บทที่ 6 วันที่ชีวิตเปลี่ยน
“เรายังรักเธอนะพิณ เราอยากอยู่ข้างเธอ จะให้เราทำอะไรก็ได้...แค่ขอให้เธอไม่ต้องไป” วินก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาเต็มไปด้วยบางอย่างที่เกือบจะเรียกได้ว่า...สำนึก แต่ในจังหวะที่เขาจะพูดอะไรอีก เมย์กลับหันขวับมาสบตาเขา “แล้วแม่นายล่ะวิน? ท่านยังคิดว่าพ่อพิณคือคนโกงอยู่ไหม? แม่ของนายยังเคยดูถูกพิณ แล้วนายที่เป็นแฟนก็ไม่ได้ช่วยแก้ต่างอะไรเลย”
วินนิ่งงันไปเหมือนถูกตบด้วยคำพูด มือที่เคยมั่นใจของเขาหลุบลงข้างตัว สายตาหลบเลี่ยงราวกับรู้ดีว่าคำถามนี้...เขาไม่มีคำตอบที่ควรค่า
พิณก้าวออกมาข้างหน้า ยกมือแตะไหล่เมย์เบา ๆ ก่อนเงยหน้าสบตาวิน “ขอบใจนะวิน ที่มา...” เธอเว้นช่วงเล็กน้อย “แต่เรา...ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้วตอนเราโดนคนตราหน้าว่าเป็นลูกนักโทษ นายไม่ได้พูดอะไรเลย...แม้แต่ครั้งเดียว นายแค่หลบตา แล้วยืนอยู่ข้างแม่ของนาย”
วินยืนนิ่ง พูดอะไรไม่ออก
พิณเปิดประตูรถ หันกลับมามองอีกครั้ง แววตาของเธอไม่ได้แข็งกร้าว แต่เต็มไปด้วยความแน่วแน่แบบที่วินไม่เคยเห็นในตอนที่ยังรักกัน
“เราจะไม่หนีอีกแล้ว”
รถสองแถวค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากหน้าบ้านสวน เสียงเครื่องยนต์แผ่วลงพร้อมเงาของหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยหันกลับมาเสมอ แต่คราวนี้...เธอไม่หันกลับมาหาเขาอีกเลย
และวิน...ก็ทำได้เพียงมองตามเธอไกลออกไป เหมือนทุกอย่างในใจเขาเพิ่งสายเกินไปในนาทีนี้
.....
เสียงเบรกของรถสองแถวดังเอี๊ยดเบา ๆ ขณะจอดหน้ารั้วเหล็กสูงของคฤหาสน์ชยานนท์ รถสีซีดเก่า ๆ บรรทุกผู้โดยสารเพียงหนึ่งคน ก่อนที่หญิงสาวในเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายซีดและกระโปรงยาวตัวเดิมจะยกกระเป๋าผ้าผืนเล็กของตัวเองลงมาด้วยท่าทางเรียบสงบ
พิณชนิตาเงยหน้ามองรั้วเหล็กสีดำสนิทซึ่งค่อย ๆ เลื่อนเปิดออกอัตโนมัติ เบื้องหลังรั้ว คือคฤหาสน์ขนาดใหญ่สไตล์โคโลเนียลสามชั้น หลังคามุงกระเบื้องหินชนวนสีเทา ล้อมรอบด้วยสนามหญ้าสีเขียวขจี ไม้พุ่มตัดแต่งเรียบกริบ และน้ำพุหินอ่อนที่พ่นน้ำเสียงแผ่วชวนฝันราวกับบ้านในนิตยสารไลฟ์สไตล์หรู แต่ท่ามกลางความโอ่อ่า...ไม่มีแม้สักเงาของการต้อนรับ
เสียงรองเท้าย่ำลงบนพื้นหินกรวด เบาแต่ชัดเจนท่ามกลางความเงียบ ทุกย่างก้าวของพิณเหมือนถูกดูดกลืนโดยสายตาที่มองลงมาจากระเบียงชั้นสอง สายตาเย็นชา หยิ่งยะโส เหมือนมองสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ควรอยู่ในกรอบภาพของบ้านหลังนี้
เสียงกระซิบเบา ๆ ดังลอดออกมาจากเฉลียงหน้าบ้าน ซึ่งแม่บ้านสองคนยืนมองจากหลังเสาหน้าต่าง
“นั่นเหรอเมียใหม่ของคุณธัช? มาในชุดนี้เนี่ยนะ…” “ให้รถสองแถวมาส่งเนี่ยนะ? เห็นแล้ว...ไม่กล้าหายใจกลัวจะจนตาม”
เสียงเหล่านั้นไม่ได้ดังพอให้คนทั่วไปได้ยิน แต่ดังพอให้คนที่ ตั้งใจฟัง อย่างเธอ...ได้ยินชัดเจน
พิณไม่ได้หันกลับไปมอง แต่แววตาของเธอขณะก้มหน้านั้น...เจ็บไม่ใช่เพราะคำพูดเหล่านั้นยังใหม่ แต่เพราะมันคือคำพูดซ้ำซาก ที่เธอได้ยินมาตลอดชีวิต
เธอกระชับกระเป๋าผ้าในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนพึมพำในใจเบา ๆ “ไม่ใช่แค่บ้านหลังนี้หรอก…โลกนี้ทั้งใบก็ไม่เคยต้อนรับเราอยู่แล้ว”
สิ้นเสียงในใจ หญิงสาวก็ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงราวกับเสียงกระซิบพวกนั้นไม่มีอยู่จริง แม้เธอจะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ท่ามกลางโลกที่ส่องแสงเจิดจ้า...แต่เธอก็รู้ดีว่า ความจริง นั้นเธอมาที่นี่ เพื่อสิ่งใด
“ทางนี้ค่ะ”
เสียงสั้นห้วนของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งดังขึ้น ทำเอาพิณชะงักหันไปตามเสียง
ผู้หญิงคนนั้นสวมผ้ากันเปื้อนสีครีมทับชุดผ้าฝ้ายเรียบ ๆ สีหม่น ผมถูกรวบตึงไว้ด้านหลังเป็นมวยต่ำ ใบหน้าเหลี่ยมแข็งดุ ตาเรียวเล็กข้างหนึ่งหรี่ลงอย่างจับสังเกตทุกฝีก้าวของพิณ น้ำเสียงของเธอฟังดูเหมือนกำลังชี้ทางให้ใครสักคนที่ไม่ควรอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก
พี่มาลี คือแม่บ้านใหญ่ของคฤหาสน์ชยานนท์ หญิงวัยห้าสิบต้น ๆ ผู้มีบุคลิกสุขุม เคร่งครัด และพิถีพิถันกับทุกระเบียบนิ้วในบ้าน เธอเป็นลูกสาวของอดีตแม่บ้านในยุคของคุณวายุ และเติบโตมาในบ้านหลังนี้ตั้งแต่ยังเด็ก จึงภักดีต่อตระกูลนี้ราวกับมันเป็นเลือดในร่างกายตัวเอง
เธอมองพิณชนิตาด้วยแววตาเย็นชา เต็มไปด้วยความระแวง ความไม่ไว้วางใจ และอคติที่หยั่งลึก ราวกับหญิงสาวตรงหน้าไม่ควรเหยียบย่างเข้าสู่คฤหาสน์นี้แต่แรก ราวกับเธอคือฝุ่นที่บังเอิญปลิวผ่านมาเกาะผ้าปูโต๊ะสีขาวสะอาด…ที่ไม่สมควรมีตำหนิแม้เพียงจุดเดียว
เธอไม่รอคำทักทายกลับ ไม่แม้แต่จะหยุดสบตาให้ครบวินาที เพียงหมุนตัวแล้วเดินนำไปด้วยจังหวะเร่งเร้า ให้หญิงสาวต้องก้าวตามโดยไม่อาจตั้งคำถาม
ธัชธรมองหญิงสาวจากชั้นบน...ผ่านหน้าต่างกระจกบานสูงที่กรุด้วยผ้าม่านโปร่งสีงาช้าง แสงแดดอ่อนยามสายส่องลอดเข้ามาบางเบา เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มผู้ยืนพิงขอบหน้าต่างอย่างเงียบงัน
เขาอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว ปลดกระดุมสองเม็ดแรกอย่างลวก ๆ กางเกงสแล็กสีเข้ม และเส้นผมที่ดูเหมือนจะจัดทรงแต่กลับมีความยุ่งเล็กน้อยจากมือที่ขยี้เมื่อครู่ ดวงตาของเขานิ่ง…เย็น…และแฝงความไม่พอใจ
พิณชนิตา ผู้หญิงจากบ้านสวน ผู้หญิงที่เขามองว่าไม่มีวันเข้าใจโลกของเขา ผู้หญิงที่พ่อเขาเลือกจะให้ ทุกอย่างทั้งที่เธอไม่มีคุณสมบัติสักข้อเดียว
หญิงสาวผู้มาเยือนเดินตามพี่มาลีไปยังบ้านหลังเก่าด้านหลังคฤหาสน์ รองเท้าผ้าใบสีหม่นเหยียบลงบนหินกรวดขาวสะอาด เสื้อผ้าธรรมดา ใบหน้าไร้เครื่องสำอาง ร่างเล็กนั้นไม่เหมาะจะเป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้เลยแม้แต่นิด
