บทที่ 2 เธอคือใคร

Chapter 2 เธอคือใคร

เปมนีย์กลืนก้อนบางอย่างที่แล่นมาจุกอก เงยหน้าขึ้นแล้วกระพริบตาถี่ ๆ หล่อนไม่อยากร้องไห้อวดสายตาคนตรงหน้า เพราะทุกครั้งที่เข้ามาในห้องนี้ หล่อนคอยแต่จะคิดถึงพี่ชาย แต่ความจริงแล้วเขากำลังมีความสุขกับชีวิตใหม่ เมื่อมีเวลาก็มักจะบินไปหากันอยู่เป็นประจำ

“ฝากด้วยนะคะ อนาคตบริษัทอยู่ในมือพี่แสน อย่าทำให้คุณพ่อต้องผิดหวังนะคะ”

“จริง ๆ มันควรเป็นของเธอลูกปลา พี่เคยคุยเรื่องนี้กับคุณอาไปแล้ว”

“ลูกปลายังไม่พร้อมค่ะ และไม่คิดว่าตัวเองจะสู้รบปรบมือกับใครไหว คงต้องให้พี่แสนช่วยเพราะคนที่นี่น่ากลัวเหลือเกิน ลูกปลารู้ ทุกวันนี้มีแต่คนคอยแต่จะเลื่อยขาเก้าอี้ของพี่ อย่าทำพลาดเหมือนพี่ติณห์นะคะ ไม่งั้นพี่จะจมดินทันที”

หล่อนคลี่ยิ้มให้ก่อนจะเดินยักย้ายส่ายสะโพกออกไปจากห้อง ท่ามกลางแววตาเข้มที่มองตามจนกระทั่งประตูห้องทำงานปิดสนิท ชายหนุ่มเดินไปหย่อนกายนั่งลงบนเก้าอี้ตรงโต๊ะทำงาน เอนหลังพิงแล้วหมุนคลึงปลายนิ้วบนขมับราวความเครียดกำลังถาโถมเข้ามา ใช่แล้ว เขาเครียดเพราะต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด จากพวกเขี้ยวลากดินที่เดินกันเกลื่อนบริษัท

หนึ่งในนั้นก็คือปฏิพัทธ์ คนที่ชวดตำแหน่งซีอีโอเพียงเพราะการเข้ามาของเขา…

......

บนถนนที่มืดมิดเพราะเป็นคืนจันทร์อับแสง ตลอดสองฟากข้างคือผืนป่ารกทึบที่ทอดยาวไปตามแนวโค้งของถนนที่หาจุดสิ้นสุดไม่เจอ เสียงฝีเท้าดังเร็ว ๆ มาตามทางที่ไร้ซึ่งแสงไฟสาดส่อง หล่อนหันซ้ายหันขวาพลางหายใจด้วยความเหนื่อยหอบ และแสงไฟจากหน้ารถที่แลเห็นอยู่ไกล ๆ ก็ทำให้ต้องเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น หากแต่ตอนนี้หล่อนไม่ไหวแล้ว ร่างกายหมดแรงที่จะวิ่งต่อไป ขาแข็งก้าวไม่ออกจนต้องหยุดอยู่กับที่ มันสั่นพรึ่บพรั่บจนแทบทรงตัวไม่ได้

หล่อนเหลียวไปมองหลังอีกครั้ง แววตาคู่สวยตื่นตระหนกเบิกกว้างเมื่อไฟหน้ารถใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อไม่มี

ทางเลือกจึงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด ก่อนจะกระโดดหายเข้าไปในป่ารกทึบข้างทาง และเพราะความมืดที่ทำให้มองไม่เห็นสิ่งใด หล่อนไม่รู้เลยว่าที่กระโดดหลบเข้ามานั้นมันคือทางลาดชัน ร่างเล็กเสียหลักล้มลงแล้วกลิ้งหลุน ๆ ไปตามความลาดเอียงที่ไม่รู้จะไปจบที่ตรงไหน

“กรี๊ดดด!”

