บทที่ 3 บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของเด็กเลี้ยง (2)

ไอลดา ยี่หวา และแม่ครูจิตตราเดินทางมาที่โรงพยาบาล และเมื่อได้คิวตรวจสองสาวก็ได้แต่นั่งลุ้นผลการตรวจเพราะไม่อยากให้แม่ครูเป็นอะไร

“เชิญญาติคนไข้ที่ห้องตรวจได้เลยนะคะ” เสียงของนางพยาบาลออกมาบอกสองสาวเพื่อไปฟังผลการตรวจด้วยหัวใจตุ๊มๆ ต่อมๆ

“แม่ครูโอเคไหมคะ” ไอลดาเดินไปหาแม่ครูที่นั่งบนเตียงตรวจไข้อย่างเป็นห่วง

“ญาติของคุณจิตตราใช่ไหมครับ”

ใบหน้าหล่อเหลาของ ‘ภัทรพล’ หรือ ‘หมอภัทร’ เดินเข้ามาในห้องตรวจไข้อีกครั้งเมื่อต้องมาชี้แจงเกี่ยวกับอาการคนไข้ให้ญาติฟัง แต่สิ่งที่ทำให้ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของคุณหมอต้องนิ่งไปก็คือใบหน้าหวานละมุนของผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้อดใจเต้นแรงไม่ได้ เธอไม่ได้เป็นผู้หญิงสวยจัด แต่เป็นผู้หญิงที่น่ารักน่ามอง จนอยากทำความรู้จักมากขึ้น แต่ด้วยหน้าที่ตอนนี้ที่ไม่สามารถสานสัมพันธ์ได้

“ไม่ทราบว่าเป็นญาติคนไข้ทั้งสองคนเลยใช่ไหมครับ” ภัทรพลกล่าวถามอย่างสุภาพ เพราะเข้าใจว่าทั้งคู่น่าจะเป็นหลานสาวของคนไข้ แต่ใบหน้าของสองสาวไม่ได้มีความคล้ายคลึงกันเลยจนเขาแปลกใจ

“ค่ะคุณหมอ...แล้วจะมองเพื่อนฉันอีกนานไหมคะ” เสียงแว้ดของผู้หญิงร่างสูงโปร่งอีกคนเอ่ยถามพร้อมมองใบหน้าหล่อสำอางของคุณหมอเจ้าของไข้อย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ เหมือนจะรู้ว่าเขาเอาแต่จ้องผู้หญิงข้างกายของหล่อน ด้วยความที่ยี่หวามักจะปกป้องเพื่อนจากหนุ่มๆ เพราะกลัวว่าไอลดาจะโดนหลอก

“เอ่อ...ครับ...ถ้าอย่างนั้นเชิญนั่งนะครับ” หมอภัทรพลหน้าเจื่อนเล็กน้อยเมื่อโดนผู้หญิงร่างสูงโปร่งจ้องมองเหมือนจับผิด ต่างจากอีกคนที่เอาแต่มองหญิงวัยกลางคนอย่างเดียวไม่สนใจสิ่งใด

“ค่ะ...คุณหมอรีบบอกมาเถอะค่ะว่าแม่ครูของฉันเป็นอะไร หมอจะทำให้ลุ้นทำไมคะเนี่ย”

“ใจเย็นๆ สิยี่หวา” มือน้อยของไอลดาแตะหลังมือของเพื่อนที่เหมือนจะทำท่าหาเรื่องคุณหมอที่ดูจะใจดี สายตาแสนอ่อนโยนที่มองมาทำให้เธอค่อยเบาใจ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ งั้นเดี๋ยวเรามาคุยกันเรื่องอาการของคนไข้กันดีกว่านะครับ” ว่าจบคุณหมอหนุ่มก็เปิดจอแล้วหมุนมาทางสองสาว “จากการทำ CT Scan นะครับพบว่าตอนนี้คนไข้มีเนื้องอกในสมองครับ แต่ทางโรงพยาบาลอาจจะต้องตรวจเช็กอีกทีว่าเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย ถ้าเป็นแบบเนื้อดีอาจจะไม่อันตรายมาก แต่ถ้าเป็นแบบเนื้อร้ายอาจจะส่งผลถึงเซลล์มะเร็งที่จะโตขึ้นในอนาคตนะครับ”

สิ้นเสียงของคุณหมอเจ้าของไข้ทำเอาไอลดาถึงกับยกมือปิดปากของตัวเองแล้วร้องไห้ออกมา เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าแม่ครูจะโชคร้ายขนาดนี้

“ไม่เป็นอะไรหรอกไอ แม่ครูไม่เป็นอะไรหรอก” เสียงของแม่ครูร้องบอกเมื่อเห็นใบหน้าหวานของไอลดาซีดเผือดเมื่อฟังคำของหมอเจ้าของไข้จบ

“แม่ครูขา...ทำไมถึงได้โชคร้ายอย่างนี้คะ” ไอลดาเดินไปกอดแม่ครูที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยความเศร้าใจ

“แล้วแม่ครูของพวกฉันจะมีโอกาสหายไหมคะ” เสียงของยี่หวาเอ่ยถามคุณหมอก่อน

“มีครับ ถ้าคนไข้ได้รับการผ่าตัดโอกาสที่จะหายเป็นปกติค่อนข้างสูง”

“แล้วเรื่องค่าใช้จ่ายล่ะคะ” ไอลดาถามเรื่องสำคัญออกมา

“ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดค่อนข้างสูงครับ แต่สามารถสอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่ายอีกครั้งที่ประชาสัมพันธ์”

เมื่อนึกถึงค่ารักษามันก็ทำให้ใบหน้าหวานของไอลดาเจื่อนลงไปเล็กน้อย เพราะเรื่องของเงินมันคือเรื่องใหญ่สำหรับเธอและแม่ครูมากๆ

“แล้วถ้าดิฉันไม่รักษาจะได้ไหมคะ” แม่ครูโพล่งถามขึ้นมาจนสองสาวเงยหน้ามองด้วยความไม่เข้าใจ เพราะนั่นเท่ากับว่าโอกาสที่จะหายแทบไม่มีเลย

“แม่ครู!! / แม่ครู!!”

“แม่คงไม่มีเงินรักษาขนาดนั้นหรอกลูก ไหนจะค่าดูแลน้องๆ อีก แม่ว่าเก็บเงินไว้สร้างโอกาสให้กับเด็กๆ ดีกว่า” แม่ครูจิตตราบอกด้วยเสียงอ่อนแรง เพราะนางคิดว่าตัวเองก็แก่มากแล้ว ถ้ารักษาไปโอกาสหายมันก็มีแต่ต้องใช้เวลา

“แม่ครูไม่ต้องห่วงนะคะ ไอจะหาเงินมารักษาแม่ครูเองนะคะ” ไอลดาคิดว่าจะต้องหาเงินให้มากที่สุดเพื่อมารักษาคนที่รักไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

ภัทรพลมองสาวร่างเล็กอย่างชื่นชม ซึ่งจากที่ฟังพอทราบว่าแม่ครูจิตตราน่าจะเป็นผู้ดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และไอลดากับผู้หญิงหน้าเฉี่ยวคนนี้คงเป็นคนที่แม่ครูดูแล

“หนูจะเอาเงินมาจากไหนลูก...”

“นั่นสิไอ”

“หนูมีรุ่นพี่ที่รู้จักอยู่ค่ะ พอดีเขาเสนองานหนึ่งมาให้ แต่หนูยังไม่ได้ตอบตกลง อาจจะคิดดูอีกทีก่อน”

“งานอะไรเหรอลูก”

“งานบริการทั่วไปค่ะแม่ครู แต่สามารถเบิกเงินล่วงหน้าได้ ไอคิดว่าจะตอบตกลงพี่เขาไป” สีหน้าที่มีพิรุธของไอลดาทำให้ยี่หวาหรี่ตามองอย่างสงสัย และอยากจะรู้ว่างานที่เพื่อนว่านั้นคืออะไรกันแน่ แต่จะถามตรงนี้ไอลดาก็คงไม่บอกอยู่ดี ไว้อยู่ส่วนตัวก่อนแล้วกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป