บทที่ 7 เดียวดายในสายฝน

เสียงฝนโปรยปรายลงกระทบหลังคาบ้านไม้ดังเปาะแปะ กลิ่นดินหอมฉ่ำลอยผ่านหน้าต่างบานเก่าที่แง้มไว้รับลม ภายในบ้านหลังเล็กซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ด้านหลังของคฤหาสน์ชยานนท์

พิณชนิตาเดินลากกระเป๋าผ้าเข้ามาเงียบ ๆ บ้านไม้ชั้นเดียวหลังเก่า เหมือนไม่ได้ถูกเตรียมไว้ให้ใครมาพักเลยด้วยซ้ำ ฝุ่นจับตามขอบหน้าต่าง ผ้าม่านบางซีดกรอบเหมือนไม่เคยถอดซัก พื้นไม้บางแผ่นส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อเหยียบย่ำ

ทุกมุม ทุกซอก เหมือนการบอกว่า ไม่มีใครต้อนรับเธอ

เสียงน้ำไหล เสียงผ้าถูปัดฝุ่น เสียงไม้แห้งถูกเช็ดซ้ำอย่างตั้งใจ ก้องอยู่ภายในบ้านเงียบ ๆ หลังนั้น

เสียงผ้าถูพื้นที่ชุบน้ำหมาด ลากผ่านพื้นไม้เก่าเอี๊ยดอ๊าดช้า ๆ ดังก้องอยู่ในบ้านที่เงียบเกินไป

บริเวณประตูด้านหลังของบ้าน พุ่มโมกต้นเตี้ยลู่ไหวตามแรงลมเบา ๆ เงาร่างเล็กของใครบางคนแอบชะเง้อมองผ่านบานเกล็ดไม้

“ปัดโธ่เอ๊ย...อยู่ดี ๆ ทำไมคุณธัชถึงให้มาอยู่ในบ้านหลังนี้วะเนี่ย” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังมาจากหญิงรับใช้ชื่อจำปีที่เพิ่งกลับจากไปซื้อของ

เธอมองผ่านหน้าต่าง แล้วเห็นพิณกำลังยกเบาะเก่า ๆ ออกไปผึ่งหลังบ้านคนเดียว ไม่มีแม้แต่เสียงขอความช่วยเหลือ ไม่มีคำบ่น ไม่มีท่าทีของ เมียเจ้านาย ที่คาดหวังจะถูกปรนนิบัติ

จำปีกลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนเดินเร็ว ๆ กลับขึ้นเรือนใหญ่ ไปหยุดตรงหน้าห้องจัดเตรียมของ

“พี่มาลี…”                                                                

เธอเอ่ยเสียงแผ่ว ราวกับไม่แน่ใจว่าควรพูดดีไหม

มาลีหันขวับมองน้องด้วยคิ้วขมวด

“อะไร จำปี”“นายหญิงคนใหม่...เอ่อ หมายถึงคุณพิณ เธอ...ไม่เหมือนแบบที่เราเคยคิดเลยนะคะ”

“ไม่เหมือนยังไง?” 

มาลีถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงแววระวัง

“ไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่ทำตัวเป็นเจ้าของอะไร ไม่อวด ไม่เรียกร้อง เดินยกน้ำ ถูบ้าน ล้างห้องน้ำเองหมดเลยค่ะ”

มาลีเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“จะเหมือนได้ยังไงล่ะ…คนนี้มาจากบ้านนอก”

จำปีหลบตา แต่เสียงเธอก็แผ่วลงอีกจนอ่อนเหมือนลมฝน“…เราก็มาจากบ้านนอกเหมือนกันนะพี่”

มาลีชะงัก แววตาเปลี่ยนไปครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะหันหลังกลับไป ไม่ได้พูดอะไรอีกพิณชนิตาจัดข้าวของของตัวเองทีละชิ้น เสื้อผ้า เครื่องใช้ ไอแพดเก่า ๆ และสมุดบัญชีตลาดผัก กระเป๋าผ้าใบน้อยถูกเปิดออกอย่างระมัดระวัง ก่อนที่เธอจะหยิบสิ่งที่วางอยู่ล่างสุดขึ้นมา

สมุดบันทึกเล่มหนา ปกผ้าลายจุดซีดจาง...สมุดของยายสายบัว

เธอเปิดหน้าปกช้า ๆ ก่อนนิ้วเรียวจะไล้ไปบนลายมือที่คุ้นเคย“ถ้าความจนทำให้คนเหยียบเรา...ก็อย่าให้เราเหยียบตัวเองซ้ำอีก”

ประโยคนั้นเขียนไว้หน้าแรก ด้วยลายมือของยายในวันเกิดปีที่ 12 ของเธอ คำสอนที่ฝังลึกในใจเหมือนเพิ่งได้ยินเมื่อวาน

