บทที่ 2 ภาคปฐมบท บทที่ ๑

เบื้องหน้าปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ปราศจากแสงไฟ มีเพียงแต่แสงจันทร์ที่สาดส่อง ส่องแสงรำไรจากฟากฟ้า ทั่วทั้งท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยเมฆทึบ มืดจนมองไม่เห็นถึงความสว่าง หมอกควันสีจางรายล้อมไปทั่วอาณาบริเวณ

ทั่วพื้นถนนเต็มไปด้วยดินโคลนเปรอะเปื้อน รอบกายเวิ้งว้างปราศจากสิ่งมีชีวิต ละแวกทางเดินมีแต่หญ้าขึ้นรกเต็มสองข้างทาง สองขายาวเดินทุลักทุเลไปข้างหน้าด้วยความอิดรวย

ปุณเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน ว่ากำลังจะเดินไปที่ไหน รู้เพียงแต่ว่า เขาหยุดเดินไม่ได้ เหมือนมีบางสิ่งบางอย่าง บังคับให้เดินไปข้างหน้า อย่างไม่มีจุดหมาย หนทางข้างหน้าทั้งเปลี่ยว ทั้งน่ากลัว ดวงตากลมโตมองไปยังทางเบื้องหน้า มันมืดสนิท มีเพียงแต่แสงจันทร์สาดส่องให้เห็นเส้นทางถนนอย่างเลือนรางเพียงเท่านั้น

“มีใครอยู่ไหมครับ” ปุณตะโกนถามออกไป หวังให้มีใครตอบกลับมา เพราะปุณเองก็ไม่อาจรับรู้ได้ว่าที่ที่ตัวเองยืนอยู่นั้น มันคือที่ไหน

“ที่นี่ที่ไหน มีใครอยู่ไหมครับ” อีกครั้งที่ปุณตะโกนถาม ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับของสิ่งมีชีวิตอื่น มีเพียงเสียงสะท้อนของตัวเองที่ยังคงดังกึกก้องเท่านั้น ความเงียบก่อเกิดจนได้ยินแต่เสียงลมหายใจของตัวเอง

ตึก ตึก ตึก เสียงฝีเท้าดังมาจากข้างหลัง ปุณหันกลับไปมองก็พบแต่ความว่างเปล่า อากาศรอบตัวเริ่มเย็นยะเยือกจนขนลุกซู่ พาลทำให้ต้องรีบยกมือขึ้นกอดอกทันที

ตึก ตึก ตึก อีกแล้วที่เสียงฝีเท้ายังคงเดินวนเวียนอยู่รอบตัวของปุณ หันมองไปยังต้นเสียงทั้งซ้ายและขวา ก็ไม่มีใคร นั่นทำให้ปุณเริ่มหวาดกลัว

“เดินคนเดียว เหงารึเปล่าจ๊ะ” แว่วเสียงสะท้อนดังขึ้นที่ข้างหู มันหัวเราะคิกคักอย่างสนุกปาก ทว่าใจคนฟังกลับไม่ได้สนุกอย่างที่มันคิด

“ใครกัน! อย่ามาเล่นแบบนี้นะ!” หันซ้ายแลหันขวาเพื่อตามหาเจ้าของเสียง ก็พบแต่ความว่างเปล่า

“อยากอยู่ที่นี่ไหมจ๊ะ”

“ออกมาเลยนะ! ไม่งั้นผมจะแจ้งตำรวจ!”

“หึ ผีมันไม่กลัวตำรวจหรอกนะ ขนาดพระกูยังไม่กลัว!”

