามาวุ่นวายอีกไหม”
“มีติดต่อเข้ามาเรื่อย ๆ ค่ะท่านประธาน สำนักข่าวหลายแห่งต้องการขอสัมภาษณ์เจาะลึกเกี่ยวกับประเด็นความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างท่านกับคุณพราวฟ้า ขณะที่บางสื่อก็พยายามซักไซ้ว่าข่าวอื้อฉาวนี้จะส่งผลกระทบต่อโครงการร่วมทุนธุรกิจระหว่างสองครอบครัวหรือเปล่าค่ะ”
เมฆาขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นจนเป็นปม
“แล้วทางฝ่ายประชาสัมพันธ์จัดการเคลียร์เรื่องนี้ไปยังไงบ้าง”
“ฝ่ายประชาสัมพันธ์กำลังประสานงานควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในวงจำกัดค่ะ เบื้องต้นเราได้ออกแถลงการณ์แจ้งสั้น ๆ ว่าทางผู้บริหารขอสงวนสิทธิ์ไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องส่วนตัวใด ๆ ทั้งสิ้น และขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนทุกแขนงว่าอย่าเชื่อมโยงเหตุการณ์ส่วนตัวนี้กับการดำเนินธุรกิจของบริษัทเราค่ะ”
“ดีมาก... จัดการเด็ดขาดอย่าให้เรื่องไร้สาระพวกนี้มาสร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียงของบริษัทเด็ดขาด”
“รับทราบค่ะท่านประธาน”
เลขานุการสาวรับคำสั่งเสียงเรียบร้อย ก่อนจะลังเลอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง แล้วตัดสินใจเอ่ยถามคำถามที่ค้างคาใจต่อ
“แล้วในส่วนของ... คุณพราวฟ้าล่ะคะ ทางบริษัทเราหรือท่านประธานต้องการให้ออกแถลงการณ์ชี้แจงอะไรเพิ่มเติมเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของคุณพราวฟ้าบ้างไหมคะ”
เพียงแค่ได้ยินชื่อของคู่หมั้นสาวหลุดออกมาจากปากเลขานุการ สีหน้าคมคายของเมฆาก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและไร้ความรู้สึกในทันที
“ไม่ต้องมีอะไรต้องชี้แจงทั้งนั้นครับ เรื่องโง่ ๆ ที่เธอเป็นคนก่อขึ้นด้วยมือของเธอเอง เธอก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบผลกรรมนั้นด้วยตัวเองสิ ผมไม่ต้องการให้บริษัทเข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันกับเรื่องน่ารำคาญใจพวกนี้เด็ดขาด”
“รับทราบค่ะ ดิฉันจะจัดการตามคำสั่งค่ะ”
เลขานุการส่วนตัวไม่กล้าซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ รีบโค้งศีรษะรับคำแล้วก้าวถอยหลังเดินออกจากห้องทำงานไปเงียบ ๆ
เมฆาเอนแผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง ทอดสายตาเหม่อมองออกไปเบื้องนอกหน้าต่างกระจกใสบานยักษ์ ที่เผยให้เห็นทัศนียภาพความเจริญรุ่งเรืองของกรุงเทพมหานครด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและระอาใจ
ในมุมมองและความคิดอันคับแคบของเขา การหมั้นหมายครั้งนี้เป็นเพียงแค่สัญญาผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจับแพะชนแกะขึ้นมาเพื่อเสริมอำนาจทางการค้า เขาไม่เคยมีความคิดพิศวาสหรือต้องการให้พราวฟ้าเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ส่วนตัวของเขาเลยแม้แต่น้อย และเขายิ่งเกลียดชังเป็นทวีคูณเมื่อชื่อเสียงเรียงนามของเธอต้องมาตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ ที่อาจสร้างรอยด่างพร้อยให้แก่บริษัทที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างมากับมือ
ถึงกระนั้นก็ตาม สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดหัวใจและรำคาญใจมากที่สุดในเวลานี้ กลับไม่ใช่กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมภายนอก แต่เป็นการที่พราวฟ้ากล้าหาญชาญชัยถึงขนาดลงมือทำร้ายร่างกายรินลดา ทั้งที่เขาเคยออกปากตักเตือนเธอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนว่าอย่าได้ริอาจก้าวล่วงไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่เขารักเด็ดขาด
สำหรับเมฆาแล้ว เรื่องราวดำมืดนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนและไม่มีอะไรให้ต้องขบคิดวิเคราะห์ให้ปวดหัวเลยแม้แต่น้อย เขาเห็นภาพหลักฐานคาตาจากในคลิปวิดีโอ และในเมื่อพราวฟ้าเป็นคนลงมือใช้กำลังทำร้ายคนอื่นก่อน เธอก็สมควรต้องยอมรับผลกระทบและบทลงโทษที่ตามมาด้วยความจำนน
ส่วนคำอธิบายแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ของเธอน่ะหรือ...? เขาไม่เห็นว่ามันมีความจำเป็นและเสียเวลามีค่าอันน้อยนิดมารับฟังเลยแม้แต่น้อย
