บทที่ 9 แบกรับผลกรรม
เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานแผดเสียงดังขึ้น เมฆาเหลือบสายตาลงมองแล้วพบว่าเป็นข้อความจากรินลดาส่งเข้ามา
‘วันนี้เมฆาทำงานเหนื่อยมากไหมคะ อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนทานข้าวด้วยนะคะ รินเป็นห่วงคุณเสมอนะคะ’
ชายหนุ่มก้มลงอ่านข้อความนั้นด้วยแววตาที่อ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะพิมพ์ข้อความตอบกลับไปสั้น ๆ ว่าเขายังคงเคลียร์งานค้างอยู่ และบอกให้เธอดูแลตัวเองดี ๆ จากนั้นไม่นาน รินลดาก็ส่งข้อความตามมาติด ๆ
‘ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อย... รินอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้คุณสบายใจและคลายเครียดจังเลยค่ะ’
เมฆานิ่งเงียบจ้องมองข้อความนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้นิ้วพิมพ์ตอบกลับสั้น ๆ
‘แค่คุณไม่ต้องมานั่งกังวลใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นก็พอแล้วครับริน ทุกอย่างผมจัดการเคลียร์ให้เรียบร้อยดีแล้วมา
เขาจัดการวางโทรศัพท์มือถือคว่ำหน้าลงบนโต๊ะทำงานตามเดิม แล้วหันกลับไปให้ความสนใจกับกองแฟ้มเอกสารตรงหน้าต่อ โดยที่ชายหนุ่มผู้ชาญฉลาดกลับโง่เขลาเบาปัญญาจนไม่เคยระลึกรู้เลยว่า... ผู้หญิงแสนดีบริสุทธิ์ผุดผ่องที่เขาพยายามปกป้องสุดชีวิตคนนั้น กำลังใช้ความเชื่อใจและความโง่เขลาของเขาเป็นเครื่องมือในการเหยียบย่ำทำลายผู้อื่นอย่างเลือดเย็น
ในขณะที่เมฆายังคงหลงระเริงเชื่อมั่นว่าตนเองกำลังทำหน้าที่เป็นอัศวินขี่ม้าขาวปกป้องผู้หญิงที่เขารัก พราวฟ้ากลับต้องกลายเป็นจำเลยสังคมและแบกรับผลกรรมจากเหตุการณ์ที่ถูกบิดเบือนข้อเท็จจริงทั้งหมดไว้บนบ่าบอบบางของเธอเพียงลำพังคนเดียว
และยิ่งเขาปฏิเสธที่จะเปิดใจรับฟัง ปิดกั้น และผลักไสเธอออกไปมากเท่าไหร่ ระยะห่างและกำแพงความร้าวฉานระหว่างคนทั้งสองก็ยิ่งทวีความสูงชันจนไม่มีวันหวนกลับมาประสานกันได้อีกตลอดกาล
ช่วงเวลาพลบค่ำของวันเดียวกันนั้นเอง
พราวฟ้าก้าวเดินเข้ามาภายในบ้านด้วยสภาพร่างกายและจิตใจที่อ่อนล้าโรยรา คุณหญิงพรรณีผู้เป็นมารดาคอยสังเกตอาการลูกสาวอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเธอดูเงียบงันและเศร้าสร้อยกว่าปกติ ท่านจึงเดินเข้ามาหาด้วยความห่วงใย
“วันนี้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเป็นยังไงบ้างลูก... มีใครกล้ามาพูดจาอะไรไม่ดีใส่หนูอีกหรือเปล่าพราว”
พราวฟ้าส่ายศีรษะเบา ๆ เป็นเชิงปฏิเสธ
“ก็มีบ้างประปรายค่ะคุณแม่ แต่พราวเลือกที่จะเมินเฉยและไม่ตอบโต้อะไรกลับไป”
“ทำได้ดีมากแล้วลูก... แล้วสรุปว่า เมฆาเขาได้ติดต่อกลับมาหาหนูบ้างหรือเปล่าล่ะ”
คำถามจากปากมารดาเปรียบเสมือนสะเก็ดไฟที่ตกลงไปในกองฟาง ทำให้พราวฟ้านิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง ก่อนที่เธอจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋า แล้วเปิดหน้าจอแสดงผลยื่นให้มารดาดูด้วยรอยยิ้มสมเพชตัวเอง
“เขาบล็อกทุกช่องทางการติดต่อของพราวไปหมดแล้วค่ะคุณแม่...”
คุณหญิงพรรณีเพ่งมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความรู้สึกสลดหดหู่และสงสารลูกสาวจับใจ
“หนูพยายามทำทุกทางเพื่ออธิบายความจริงให้เขาเข้าใจแล้วใช่ไหมลูก”
“ค่ะ... พราวพยายามทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่เขาบอกว่าเขาไม่มีเวลามานั่งฟังคำแก้ตัวของพราวหรอกค่ะ” พราวฟาก้มหน้ามองพื้น น้ำตารื้นขึ้นมาอีกระลอก “พราวไม่รู้แล้วจริง ๆ ค่ะคุณแม่ ว่าพราวจะต้องทำตัวยังไง ทำอะไรอีก... พี่เมฆาถึงจะยอมใจอ่อนหันมารับฟังความจริงจากพราวบ้าง”
ผู้เป็นแม่ดึงร่างบอบบางของลูกสาวเข้ามากอดซบแนบอกอุ่นโดยไม่เอ่ยถ้อยคำใด ๆ อยู่ครู่ใหญ่ พร้อมกับยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังบางเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม
“ถ้าหนูได้ทำหน้าที่ของตัวเอง พยายามทำทุกอย่างเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้จนสุดความสามารถแล้ว ก็อย่าไปฝืนทรมานตัวเองต่อเลยนะลูก ความรักและความเชื่อใจ... เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถไปบังคับฝืนใจให้ใครมารักหรือมาเชื่อเราได้หรอก ต่อให้เราจะพูดความจริงดังสักแค่ไหนก็ตาม”
พราวฟ้าซบใบหน้าลงกับลาดไหล่ของมารดา ปล่อยให้น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลรินอาบสองแก้มอย่างเงียบเชียบ แต่ในคราวนี้ เธอกลับไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายเพราะต้องการอ้อนวอนขอให้ใครมาเปลี่ยนใจเธอกลับไปอีกแล้ว แต่เธอร้องไห้เพราะความเจ็บปวดร้าวราน ที่คนคนนั้น... ผู้ชายที่เธอรักหมดหัวใจ กลับไม่เคยคิดจะให้ความเป็นธรรมและมองเห็นคุณค่าความจริงใจของเธอเลยแม้แต่น้อย
เธอตอบตัวเองไม่ได้เลยว่า ความรักที่เธอทุ่มเททะนุถนอมและเก็บรักษามาอย่างยาวนานกว่าสี่ปีเต็ม จะต้องพบจุดจบลงในรูปแบบนี้ได้อย่างไร และเธอจะต้องใช้เวลาอีกเนิ่นนานสักแค่ไหน ถึงจะสามารถลบเลือนความเจ็บปวดจากคำพูดใจร้ายของผู้ชายคนนั้นออกจากหัวใจได้
แต่อย่างน้อย... สิ่งหนึ่งที่เริ่มตกผลึกและชัดเจนขึ้นมาในหัวใจของเธอตอนนี้ก็คือ ไม่ว่าเธอจะพยายามทุ่มเทวิ่งตามเขามากแค่ไหน หรือพยายามพิสูจน์ตัวเองจนเหนื่อยล้าเพียงใด เมฆาก็จะยังคงเลือกที่จะเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาอยากจะเชื่ออยู่ดี วันยังยันค่ำ
ส่วนตัวของพราวฟ้าในเวลานี้ สิ่งเดียวที่เธอพอจะทำได้เพื่อประคับประคองลมหายใจต่อไป ก็คือการเรียนรู้ที่จะโอบกอดหัวใจที่แตกสลายและบอบช้ำของตัวเอง ให้ก้าวผ่านพ้นค่ำคืนอันมืดมิดและวันเวลาอันโหดร้ายนี้ไปให้ได้ทีละวัน... เพียงเท่านั้นเอง
