บทที่ 8 เหตุเกิดจากความเมา (1)
Chapter 4
เหตุเกิดจากความเมา (1)
“คุณแสน…”
เสียงนั้นลอยมาเพียงพัทธดนย์โผล่หน้าเข้าไปในโรงพัก กนกจันทร์ปราดเข้ามาหาร่างสูงที่ยืนงงแล้วสวมกอดพร้อมร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายสายตาของใคร การแสดงออกที่ทำให้เปมนีย์ถึงกับชะงัก หล่อนยืนมองอยู่ห่าง ๆ ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ในหัวใจ หึงหวงเขาอย่างนั้นเหรอ แล้วจะหวงเขาไปเพื่ออะไรในเมื่อไม่ได้เป็นอะไรกัน หล่อนคิดด้วยใจที่สับสน
แวบหนึ่งที่กนกจันทร์เหลือบตาขึ้นมามองคนที่ พัทธดนย์ควงมาด้วย ก่อนที่หล่อนจะทำเมินแล้วบีบน้ำตาต่อราวกับเพิ่งผ่านเรื่องสะเทือนใจมา
“ใหม่ ปล่อยผมก่อน”
พัทธดนย์หันไปมองเปมนีย์ด้วยแววตาสื่อถึงความอึดอัด เขาพยายามแกะแขนที่กอดเกี่ยวจนแน่นออกจากร่าง เขาไม่อยากให้เปมนีย์เข้าใจผิดคิดว่าเขาแอบกินลูกน้องตัวเอง
“เกิดอะไรขึ้นเหรอใหม่ คุณมาโรงพักทำไม”
แม้กนกจันทร์จะคลายอ้อมกอดออกแล้ว หากแต่หล่อนก็ยังยืนเสียใกล้ชิด ไม่ยอมขยับออกห่าง
“คุณพ่อ…คุณแม่…แล้วก็…ยายพลอย…ทั้งสามคนขาดการติดต่อไปเลยค่ะ”
หล่อนบอกเล่าด้วยเสียงเจือสะอื้น แผงคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อคนสุดท้ายที่หล่อนเอ่ยเขาไม่รู้จัก
“พลอย..คือใครเหรอใหม่”
กนกจันทร์ปาดน้ำตาด้วยหลังมือ หล่อนพยายามข่มเสียงไม่ให้สะอื้น
“พลอยเป็นน้องสาวใหม่ค่ะ คุณคงไม่รู้จักเพราะเธอไปเรียนอยู่ต่างประเทศ”
พัทธดนย์พยักหน้าไปอย่างนั้น เพราะเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ากนกจันทร์มีน้องสาว และไม่เคยมีใครพูดถึง ราวกับว่าคนชื่อพลอยที่หล่อนเอ่ยถึงไม่เคยมีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้
“ขอโทษนะคะที่รบกวนคุณ ใหม่แค่ตกใจ และเสียใจ เลยไม่รู้จะทำยังไงต่อ ก็เลยให้ตำรวจโทร.หาคุณ”
“แล้ว…ตำรวจจะสอบปากคำผมหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ เพราะคุณไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย”
‘แล้วเรียกเขามาเพื่อแค่ให้มาปลอบใจน่ะเหรอ’
เปมนีย์คิดในใจ หล่อนยืนฟังมาตลอด ดูก็รู้ว่ากนกจันทร์คิดเช่นไรกับท่านประธาน หล่อนอ่านแววตานั้นออกว่าไม่ค่อยพอใจที่หล่อนมาด้วย จึงตัดบทด้วยการเดินเข้าไปแบมือตรงหน้าพัทธดนย์
“อะไรเหรอ”
“กุญแจรถค่ะ ลูกปลาจะไปรอในรถ พี่แสนก็อยู่ช่วยจัดการธุระของพี่ใหม่ให้เสร็จเรียบร้อย พอดีนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องด่วนที่ต้องคุยกับลูกค้า เชิญตามสบายนะคะ”
พัทธดนย์ทำท่าอิดออด แววตาเข้มเขม่นมองใบหน้าสวยที่ซ่อนความหึงหวงเอาไว้ สบตากับหล่อนให้รู้ว่าอย่าทิ้งเขาไว้แบบนี้
หากแต่หล่อนยังคงแบมือรอ พร้อมส่งสายตาจังจริง จนพัทธดนย์จำใจต้องส่งกุญแจรถให้ หล่อนรับไว้แล้วเดินหนีไปข้างนอก ท่าทีที่ทำให้พัทธดนย์รู้สึกร้อนใจแปลก ๆ อยากตามไปแก้ตัวว่าเขากับกนกจันทร์ไม่ได้เป็นอะไรกัน
ที่ด้านนอก เปมนีย์ก้าวเดินเร็ว ๆ ไปที่รถ หล่อนรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนต้องบ่นพึมพำกับตัวเอง
“เสียเวลาชีวิตชะมัด ญาติพี่น้องไม่มีรึไง ถึงต้องโทร.ตามพี่แสน”
เสียงปลดล็อกดังตามมา หล่อนเปิดประตูฝั่งคนขับแล้วเสียบกุญแจเพื่อสตาร์ทเครื่อง จากนั้นจึงปิดประตูแล้วเดินอ้อมไปยังอีกฝั่ง เปิดประตูรถแล้วเข้าไปนั่งรอพัทธดนย์ในนั้น มือเรียวยื่นไปเปิดแอร์เพื่อดับความร้อนรุ่มที่สุมใจ ยอมรับว่าไม่ชอบที่กนกจันทร์ถือวิสาสะกอดพัทธดนย์ แต่หล่อนไม่ยอมรับว่าคิดไม่ซื่อกับเขาก็เลยหึงหวง พยายามหลอกหัวใจว่าไม่ได้คิดลึกกับเขาแม้แต่นิดเดียว
ที่ต้องเตือนตัวเองเพราะกลัวเจ็บหนักหากเขาเปิดใจว่ารักคนอื่นที่ไม่ใช่เธอ ทุกวันนี้ไม่รู้เขาคิดเช่นไรแต่เขาก็คอยจะทำให้หล่อนคิดลึก หล่อนกลัวกับความรักจนปิดใจไม่ยอมเปิดรับใครง่าย ๆ กลัวเหลือเกิน กลัวว่าสักวันชีวิตรักจะลงเอยเหมือนพี่ชาย
หล่อนไม่พร้อมรับความเจ็บปวด จึงเลือกที่จะไม่รักใครเลย แม้จะมีหลายคนผ่านเข้ามาในชีวิตก็ตาม
เปมนีย์จมอยู่กับความคิดและโลกโซเชียลจนเวลาผ่านไปนาน มารู้ตัวอีกทีก็เมื่อมีเสียงเคาะกระจกดังขึ้น เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นพัทธดนย์ยืนรออยู่ข้างรถ
หล่อนยืดตัวยื่นแขนไปปลดล็อกให้เขา ก่อนที่ พัทธดนย์จะเปิดประตูแล้วเข้ามานั่งยังฝั่งคนขับ
“เสร็จธุระแล้วเหรอคะ”
“อืม…เรื่องใหญ่อยู่เหมือนกันเพราะมีคนหายไปถึงสามคน”
“นึกว่าพี่แสนต้องขับรถไปส่งเธอซะอีก แบบว่า…เสียใจจนมือไม้อ่อนแรงขับรถไม่ไหว”
หล่อนเอ่ยโดยไม่มองหน้า ถ้อยคำประชดประชันจนคนฟังสัมผัสได้ โดยไม่รู้เลยว่าแววตาเข้มกำลังจับจ้องมาอย่างมีความหมาย เขายิ้มกรุ้มกริ่มแล้วเอ่ยกระเซ้า
“หึงพี่เหรอครับ”
หล่อนทำตาเลิ่กลั่กเมื่อถูกถามตรง ๆ ก่อนจะรีบหันไปทางฝั่งคนขับ ปั้นสีหน้าราบเรียบ
“เปล่าค่ะ ทำไมลูกปลาต้องหึงพี่แสนด้วยคะ”
เขายิ้มให้กับคนที่ซ่อนพิรุธเอาไว้ไม่มิด ก่อนจะโน้มกายข้ามตัวหล่อนไปดึงเข็มขัดนิรภัยออกมา จัดการคาดให้หล่อนแล้วล็อกจนเสร็จสรรพ เปมนีย์นั่งนิ่งเมื่อกลิ่นหอมสดชื่นจากกายแกร่งลอยกรุ่นอยู่ตรงหน้า
“กว่าจะหลอกควงเธอออกมาข้างนอกได้ พี่ไม่ปล่อยเวลาทองให้สูญเปล่าหรอกรู้มั้ย”
เขาทิ้งท้ายแบบแฝงความหมายชวนให้คิดลึก ก่อนหันไปมองข้างหน้าแล้วเข้าเกียร์เพื่อขับออกไปจากตรงนี้ มันคือความตั้งใจแต่แรกว่าหลังจากคุยเรื่องงานเสร็จเขาจะพาหล่อนไปเลี้ยงข้าว หากแต่กนกจันทร์ก็ทำให้เขาเสียเวลาไปมาก ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนแผนไม่คุยเรื่องงาน เขาจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นแทน