พรึ่บ! ปุณตกใจขวัญแทบผวา ทรุดลงกับพื้นล้มก้นจ้ำเบ้า สองมือเรียวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลน ยกมือขึ้นปิดตาตัวเองจนใบหน้างามเปื้อนไปด้วยขี้โคลน ปุณหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว

ก่อนหน้านี้ปุณพยายามหันหน้าไปตามเสียงแหบพร่าที่คุยอยู่กับเขา แต่ก็ไม่พบอะไร ทำให้ปุณเริ่มใจคอไม่ดี ปุณหันหน้ากลับมาอีกครั้ง ใจแทบจะหลุดไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม ใบหน้าเหี่ยวย่น ยิ้มฟันหลอให้ ทั่วทั้งปากเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสีแดงสด ปุณดูไม่ออกว่ามันเป็นเลือดหรือน้ำหมากกันแน่ แต่ที่แน่ คือสิ่งที่ปุณกำลังเผชิญอยู่นั้นมันไม่ใช่คน!

กลิ่นของสิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้น เหม็นคุ้งไปด้วยกลิ่นของน้ำเลือดน้ำหนองสีขาวปนเหลืองข้น ผิวกายเหี่ยวย่นหนังหุ้มกระดูก

แต่สิ่งที่ทำให้ปุณต้องทรุดลงกับพื้น คือ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขามันลอยได้ แถมกลางลำตัวยังเป็นรูโบ๋ขนาดใหญ่ จนไส้ทะลักออกมาพร้อมกับน้ำเลือดน้ำหนอง หนอน แมลง ไต่ยั้วเยี้ยเต็มร่างกาย ทำให้ปุณที่เห็นภาพตรงหน้าจะอ้วกให้ตายเสียตรงนั้น

“ไปอยู่กับกูสิ”

“ไม่ไป! ไม่ไปไหนทั้งนั้น!”

“ไปอยู่ด้วยกันสิ มาลา หลานรัก”

“ไม่ใช่! ผมไม่ใช่มาลา” ปุณส่ายหน้าเป็นพัลวัน สิ่งที่เขาเห็นตรงหน้ามันค่อนข้างชัด จนเขาเริ่มกลัว เลือดที่ไหลออกจากปากหญิงชราตรงหน้ามันเป็นสีดำขลับ แถมบนบ่าของมันยังมีนกแสกตัวใหญ่ตัวสีดำเมี่ยมเกาะอยู่ นี่มันไม่ธรรมดาแล้ว

“ไปอยู่ด้วยกันเถอะ” เสียงแหบพร่ายังคงเอ่ยชวนพร้อมกับรอยยิ้มที่สยดสยอง มือเหี่ยวย่นยื่นเข้ามาตรงหน้า มันกำลังแบมือเพื่อให้ปุณจับมือแล้วไปกับมัน นกแสกตัวนั้นนั่งเกาะบนไหล่หญิงชราจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา ดวงตาของมันแดงสด ตัวก็ใหญ่กว่านกทั่วไปเป็นไหนๆ

เรื่องเล่าที่เคยได้ฟังจากคุณปู่มันแวบเข้ามาในหัว นกแสกมันเป็นสัญลักษณ์ของความตาย หากมันบินผ่านและร้องผ่านหน้าบ้านใคร ไม่นานคนบ้านหลังนั้นก็จะตาย หากมันเกาะอยู่บนบ่า ไม่ว่าจะนกแสก แมว หรือแม้กระทั่งลิง พวกมันย่อมไม่ใช่ผีทั่วไปแน่ มันคือผีกะ!

“มาสิมาลา จับมือยาย มาลาจะต้องกลับบ้าน”

“บอกแล้วไง ผมไม่ใช่มาลา!” กลัวก็กลัว แต่ก็ต้องสู้ แม้ในใจปุณจะอยากร้องไห้ออกมามากแค่ไหนก็ตาม ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว แต่ทว่าปุณก็ไม่สามารถละสายตาจากหญิงชราตรงหน้าได้ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะมีสภาพที่เละมากแค่ไหนก็ตาม

ฟุบ!