หล่อนกรีดร้องเพราะความตกใจและหวาดกลัวสุดขีด จนกระทั่งรู้สึกว่าร่างกายกระแทกเข้ากับอะไรสักอย่างจนเจ็บจุก แสบไปทั้งแขนและขาจากการขีดข่วนตอนกลิ้งตกลงมา ท่ามกลางความมืดมิด หล่อนนอนนิ่งลืมตาโพลงมองท้องฟ้าที่ถูกขวางกั้นด้วยเรือนยอดไม้ดำทะมึน น้ำตาไหลรินเมื่อไม่มีแม้เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นนั่ง จำต้องนอนนิ่งอยู่อย่างนั้นอย่างคนน้อมรับความตายที่กำลังคลืบคลานเข้ามาใกล้ ได้แต่ภาวนา หากยังไม่ถึงที่ตายก็ขอให้ใครสักคนผ่านมาเจอก่อนที่หล่อนจะสิ้นลมหายใจอย่างเดียวดายในป่าแห่งนี้

.....

เสียงสายน้ำไหลเซาะโขดหินผสานเสียงนกร้องดังแว่วอยู่ในป่ารกครึ้ม บ้านหลังน้อยวางตัวตนอยู่ริมลำธารหลบเร้นสายตาจากคนภายนอก ตรงชานบ้านที่ยื่นเข้าหาชายน้ำ มีเสียงคุยกันเบา ๆ เพื่อหารือกันในบางเรื่อง

“มึงไปเก็บเธอมาจากไหนไอ้ช้าง”

“ก็บอกมึงไปแล้วไงว่าเธอน่าจะตกลงมาจากถนน กูเห็นเธอนอนสลบอยู่ ก็เลยพามาที่นี่ก่อน”

ติณณภพชะเง้อมองเข้าไปในบ้าน หญิงสาวปริศนายังคงนอนนิ่งเปลือกตาปิดสนิท เขาหันหน้ากลับมาหาเพื่อนแล้วถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม

“มึงต้องไปแจ้งตำรวจ ถ้าเธอตายที่นี่ขึ้นมามึงจะซวยนะไอ้ช้าง”

“เธอไม่ตายหรอก แค่สลบไปเท่านั้น”

แดนดินชะเง้อมองเข้าไปในบ้าน มองสำรวจไปยังเนื้อตัวที่เต็มไปด้วยรอบขีดข่วน เสื้อผ้าขมุกขมอมราวกับว่าเจ้าตัวกำลังหนีอะไรบางอย่างแล้วพลัดตกลงมาจากข้างบน จนเขาไปพบเข้าโดยบังเอิญ

“แล้วเธอมีอะไรติดตัวมามั้ย พวกหลักฐานที่บอกได้ว่าเธอเป็นใครน่ะ”

“ไม่มี กูเดินดูรอบ ๆ หมดแล้ว เธอมาตัวเปล่า รองเท้าก็ไม่ได้ใส่มาด้วยซ้ำ”

“หรือว่า…เธอถูกลักพาตัวแล้วหนีมาได้”

แดนดินมองหน้าเพื่อน เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันใหญ่กว่าที่คิดเสียแล้ว

“ไอ้ติณห์ มึงพูดให้กูกลัว ถ้าเป็นเรื่องจริงป่านนี้คนร้ายมันต้องตามหาเธอทุกซอกทุกมุมแน่”

“กูถึงบอกให้มึงแจ้งตำรวจเอาไว้ก่อน ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้ เดี๋ยวจะซวยกันหมด”

“อย่าค่ะ อย่าแจ้งตำรวจนะคะ!”

เสียงที่ทำให้สองหนุ่มหันไปมอง ก็เห็นว่าหญิงสาวปริศนาเดินขากระเผลกออกมาอย่างช้า ๆ ใบหน้าของหล่อนมอมแมมเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ไม่ต่างไปจากเสื้อผ้าและเนื้อตัว

หล่อนมองมาด้วยแววตาขอความเห็นใจ นั่นทำให้สองหนุ่มต้องมองหน้ากันอย่างงุนงง

“ขอร้องนะคะ อย่าให้ใครรู้ว่าพลอยอยู่ที่นี่”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป