บทที่ 8 ไฟดับ
พิณวางปากกาลงช้า ๆ ขณะมองไอแพดหน้าจอดับสนิทเธอลุกขึ้นหยิบตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนไว้ตรงมุมห้อง มือเปียกชื้นและเย็นจากอากาศ ความมืดไม่ได้ทำให้เธอหวาดกลัว เธอเคยอยู่ท่ามกลางแสงดาวในบ้านสวนโดยไฟแทบจะดับทุกครั้งที่ฝนตก เหตุการณ์แบบนี้จึงเป็นความคุ้นชินสำหรับเธอ
หญิงสาวจุดไฟอย่างคล่องแคล่ว แสงสีส้มอ่อนสว่างวาบขึ้นมาครู่ต่อมา เสียงเคาะประตูดังขึ้นแรงและเร็ว ปัง ๆ
พิณสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถอยหนีเธอเดินไปเปิดประตู ทั้งที่มือยังถือไฟตะเกียง
แสงไฟสาดออกไปเห็นเงาของชายหนุ่มยืนเปียกโชกอยู่หน้าบ้าน
เสื้อเชิ้ตพับแขนของเขาแนบกับตัว กางเกงยีนส์เปื้อนน้ำฝน และหยดน้ำเกาะอยู่ตามไรผม
ธัชธร ชยานนท์
“…ไฟดับ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตาคมหลุบลงมองหน้าเธอชั่วครู่
“ฉันเห็นแสงไฟจากฝั่งนี้ เลยเดินมา”
พิณขยับตะเกียงขึ้นเล็กน้อย แสงสะท้อนเข้าดวงตาของเขา เธอไม่พูดอะไร เพียงถอยหลังเปิดทางเงียบ ๆ
เขาก้าวเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต เหมือนเคยชินกับการเป็น เจ้าของพื้นที่
บรรยากาศในบ้านอุ่นจากเปลวไฟ แต่เงียบจนได้ยินเสียงหายใจของกันและกัน
ธัชยืนมองรอบบ้านเล็ก ก่อนจะเอ่ยขึ้นเหมือนพูดกับตัวเอง
“สภาพดูแย่กว่าที่ฉันคิดไว้”
พิณยังคงยืนนิ่งเสียงฝนยังคงตกพรำ ๆ ไม่ห่างหาย
“แต่ฉันอยู่ได้” เธอพูดเรียบ ๆ แล้ววางตะเกียงลงบนโต๊ะ
ธัชยืนมองหญิงสาวที่วางตะเกียงลงบนโต๊ะอย่างระวัง แสงส้มของเปลวไฟไหวริบหรี่สะท้อนบนใบหน้าเธออย่างแผ่วเบา
“เพราะมันดีกว่าคุกหลายร้อยเท่า”
เธอเอ่ยนิ่ง ๆ ขณะเช็ดมือกับผ้าขาวบางผืนเล็ก
ธัชขมวดคิ้ว หยดน้ำฝนยังไหลจากไรผมลงสู่แนวขากรรไกรแข็งตึง เขาไม่พูดอะไร เพียงจ้องเธออย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
“เธอหมายถึง...ที่ที่พ่อของเธออยู่?”