สัมผัสอันน่าขนลุกแตะลงบนศีรษะของปุณ หยดเลือดและน้ำเหลืองหยดลงบนกลุ่มผมครั้งแล้วครั้งเล่าที่มือเหี่ยวย่นกำลังลูบหัวของเขาอยู่

ปุณได้แต่กลัว ความรู้สึกหวาดกลัวชัดเจนขึ้นจนน้ำตาไหลอาบไปทั่วทั้งแก้ม ดวงตากลมโตเหลือกค้าง ริมฝีปากจากที่เป็นสีชมพูสวยแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ราวกับว่าปุณไม่มีเลือดไม่มีชีวิต บทสวดมนต์ที่ปุณพยายามจะสวด กลับจุกอยู่ที่ลำคอไม่สามารถเปร่งเสียงสวดออกมาได้

“มาอยู่กับยายเถอะนะหลานรัก”

อ่อก แค่กๆ ปุณสำลักเลือดออกมาทั้งๆ ที่ตายังเหลือกค้าง ทั่วทั้งตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่ไว้ นิ้วเรียวยาวเหี่ยวย่นกำลังจะล้วงคอของปุณ

เปรี้ยง!

ฉับพลันทั่วทั้งบริเวณนั้นจากที่เคยมืดมิดมองไม่เห็นทางออก กลับมีแสงสีทองสว่างวาบ พร้อมกับวิณญาณของหญิงชราตรงหน้ากระเด็นออกไป ราวกับว่ามันโดนฟ้าผ่าเข้าอย่างจัง บางทีการที่มันจะจัดการกับปุณ อาจไม่ใช่เรื่องง่าย

Rrrrrrrrrrrrr~

เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ขนาดใหญ่ มือเรียวสวยยกโทรศัพท์รูปทรงคล้ายกระดูกขึ้นมาแนบหูพร้อมกับรอยยิ้มสวยเมื่อรู้ว่าปลายสายใครเป็นคนโทรมา

“หล้าเอ้ย เป๋นจะใดพ่องลูก” ‘แม่อุ๊ยคำ’ ยายแท้ๆ ของปุณเป็นฝ่ายโทรมา ปุณทิ้งเบอร์โทรศัพท์ของกองถ่ายไว้ให้คนที่บ้านทุกครั้งเวลาปุณออกกองพื้นเทปุณเป็นคนภาคเหนือ ตั้งแต่เด็กจนโตเวลาที่พ่อและแม่ออกไปทำงาน แม่อุ๊ยคำจะเป็นคนเลี้ยงและดูแลปุณ ทำให้ปุณรักแม่อุ๊ยคำมากๆ

“สบายดีครับแม่อุ๊ย”

“แม่อุ๊ยละครับ เป็นยังไงบ้าง”

“สบายดีลูก แต่แม่นะกึดเติงหาปุณขนาด” แม่อุ๊ยคำมักจะแทนตัวเองว่า แม่ เสมอมา เพราะแม่อุ๊ยเลี้ยงปุณมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ปุณนั้นพูดได้แต่ภาษากลาง เพราะพ่อเป็นคนกรุง เขาเลยใช้ภาษากลางมาตั้งแต่เด็ก

“ผมก็คิดถึงแม่อุ๊ยครับ” ปุณบอกคิดถึงแกมหยอกล้อ

“น่าฮักขนาดหลานแม่อุ๊ย”

“แล้วแม่กับพ่อละครับแม่อุ๊ย”

“แม่กับป้อไปงานเลี้ยงบ้านกำนันปุ้นนะลูก”

“อ๋อครับ”

“วันนี้ทำงานก่อลูก ตอนแรกแม่บ่กล้าโทรมา กลัวทีมงานเปิ้นจะว่าหื้อ”

“ทำครับแม่อุ๊ย เดี๋ยวปุณก็ไปถ่ายงานแล้วครับ” ปุณ เป็นดารานักแสดงที่มีชื่อเสียงในขณะนี้ ไม่ว่าจะด้านหน้าตาหรือความสามารถ ปุณก็มีครบหมดทุกอย่าง

วันนี้ปุณมีนัดถ่ายทำละครเรื่อง เสน่ห์สยอง ที่พึ่งเปิดกล้องได้ 1 เดือน แต่ทว่ากลับถ่ายทำยังไม่เสร็จสักตอน เพราะมีอุปสรรคมากมายมาคอยขัดขวางเสมอ