แต่สิ่งที่ทำให้เขาหยุดหายใจไปชั่วครู่ กลับไม่ใช่ความแปลกแยกของเธอ...หากคือสายตาเยือกนิ่งที่เธอแหงนหน้าขึ้นมามอง ตรงมายังหน้าต่างที่เขายืนอยู่
ไม่มีการทัก ไม่มีการยิ้ม ไม่มีแม้แต่คำถาม มีเพียงแววตามั่นคง และเงียบงัน…เหมือนเธอรู้ว่าเขากำลังตัดสินเธออยู่ แต่เธอไม่ขอคำยินยอมจากเขาเลย
ธัชขมวดคิ้ว แล้วกระตุกม่านลง
“ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง...ที่คิดว่าใช้ชื่อพ่อมาแลกกับหุ้นจะทำให้มีที่ยืนในบ้านนี้ได้”
เขาพึมพำในลำคอ แล้วหันหลังให้หน้าต่าง แต่ในใจลึก ๆ เขากลับรู้สึกว่า...แววตาคู่นั้นอันตรายเกินกว่าจะมองข้าม
ตลอดทาง พิณเดินตามหลังอย่างเงียบ ๆ ผ่านสวนด้านข้างของคฤหาสน์ที่ตัดแต่งอย่างพิถีพิถัน พุ่มชาขอบแน่นราวกับใช้ไม้บรรทัดตัด เสียงฝีเท้าของเธอเบาเสียจนเหมือนกลัวทำลายความสมบูรณ์แบบของสถานที่
จนกระทั่งถึงบ้านไม้ชั้นเดียวหลังเล็ก หลังเก่าท่ามกลางเงาไม้ ผนังไม้ซีดกร่อน สีทาบางส่วนหลุดลอกจนเห็นเนื้อไม้เดิม ประตูเหล็กดัดขึ้นสนิมเป็นจุด ๆ บานพับส่งเสียงแกรก ๆ ทุกครั้งที่ลมพัด ม่านลูกไม้สีขาวหม่นแขวนอยู่เพียงครึ่งผืนตรงชานเรือนมีกระถางเซรามิกร้าว ๆ วางไว้ราวกับเพิ่งถูกขนย้าย
บนผนังยังมีตะปูเก่า ๆ ค้างอยู่ราวกับเคยแขวนกรอบรูปใครสักคน
พี่มาลีหยุดยืน ก่อนจะเอ่ยเสียงนิ่ง เรียบ แต่แฝงความห่างเหินเจือเหยียด
“อยู่ที่นี่ค่ะ คุณธัชสั่งไว้แล้วว่า ไม่ให้ขึ้นไปที่ตัวคฤหาสน์โดยไม่จำเป็น”
คำว่า ไม่จำเป็น ถูกเน้นเสียงชัดเจน คล้ายกระแทกเข้าใส่โดยตรง หญิงวัยกลางคนยื่นกุญแจบ้านให้ เป็นพวงกุญแจเล็ก ๆ สนิมจับที่ขอบเหล็ก ตัวกุญแจเป็นรุ่นเก่าที่แทบไม่มีใครใช้แล้วในบ้านใหญ่
“น้ำใช้เปิดวาล์วหลังบ้าน ไฟจะเปิดเบรกเกอร์อยู่ในห้องครัว ถ้าต้องการของใช้เพิ่มเติม...เขียนรายการไว้บนโต๊ะหน้าบ้าน เราจะมีแม่บ้านมารับตอนเช้า” พูดจบ แม่บ้านใหญ่ก็หมุนตัวเดินจากไปทันที โดยไม่หันกลับมาแม้แต่ก้าวเดียว
ภายในบ้านเล็กนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นไม้เก่า เฟอร์นิเจอร์เป็นของมือสอง โต๊ะกลางมีรอยถลอกที่ขอบ เตียงนอนเหล็กโบราณยังวางผ้าปูสีซีดที่ดูเหมือนไม่ได้เปลี่ยนมานาน
ผ้าม่านลูกไม้เก่าพริ้วตามลม แต่อีกด้านของบานหน้าต่างคือคฤหาสน์ใหญ่ที่ไม่มีใครรอเธออยู่เลย
แต่พิณกลับไม่แสดงท่าทีผิดหวังเลยแม้แต่น้อย เธอเดินเข้าไปเปิดหน้าต่างให้ลมผ่าน พลางพูดเบา ๆ
“ต้อนรับเมียในอนาคตแบบนี้เหรอ”
พิณยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เธอไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร…แต่วันนี้ เธอคือเจ้าของชีวิตตัวเอง เขาอาจไม่ยินดีต้อนรับ แต่พิณไม่ได้มาขอเมตตา...เธอมาในนามของพ่อ และจะอยู่เพื่อทวงสิ่งที่ถูกพรากไป