“ใช่ค่ะฉันหมายถึง ที่ที่พ่อของฉันไม่ควรเข้าไปอยู่เลยตั้งแต่แรก”
คำพูดนั้นเหมือนโยนหินก้อนใหญ่ลงในบึงที่นิ่งสนิท กระเพื่อมจนแม้แต่เงาสะท้อนของเขาเองก็คล้ายสั่นคลอนเขาเดินช้า ๆ เข้ามาใกล้ ไม่ได้ตั้งใจ แต่ขาก็พาให้เขาเลื่อนเข้าไปใกล้หญิงสาวตรงหน้าเกินกว่าระยะปลอดภัย
พิณเงยหน้าขึ้น สบตาเขาตรง ๆ ไม่มีแววหลบ ไม่หวั่น และไม่ยอมถอย
แสงไฟจากตะเกียงส่องเข้าดวงตาเธออย่างแผ่วเบาและในเสี้ยววินาทีนั้น เขามองเห็นในตาคู่นั้น...ความเหนื่อยล้าที่เก็บงำไว้อย่างสงบ ความดื้อรั้นเงียบงันที่ไม่ต้องการคำปลอบใจจากใคร
มือเขาเอื้อมเหมือนจะคว้าอะไรสักอย่าง อาจเป็นไฟฉาย อาจเป็นแค่จะช่วยเลื่อนตะเกียงให้พ้นทาง แต่
เพล้ง!ตะเกียงเจ้าพายุล้มลง เสียงแก้วกระทบโต๊ะดังแหลม พิณสะดุ้งถอยหลังอย่างรวดเร็ว ใจเธอเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
เปลวไฟในตะเกียงไม่ดับ แต่อยู่ในท่าทีใกล้ล้มคว่ำจนเธอต้องคว้าขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว
มือเธอสั่นเล็กน้อยขณะจับฐานตะเกียง ธัชก้าวถอยออกห่างเล็กน้อย ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอเข้ามาใกล้เกินไป
บรรยากาศเงียบงันอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่กระทบบ้านไม้ กับลมหายใจของคนสองคนที่ยังคงเต้นแรงในความเงียบ
“ที่นี่มันก็เหมาะกับคนแบบเธอ”
เขาเอ่ยสั้น ๆ น้ำเสียงต่ำและห้วน แต่ต่างจากก่อนหน้า
พิณไม่พูดอะไร เธอเพียงก้มหน้า ใช้ปลายนิ้วแตะขอบฐานแก้วที่ยังอุ่นจากเปลวไฟ แล้ววางมันกลับที่เดิมอย่างระมัดระวัง
เธอไม่ได้ต่อว่าเขาไม่ได้แสดงความโกรธหรือสะทกสะท้าน บรรยากาศในบ้านเล็กกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
ตะเกียงเจ้าพายุส่องแสงนิ่งอยู่บนโต๊ะ
เงาของพิณกับธัชทอดซ้อนกันบนผนังไม้...แต่ไม่เคยแตะกันจริง
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงต่ำ
“ขอโทษที่รบกวน”
เขาหลุบตาลง แล้วหันหลังจะเดินออก
พิณไม่ได้พูดรั้ง ไม่มีแม้แต่เสียงเดินตาม ไม่มีคำใดเอ่ยส่งเงาหลังของเขา
แต่ขณะที่ธัชเอื้อมมือจะเปิดประตูออก เสียงฝนก็ซัดกระทบไม้ชายคาแรงขึ้นอีกระลอก กลิ่นดินเปียกกับลมเย็นรุนแรงจนเขาชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาเหลือบมองห้องที่ตัวเองยืนอยู่เมื่อครู่ แสงสีส้มอ่อน ๆ จากตะเกียงยังคงไหวริบหรี่
ผู้หญิงคนนั้น...ไม่พูดเกินจำเป็น ไม่อ่อนให้คำดูถูก
และไม่ยอมให้เขาคุมเกมด้วยอารมณ์
ธัชเดินฝ่าสายฝนออกไปอย่างเงียบงัน
เสียงฝีเท้ากระทบน้ำดังเปาะแปะกับหญ้าเฉอะแฉะที่เขาเคยวิ่งเล่นเมื่อวัยเยาว์ กลับกลายเป็นเสียงสะท้อนของความคิดที่เขาหลบเลี่ยงมาตลอด
เขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่า…ระหว่างทางเดินกลับคฤหาสน์มือข้างหนึ่งของเขากำหมัดแน่น เหมือนต้องการจะจับอะไรไว้...ก่อนที่มันจะเลือนหายไปในฝน