วันนี้เป็นวันเกิดของปุณในวัย ๒๕ ปี ปุณอยากได้รับพรจากคนที่รัก โชคดีที่แม่อุ๊ยโทรมา ไม่งั้นปุณคงไม่มีเวลาเป็นฝ่ายโทรไปแน่ เพราะว่าวันนี้ปุณต้องถ่ายงานทั้งกลางวันและกลางคืน จนไม่มีเวลาโทรหาคนที่บ้าน แม้จะใส่บาตรตอนเช้าก็ยังไม่มีเวลา

“แม่อุ๊ยครับ วันนี้วันเกิดปุณ แม่อุ๊ยช่วยอวยพรหน่อยได้ไหมครับ”

“ได้ ว่าแต่ปีนี้ปุณอายุเต้าฮือละลูก”

“ยี่สิบห้าครับ”

“ขอฮื้ออายุมั่นขวัญยืน ปันใหญ่ปันสูง กึดสิ่งใดก็ขอหื้อสมหวังดังใจนะลูก”

“ขอบคุณครับแม่อุ๊ย” ปุณยิ้มรับคำอวยพรจากปลายสายอย่างมีความสุข รู้สึกอิ่มเอมใจ ยิ่งได้ยินเสียงแม่อุ๊ยปุณก็ยิ่งมีความสุข อยากจะกลับไปกอดแม่อุ๊ยให้หายคิดถึง แต่ก็ไม่มีคิวว่างสักที ไว้เดียวเขาจะหาเวลากลับบ้านที่ต่างจังหวัดก็แล้วกัน

“เอ่อหล้า แม่อุ๊ยลืมไป”

“ลืมอะไรครับ”

“ปีนี้ลูกเข้าเบญจเพสแล้ว หลวงตาเปิ้นว่าหื้อรีบปิ๊กบ้านมาหาหลวงตากำเด้อลูก เปิ้นมีของดีจะหื้อ แล้วก็ระมัดระวังตัวไว้ เบญจเพสมันบ่ใจ่เรื่องเล่นๆ นะลูก”

“ได้ครับแม่อุ๊ย ปุณจะระวังตัวไว้ แม่อุ๊ยไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”

“อย่าลืมไปทำบุญหนา..”

“น้องปุณคะ ถึงคิวแล้วค่ะ” ปุณถูกเรียกตัวอย่างกะทันหันเมื่อถึงคิว เขามัวแต่สนใจฟังทีมงานจนลืมไปว่าเมื่อกี้แม่อุ๊ยพูดว่าอะไร

“โอเคครับ เดี๋ยวปุณไปครับ” ปุณบอกทีมงาน อยากจะบอกลาแม่อุ๊ยคำก่อน ปุณไม่อยากเสียมารยาทกับคนที่เขารัก แต่อีกใจก็ไม่อยากให้ทีมงานต้องรอนาน

“แม่อุ๊ยครับ ไว้ค่อยคุุยกันนะครับ ผมต้องไปทำงานก่อน รักแม่อุ๊ยนะครับ” ปุณมัวแต่รีบเพราะกลัวทีมงานจะรอนาน หลังจากวางสายปุณก็รีบเดินเข้ากองทันที จนไม่ทันสังเกตว่ามีดวงตาสีแดงสดกำลังแอบมองมาที่เขาอยู่ คำเตือนที่หลวงตาและแม่อุ๊ยคำบอก เหมือนปุณจะไม่ได้สนใจมันเลยสักนิด เขาเพียงตอบกลับแม่อุ๊ยให้สบายใจก็เท่านั้น

ลืมไปเลยว่าตัวเองนั้นเคยฝันอะไร และลืมไปเลยว่าอาถรรพ์เบญจเพสมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และปุณก็ไม่ได้มีสัมผัสพิเศษ ไม่มีทางรู้เลยว่ากำลังมีสิ่งที่ไร้ชีวิตติดตามอยู่ สัมภเวสีตัวดำเมี่ยม ผมยาวรุงรัง ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ดวงตาสีแดงกล่ำ แววตาเครียดแค้น จับจ้องไปยังปุณ พศิกา ด้วยความรู้สึกเกลียดชัง มันตามเจอแล้ว คนที่เคยทำร้ายมัน คนที่หลอกใช้มัน มันจะเอาคืนให้สาสม