 เธอพลิกผ่านหน้าถัด ๆ ไป ก่อนหยุดลงที่หน้าหนึ่งซึ่งเธอเคยเขียนด้วยลายมือตัวเองในวันที่ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาล

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก พิณเป็นเด็กหญิงร่างเล็กที่ไม่ค่อยพูด เธอเติบโตมากับผักสวนครัวและคำปลอบโยนจากหญิงชราเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่ข้างเธอในวันที่พ่อถูกใส่ความ

วันที่พิณเรียนจบประถมศึกษาปีที่ 6 เธอสอบเข้าโรงเรียนมัธยมชื่อดังในตัวเมืองกรุงเทพได้ ด้วยคะแนนสูงสุดของโรงเรียน ทุกคนในชุมชนต่างพูดถึงเด็กหญิงที่เก่งและอดทน ที่มีพ่อเป็นหัวหน้าคนงานก่อสร้างและแม่ที่เสียชีวิตไปตั้งแต่เธอยังเล็ก

เช้าวันนั้น เธอได้รับจดหมายตอบรับเข้าเรียน พร้อมทุนการศึกษา เป็นความสุขที่เปี่ยมล้นในหัวใจของเด็กหญิงคนหนึ่ง

แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงภาพจำของเธอในวันนั้นมีเพียงเสียงไซเรนของรถตำรวจ เสียงซุบซิบของคนงาน และภาพของพ่อที่ถูกใส่กุญแจมือสายตาที่เต็มไปด้วยคำขอโทษและความห่วงใยทั้งหมดที่พ่อเคยมีให้

วันนั้น พิณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องร้องไห้อย่างไร เธอเก็บจดหมายตอบรับไว้ในกระเป๋าเสื้อ

“ไปอยู่กับยาย...ไปใช้ชีวิตที่คนจะไม่มองเราเหมือนข่าวหน้าหนึ่ง” พ่อบอกเบา ๆ ผ่านแผ่นกระจกห้องเยี่ยมญาติในเรือนจำ

ที่โรงเรียนมัธยมในต่างจังหวัดนั้นเอง เธอได้รู้จักกับเมธาวี หรือเมย์เด็กสาวอารมณ์ดีที่ย้ายมาจากเชียงใหม่เช่นกัน เมย์เป็นคนแรกที่ยื่นมือมาช่วยเช็ดคราบนมเปรี้ยวจากเสื้อเธอในวันเปิดเทอมแรก และเป็นคนเดียวที่เคยตะคอกใส่เด็กผู้ชายในห้องเรียนที่ล้อเธอว่า "ลูกคนโกง"

"เขาไม่ได้เป็นคนโกง! พ่อเธอเคยสร้างโรงเรียนให้เด็กหลายร้อยคน แล้วพ่อพวกเธอทำอะไร?"                                  เมย์ยืนเท้าสะเอว ดวงตาลุกวาบ ท่ามกลางเสียงอื้ออึงของห้องเรียน

ตั้งแต่นั้นมา เมย์ก็คือเพื่อน เพื่อนแท้ในแบบที่เธอไม่เคยคิดว่าจะมีใครมอบให้

และคืนนี้... ในคืนที่เสียงฝนยังคงกระทบหลังคาอย่างสม่ำเสมอ เธอก็ยังจดจำทุกถ้อยคำ ทุกแววตา และทุกคนที่เคยยื่นมือให้เธอในวันที่ทุกอย่างถูกพรากไป

พิณทิ้งตัวนั่งลงเบา ๆ บนเตียงนอน แล้วหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาอีกครั้งเธอเปิดไปหน้าหลังสุด พร้อมเขียนข้อความด้วยปากกาหมึกซึมที่ใช้มานาน

“วันนี้...ฉันมาถึงบ้านที่ไม่ต้อนรับแต่ฉันจะอยู่ให้ได้ไม่ใช่เพราะใครสั่งมาแต่เพราะฉันเลือกจะไม่หนีอีกแล้ว”

เธอวางปากกา หายใจเข้าลึก เหม่อมองเพดานไม้ที่มีรอยแตกร้าวบางจุด

ก่อนจะปิดสมุดแล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ ราวคำสัญญา:

“พ่อคะ พิณเชื่อว่าพ่อไม่ใช่คนโกงแบบที่คนพวกนั้นอยากให้พ่อเป็นพิณจะต้องพิสูจน์เรื่องนี้ออกมาแก้ต่างให้พ่อเองนะคะ”

ฝนห่าใหญ่กระหน่ำลงมากะทันหัน เสียงน้ำตกกระทบบ้านไม้เก่าจนดังคล้ายจะกลืนโลกทั้งใบ

ไฟฟ้ากระพริบวูบวาบสองสามครั้ง ก่อนจะดับวูบลงในทันทีความมืดเข้าครอบคลุมทุกมุมของบ้านเล็ก…ทิ้งไว้เพียงเสียงฝน และลมหายใจของหญิงสาวผู้เดียวในเงา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป