บทที่ 9 เพื่อนเก่า
กลิ่นดินเปียกหลังฝนคลุ้งไปทั่วบริเวณบ้านหลังเล็ก ใบไม้เปียกชื้นยังหยดน้ำลงมาตามจังหวะลมอ่อน ๆ ที่พัดผ่าน เสียงน้ำไหลเอื่อยจากท่อเก่าทำให้บรรยากาศดูนิ่งเงียบอย่างประหลาด
พิณชนิตาเดินสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวบาง ผูกชายไว้หลวม ๆ กับกระโปรงผ้าฝ้ายยาวถึงข้อเท้า มือหนึ่งถือสมุดบันทึก อีกมือถือเทปวัดขนาดประตูหน้าต่าง
เธอกำลังจดข้อมูลจุดที่ควรเปลี่ยนกลอน จุดที่พื้นไม้บิดตัว และตำแหน่งที่ควรติดโคมไฟเพิ่มพร้อมจดรายการไว้อย่างเงียบ ๆ ที่โต๊ะมุมบ้านนั้นเอง มีไอแพดรุ่นเก่าวางอยู่พร้อมเมาส์ปากกา และสัญญาณไวไฟที่ดับ ๆ ติด ๆ บ่งบอกถึงการทำงานที่ไม่ราบรื่นเอาเสียเลย ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณพิณคะ...” จำปีเอ่ยเสียงเบา แต่มีความร้อนรนแฝงอยู่ หญิงสาวหันมาช้า ๆ
“มีอะไรเหรอคะ?” จำปีเหลือบมองประตูรั้วบ้านแล้วก้มหน้าเล็กน้อย
“มี...มีผู้ชายมาหาคุณค่ะ บอกว่าเป็นเพื่อนเก่า แต่...ที่นี่ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้า ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากคุณธัช ดิฉันเลยยังไม่กล้าให้เขาเข้ามา”
พิณไม่ได้พูดอะไรในทันที เธอเพียงวางสมุดบันทึกลงบน โต๊ะไม้เก่าก่อนเดินตรงไปยังประตูบ้านโดยไม่มีท่าทางตื่นเต้นหรือร้อนรน
เมื่อประตูเปิดออก แสงแดดสีนวลในยามบ่ายก็ตกกระทบบริเวณหน้ารั้วที่ตรงนั้น ร่างสูงในเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มคลุมด้วยแจ็กเก็ตยีนส์ยืนอยู่ข้างมอเตอร์ไซค์คันเก่าที่เธอคุ้นตา หมวกกันน็อกแขวนไว้กับกระจกมองข้าง น้ำฝนที่สะสมบนพื้นยังสะท้อนเงารองเท้าบู๊ตหนังของเขา
วินยืนอยู่ตรงนั้น แววตาของเขายังเต็มไปด้วยสิ่งเดิม ๆแต่คราวนี้คือ ความรู้สึกผิดมากกว่าความคุ้นเคย
“เรารู้ว่าเธอไม่อยากเจอเรา...” เขาเริ่มพูด แม้เสียงจะต่ำลงกว่าเดิม
“แต่เรายังอยากขอโทษอีกครั้ง” พิณยืนนิ่ง มือจับขอบประตูไว้เบา ๆ วินมองเธอ ดวงตาแดงเรื่อจากลมฝน
เธอไม่พูด ตัดบท หรือเดินหนี แต่อยู่กับความเงียบนั้นได้อย่างสงบ วินจึงพูดต่อ
“เรารู้ว่าเธอไม่ได้แต่งงานเพราะรักเขา เราอยากถามว่าเธอ...ยังมีที่ให้เราอยู่ไหม?” คำถามนั้นเหมือนกระจกบาง ๆ ที่เปราะอยู่แล้ว พิณมองเขา สีหน้าไม่ได้แข็ง แต่แน่นิ่ง เสียงลมหายใจเธอเบา แต่ชัดเจน
“ครั้งสุดท้ายที่นายพาเราไปหาแม่ของนาย ในวันที่แม่ของนาย พูดถึงเรื่องของพ่อเรา” เธอเอ่ยช้า ๆ
“วันนั้นคือวันที่นายเลือกที่จะเงียบนายไม่กล้าแม้จะยื่นมือออกมากุมเพื่อปกป้องเราด้วยซ้ำ”เธอยิ้มแต่รอยยิ้มนั้นมันไม่ถึงดวงตาเลยสักนิด
“วันนี้ เราไม่มีพื้นที่ข้าง ๆ ของเราให้นายอีกแล้ว”
วินยืนนิ่ง ไม่กล้าขยับ สายตาเขาหลบต่ำ ก่อนกระซิบเบา ๆ
“เข้าใจแล้ว...ขอบใจที่พูดตรง ๆ” พิณพยักหน้าเพียงเล็กน้อย แล้วปิดประตูอัลลอยด์ลงช้า ๆ เป็นการตัดขาดบทสนทนาที่ไม่อาจย้อนกลับมาอีกได้
เสียงประตูที่ปิดลงเหมือนรอยต่อสุดท้ายระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ที่เขาไม่มีวันข้ามกลับไปได้อีก
เขายืนอยู่ในสายฝน หยดน้ำไม่ได้เปียกแค่เสื้อผ้า แต่มันทำให้เขาเข้าใจในที่สุด...ว่า บางครั้งแค่ คำว่าขอโทษ มันก็ไม่พอ โดยเฉพาะเมื่อคนที่เราทำเจ็บ คือคนเดียวที่เราไม่ควรปล่อยให้หลุดมือไปตั้งแต่แรก
.....
แสงแดดยามสายส่องลอดผ่านใบไม้เปียกชื้น ทิ้งเงาแดดแผ่วลงบนพื้นไม้เก่า กลิ่นฝนบนดินและมอสเขียวตามขอบบันไดไม้ยังไม่จาง พิณชนิตายืนอยู่ตรงขอบชานเรือน มือหนึ่งถือสมุดจดรายการสิ่งของ อีกมือจับกลอนประตูที่หลวมจนปิดไม่สนิทก่อนจะลองผลักเบา ๆ เสียง
“แอ๊ด” แหบพร่าดังขึ้นพร้อมแรงต้านเพียงน้อยนิด
เธอถอนหายใจเบา ๆ ขณะใช้ปลายนิ้วลูบรอยคราบราน้ำบนกรอบหน้าต่างไม้บานหนึ่งที่แห้งกรอบจากแสงแดดในบางวัน และเปื่อยยุ่ยในวันฝนตก
เธอก้าวลงจากเรือน เดินตรงไปยังทางเดินโรยกรวดหน้าบ้าน ที่พาไปยังลานด้านข้าง ซึ่งคนรับใช้กำลังล้างคราบโคลนจากพื้นทางเดินหิน
“คุณมาลีคะ”
พิณเรียกเบา ๆ ขณะเดินเข้าใกล้
มาลี ซึ่งกำลังคอยกำกับจำปีที่เช็ดขอบบันไดอยู่ หันหน้ามาช้า ๆ พร้อมเลิกคิ้วเล็กน้อย
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
พิณยิ้มบาง ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่มั่นคง
“พอจะมีไม้เก่าหรือโคมไฟเหลือใช้จากตัวคฤหาสน์บ้างไหมคะ? ดิฉันตั้งใจจะเปลี่ยนโคมไฟตรงโถงกลางบ้าน แล้วก็กลอนหน้าต่างอีกสองบานค่ะ...มันล็อกไม่ได้เลย แล้วตรงทางขึ้นชานเรือนก็มีไม้หักหลายจุด ถ้าพลาดก้าวเดียวอาจเจ็บตัวได้เลย”
มาลีขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วตอบพร้อมถอนหายใจแบบไม่ปิดบัง
“โอย...คุณพิณคะ บ้านนี้ก็ไม่ได้ให้คุณอยู่ถาวรหรอกนะคะ จะเปลี่ยนอะไรนักหนา ดิฉันยังไม่เห็นแขกคนไหนเรื่องมากเท่านี้เลยค่ะ”
คำว่า แขก ทิ่มแทงบางอย่างในใจพิณ เธอเงียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงวัยกลางคนตรงหน้า
“ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเรื่องมาก”พิณพูดช้า ๆ ดวงตาไม่ไหวระริก
“แต่ฉันเป็นคนที่คุณวายุจัดให้มาอยู่ที่นี่ และตอนนี้ ฉันก็คือคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้จริง ๆ”
เธอหยุด เว้นจังหวะให้น้ำเสียงเรียบนิ่งของตนแนบแน่นกว่าเดิม “ความปลอดภัยของฉัน ก็ควรจะมีไม่ต่างจากแขกหรือใครคนอื่นที่คุณรับใช้ ไม่ใช่หรือคะ?”
เสียงของเธอไม่สูง ไม่กระโชก ไม่แข็งขึง
แต่น้ำเสียงนั้นกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นลงในฉับพลัน
จำปีที่กำลังเช็ดขอบไม้อยู่เบื้องล่างชะงัก เงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะรีบหลบสายตาแล้วก้มหน้าเช็ดบันไดต่อ
มาลีนิ่งไปนิดหนึ่ง แววตาวูบผ่านบางอย่างคล้ายไม่คาดคิดว่าเด็กสาวจากบ้านสวนคนนี้จะพูดตรงได้ถึงเพียงนี้ หญิงสาวตรงหน้าเธอไม่ได้ดุดันแต่กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนเป็นคนที่ ตื้น กว่าโดยไม่ต้องแสดงอำนาจอะไรเลย
สุดท้าย มาลีตอบเสียงเรียบ
“จะลองดูในห้องเก็บของนะคะ ว่าพอมีของเก็บอยู่บ้างไหม”
พิณพยักหน้าเบา ๆ
“ขอบคุณค่ะ” เธอหันกลับ เดินกลับขึ้นบ้านอย่างสงบ
จำปีเงยหน้ามองตามหลังพิณ ก่อนจะหันมากระซิบกับมาลีแผ่วเบา
“…คนนี้ไม่เหมือนใครเลยพี่ เห็นมั้ยล่ะ”
มาลีถอนหายใจเบา ๆ ไม่พูดอะไร แต่สีหน้ากลับมีร่องรอยของความระแวงที่เจือด้วยความลังเลวูบหนึ่ง ราวกับไม่แน่ใจว่าคนที่พวกเธอคิดว่าเป็นแค่เด็กบ้านนอกกำลังจะเปลี่ยนอะไรบางอย่างในบ้านหลังนี้หรือเปล่า