“มึงจะไม่ได้ตายดีแน่ กูจะสิงสู่มึง และกูจะกินมึงไม่ให้เหลือแม้แต่ซาก”

ณ กองถ่ายละคร

“โอม จงรัก จงหลง จงเชื่อฟังกู แต่เพียงผู้เดียว” มือเรียวสวยแตะสีผึ้งขึ้นมาแต้มที่ปากพร้อมเริ่มบริกรรมคาถา 'ตรีภพ' เจ้าของใบหน้าหล่อเหลา จดจ้องใบหน้าตัวเองผ่านบานกระจก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้า

“รักกู หลงกู ไม่รักกู มึงจะอกแตกตาย” สายตาคมมองไปยังตุ๊กตาดินเผาที่มัดรวมกันหนึ่งคู่ บนตัวตุ๊กตามียันต์ นะอกแตก [1] ติดอยู่ หากนะนี้ เขียนไว้ที่ผู้ใด ผู้นั้นคิดถึงผู้ใดมันต้องหลงจนโงหัวไม่ขึ้น หากมันไม่รักไม่หลง มันจะอกแตกตาย

ตรีภพหยิบรูปภาพหนึ่งใบขึ้นมา ภาพของหญิงสาวที่ตรีภพหลงรักแต่เพียงฝ่ายเดียว บนภาพมีตัวหนังสือเขียนวันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากของอีกฝ่ายติดอยู่ ตรีภพรักเจ้าหล่อนมาก แม้เธอจะแต่งงานมีลูกมีสามีแล้ว แต่ตรีภพก็ยังอยากครอบครองเธอ

“หากกูไม่ได้ ก็จะไม่มีใครได้”

“ฮ่ะๆ เธอเป็นของฉัน ลิษา” ตรีภพหัวเราะออกมาอย่างโรคจิต แววตาเลื่อนลอย เขายิ้มกว้างจนหน้าตึงพร้อมกับหัวเราะ

“เป็นของฉันลิษา เป็นของฉัน หึหึ”

“นะพุทธฟัง เทพรำจวนกวนจิต

ธังมัง เทพรำจวนกวนใจ

สังฆังเทพรำจวนหลงรักใคร่

นะจังงัง พุทธหลงใหลอ่อนระทวยไปทั้งกายยา

ธาท้าวพระยาเสน่หารักใคร่ ยะผู้หญิงสาวและแม่หม้าย

ร้องไห้มากอดรักมัดสวาทติด

เห็นหน้ากูอยู่บ่อมิได้วิ่งร้องไห้มาหากู

เอหิพุทธัง ปิยังมะมะ เอหิธัมมัง ปิยังมะมะ

เอหิสังฆัง ปิยังมะมะ พุทธังรักจนตาย ธัมมังรักจนตาย

สังฆังตามหา นาสังสิโม สังสิโมนา สิโมนาสัง โมนาสังสิ

สัพพะเมตตา สัพพะกรุณา สัพพะเสน่หา สุนะโมโล ประสิทธิเม”

นะนี้หากใช้ในทางที่เกิดประโยชน์ก็ให้คุณ หากใช้ในทางที่ผิดก็ให้โทษ เชื่อกันว่าหากผงนี้ไปตกต้องบนตัวผู้ใด ผู้นั้นมักจะตกอยู่ในมนต์มหาเสน่ห์กับผู้ครอบครองนั้น ตรีภพบริกรรมคาถาสวดบูชา นะ อกแตก ตรีภพต้องการให้คนที่ตนรัก รักตน ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ตรีภพก็ยอม หากได้เจ้าหล่อนมาครอบครอง

ภาพถ่ายในมือถูกบีบจนยับ ตรีภพยกยิ้ม เขาค่อยๆ แกะภาพนั้นออกมาอีกครั้ง มองดูภาพถ่ายที่ยับยู่ยี่ด้วยใบหน้าที่ยิ้มราวกับโรคจิต

ฮ่าๆ หล่อนเป็นของเขา ต่อให้เขาจะทำลายหล่อนยังไง หล่อนก็ยังเป็นของเขา พลันดวงตาคมก็มีหยาดน้ำตาไหลออกมา ราวกับเป็นคนละคนที่หัวเราะอยู่ก่อนหน้า

“ฮึก ลิษาอย่าทิ้งตรีไป ฮือออออ” ตรีภพร้องไห้ออกมาอย่างกับคนขาดสติ แปปเดียวเขาก็กลับมายิ้มแล้วหัวเราะใหม่อีกครั้ง พร้อมกับเริ่มบ่นพึมพำ

คัต!

เสียงสังคัตดังขึ้นจากผู้กำกับ ปุณโค้งขอบคุณทีมงานที่พากันทำงานอย่างหนัก สองขาเรียวยาวเดินออกจากฉาก แสงไฟสตูดิโอค่อยๆ ทยอบปิดลงทีละดวง

“ไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้ยินเสียง ไม่ได้เห็นตัว จะขาดใจตายใน ๓ วัน ๗ วัน” แว่วเสียงสะท้อนมาจากสายลม ปุณที่กำลังเดินออกมาจากฉากฉับพลันที่ได้ยินเสียงแว่วทำให้สองขาเรียวต้องหยุดเดิน ปุณหันซ้ายหันขวามองหาต้นเสียงแต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า

‘เสียงใครมาบ่นอะไรแถวนี้..’ ปุณคิดในใจ

“อ๊ะ!” แรงสะกิดตรงไหล่ซ้ายทำให้ปุณตกใจ รีบหันหลังกลับมามอง ก็พบกับผู้กำกับหนุ่มที่กำลังยืนยิ้มแฉ่งให้

“ดีมากครับคุณปุณ บทนี้คุณปุณแสดงได้ยอดเยี่ยมมากครับ แบบนี้เรทติ้งละครเราต้องดังเปรี้ยงแน่นอนครับ” ปุณแสดงบทบาทของตรีภพออกมาได้อย่างดี จนผู้กำกับเอ่ยปากชม บทบาทที่ปุณได้รับมันค่อนข้างที่จะท้าทาย และปุณยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสให้แสดงบทบาทนี้

“ขอบคุณนะครับ แต่ที่ปุณว่ามันออกมาดีก็เป็นเพราะพี่ๆ ทีมงานทุกคนครับ ที่ช่วยกันทำให้งานมันออกมาดี ไม่ใช่แค่ปุณคนเดียวหรอกครับ นักแสดงท่านอื่นๆ ก็แสดงเก่งๆ กันทั้งนั้น ปุณยังต้องพัฒนาอีกเยอะครับ”

ปุณพูดคุยอย่างถ่อมตัว เขาเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่พึ่งเข้าวงการมา ๓ ปี ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ ปุณขอตัวออกมาพักผ่อน ปุณยังต้องซ้อมบทต่ออีกนิดหน่อย เพื่อถ่ายฉากต่อไป รอยยิ้มสวยประดับบนใบหน้า ปุณเดินแจกรอยยิ้มตลอดทางระหว่างที่เดินกลับมาห้องพักนักแสดงส่วนตัว

มีบางครั้งที่ปุณนึกอยากจะหนีงานถ่ายไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่บ้านเกิดในวันเกิดของตัวเอง แต่ปุณก็ไม่อาจทำมันได้ เพราะคำว่าหน้าที่มันค้ำคอ

ปุณเตรียมตัวถ่ายทำฉากต่อไป หลังจากที่ทีมงานมาเรียก เขาก็สแตนบายรอเข้าฉากต่อจากดาราท่านอื่น

วันนี้เขาก็มาทำงานตามปกติ ความกังวลใจที่เกี่ยวกับความฝันที่เกิดขึ้นจางหายไปทั้งหมด เหมือนกับว่าฝันแปลกประหลาดที่เคยฝันมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่พอตกกลางคืนทีไรอาการหวาดกลัวอาการขวัญผวาก็ย้อนกลับมาหาเขาซ้ำๆ จนเขาต้องกินยานอนหลับก่อนนอนทุกคืน

เวลามาทำงานก็จะไม่ค่อยสดชื่นรู้สึกอ่อนเพลียเหมือนโดนสูบพลัง วันนี้เองก็เช่นเดียวกัน

ปุณค่อนข้างเหนื่อยมากพอสมควร ตื่นมาถ่ายละครตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ตั้งแต่ออกจากบ้าน เจ้าตัวยังไม่ได้ทานข้าวแม้แต่เม็ดเดียว ปุณทำงานหนักเกินไป จนรู้สึกหิวและเวียนหัว หน้ามืดตาลายไปหมด โชคดีที่มีห้องพักนักแสดงส่วนตัวจึงพักผ่อนได้

“ปุณจะซ้อมบทต่อไหม หรืออยากจะนอนพัก แต่พี่ว่าปุณดูเพลียๆ นะ นอนพักดีกว่าไหม”

“ได้ครับ” ปุณเองก็อยากนอนพักเช่นเดียวกัน ‘ลี หรือ มถุลี’ ผู้จัดการส่วนตัวของปุณ หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเพราะสีหน้าของปุณนั้นดูไม่ดีเอาเสียเลย เธอนั้นเป็นห่วงปุณเอามากๆ มถุลีเจอปุณตั้งแต่ปุณเรียนมหาลัย ด้วยความที่ปุณเป็นเด็กหน้าตาดี ใบหน้าทั้งสวยทั้งหล่อทั้งน่ารักในคนเดียวกัน

บวกกับนิสัยที่น่ารักของปุณทำให้มถุลีอดไม่ได้ที่จะทาบทามให้ปุณมาเป็นดารานักแสดง และปุณก็ทำให้เธอภูมิใจตั้งแต่ปุณแสดงละครเรื่องแรก ก็ดังเป็นพลุแตก

“ปุณ นอนพักเถอะ เดียวพี่ไปเอาข้าวมาให้”

“ขอบคุณนะครับพี่ลี”

“จ้ะ” มถุลีเดินมาเอาข้าวที่โรงอาหาร เธอมองสายตาของทีมงานเบื้องหลังบางคนที่มองหน้าเธอสลับกับซุบซิบนินทา จนมถุลีอดไม่ได้ที่จะมองตาขวางกลับไป เป็นไรมากไหมย่ะ! เธออยากจะถามแบบนั้น แต่สู้เก็บไว้ในใจดีกว่า เพราะต้องทำงานร่วมกันอีกนาน

“มีแต่ลาบหรอคะ” มถุลีถามกับป้าแม่ครัว เธอทำหน้าคิดหนัก วันนี้เป็นวันพระใหญ่ ปุณจะไม่ทานเนื้อสัตว์ เธอลืมห่อกับข้าวมาให้ปุณ รู้งี้ห่อมาส่ะก็ดี เธอมองลาบสุกพร้อมกับถอนหายใจ สงสัยวันนี้น้องปุณสุดที่รักของเธอจะได้ทานข้าวกับผักสดซ่ะแล้วสิ

“จ้ะ”

“มีแต่ลาบสุก คุณดาราใหญ่เขาทานไม่ได้หรอคะ อุ้ย หรือว่าทานได้แต่ของดิบคะ” คำพูดจาถากถางดูหมิ่นทำให้มถุลีต้องหันกลับไปมองคนข้างกายที่พึ่งมาใหม่ ‘สโรชา’ อดีตนักแสดงที่เคยอยู่ในสังกัดของมถุลี เธอมองเจ้าหล่อนด้วยสายตาไม่เป็นมิตร สโรชาไม่ชอบปุณตั้งแต่แรก ทำให้ทุกครั้งที่สโรชาเจอหน้าปุณ หรือไม่ก็มถุลี เจ้าหล่อนเป็นต้องเข้ามาหาเรื่องทุกครั้ง

“พอดีน้องปุณเขาถือศีลนะ ไม่ทานของสุกๆ ดิบๆ เหมือนใครบางคนแถวนี้” มถุลีไม่น้อยหน้า เจ้าหล่อนใช้สายตาเชือดเฉือนพร้อมแซะอีกฝ่ายกลับ

“นี่ป้าว่าฉันเป็นปอบหรอห้ะ!”

“ฉันไม่ได้ว่า และอีกอย่างฉันไม่ใช่ป้าเธอ!”

“คอยดูเถอะ รักมันนักหนา ระวังผีที่มันเลี้ยงไว้จะมาหักคอเอาสักวัน!”

“หยุดพูดจาเรื่องไม่เป็นเรื่องได้แล้ว!”

“ฉันพูดเรื่องจริง”

“เธอมันบ้าไปแล้วสโรชา จงเกลียดจงชังอะไรปุณนักหนาถึงได้ตามหาเรื่องแบบนี้”

“ฉันเกลียดมัน เกลียดตั้งแต่เห็นหน้า ถ้าฉันรู้ว่าต้องแสดงละครคู่กับมันตั้งแต่แรก ฉันยกเลิกไปนานแล้ว!”

“งั้นก็ยกเลิกสิ ยกเลิกไปเลย!” มถุลีเถียงกลับอย่างไม่ไว้หน้า อีกฝ่ายไม่ไว้หน้าเธอก่อน เธอก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าสโรชาเช่นเดียวกัน

“ป้าไม่ตายดีแน่ๆ เชื่อฉันเถอะ แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน!”

สโรชาพูดด้วยความมีน้ำโห ก่อนจะเดินสะบัดบ๊อบออกไปจากโรงอาหาร มลุลีมองตามหลังอีกฝ่ายไปอย่างเหลืออด เป็นแบบนี้เสมอ สโรชามักจะคอยหาเรื่อง และกล่าวหาปุณ หาว่าปุณเลี้ยงผี เพียงเพราะอิจฉา

มถุลีไม่เข้าใจ เพราะอะไรสโรชาถึงได้เกลียดปุณมากขนาดนี้ ไม่รู้ว่าสโรชาไปเอาจากไหน ถึงมาพูดใส่ร้ายว่าปุณเลี้ยงผี แต่ที่แน่ๆ เธอก็แอบได้ยินทีมงานคนอื่นๆ พูดมาว่าปุณนั้นเลี้ยงผี เพราะเวลามีงานกลางคืนทีไร ปุณมักจะดูดีกว่าตอนกลางวันเสมอ ดูดีมีออร่ามากกว่าปกติ แต่ถ้าพูดถึงด้านเทคนิค เวลากลางคืนจะใช้ไฟเยอะ เลยทำให้คนที่โดนแสงไฟดูดีกันหมดทุกคน ยุคสมัยนี้แล้ว ใครที่ยังเชื่อเรื่องผีสางแบบนี้ก็งมงายเต็มทน

สโรชาที่เป็นฝ่ายหนีออกมาด้วยความโกรธเธอยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่กำมือแน่นด้วยความเจ็บแค้น ใบหน้าสวยบูดบึ้งด้วยความไม่พอใจ ทันใดต้นไม้ใหญ่ที่อยู่หลายรอบตัวเริ่มสั่นไหวไปตามแรงลม แรงขึ้น แรงขึ้น จนเธอหน้าเสีย

‘มันมาแล้ว มันมาแล้ว..’ สโรชาบ่นพึมพำ สายตาเริ่มวอกแวก ท่าทีแสดงความหวาดกลัวเริ่มแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด

“พามันมาหากู พามันมา!”

[1] นะ อกแตก คือ เป็นเอกมหานิยม ยอดทางด้านเมตตา มหานิยม มหาเสน่ห์

บทก่อนหน้า
บทถัดไป