บทที่ 5 ภาคปฐมบท บทที่ ๔

...ดึกสงัด...

ปุณเดินทางกลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย ถึงแม้จะขับรถมาด้วยความกลัวตลอดทางก็ตาม นับตั้งแต่เจอโจรผู้นั้น ตลอดระยะเส้นทางที่ขับรถกลับถึงบ้าน กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดใด ไม่มีผีมาตามหลอกหลอนเหมือนเช่นเคย นับว่าในโชคร้ายยังมีโชคดี แต่จะดีกว่านี้ ถ้าไม่ต้องเจอผีอีกเลย

บ้านไม้สักยกสูงหลังใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งนา พื้นที่รอบละแวกบ้านมีแต่เถียงนาและคอกวัว รอบๆ บ้านไม่มีการล้อมรั้ว ตัวบ้านติดถนนลูกรัง ใครผ่านไปผ่านมา ย่อมเห็น

ตุ๊บ!

บันไดไม้ไผ่ถูกพาดบนหน้าต่าง หันซ้ายหันขวา ไม่มีสุนัขที่เป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็ก ไอ้โชคคงจะไปติดสาวบ้านไหนสักที่ ไม่อย่างนั้นมันคงได้เห่าฃ และเขาคงจะกลายเป็นหัวขโมยไปแล้วแน่ๆ

“พ่อ แม่ นอนรึยัง?” ปุณแอบเปิดหน้าต่าง ชะโงกหน้าไปถามผู้เป็นพ่อและแม่ เหมือนในวัยเด็ก ตอนเด็กๆ หรือแม้กระทั่งตอนเข้าสู่วัยรุ่น เวลาที่ปุณหนีเที่ยวแล้วแอบเข้าบ้านดึก ต้องให้ผู้เป็นพ่อและแม่เป็นคนเปิดประตูให้เสมอ เพราะถ้าหากเสียงดัง เดี๋ยวแม่อุ๊ยคำจะสะดุ้งตกใจตื่น

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน

“พ่อ”

“แม่”

“พ่อ!” เรียกเสียงให้ดังกว่าเดิม ดวงตาเรียวคมมองไปยังผู้เป็นพ่อและแม่ที่ลุกขึ้นนั่งอย่างสะลึมสะลือภายในมุ้ง

“เสียงเหมือนไอ้น้อยเลยป้อมึง” จันทิมาหันไปพูดคุยอย่างกระซิบกระซาบกับผู้เป็นสามี ในใจหล่อนก็กลัวว่าคนที่มาเรียกไม่ใช่ลูกชายตัวเอง แต่เป็นผีอีเอื้อง ที่เป็นที่เรื่องลือกันมาในอดีตของหมู่บ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่

“ปุณมันจะมาอะไรเวลานี้ มันควรนอนอยู่โรงพยาบาลนะคุณ”

“นั้นเตอะ สงสัยแม่หูแว่วไป” สิมันต์เอ่ยกับผู้เป็นภรรยา ลูกของเขาในเวลานี้ควรจะพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ไม่ใช่มาอยู่ที่บ้านในเวลานี้

“นอนต่อเถอะแม่”

“อืมๆ” สิมันต์เป็นคนกรุงเทพ เขาจึงพูดภาษากลาง แต่พ่อแม่มาทำสัมปทานที่ภาคเหนือฯ เลยได้เจอกับจันทิมา ทั้งคู่พบรักกัน แต่งงานมีลูกด้วยกันหนึ่งคน ซึ่งก็คือปุณ

สงสัยพวกเขาคงจะเป็นห่วงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตัวเองมากเกินไป จนเก็บเอาไปคิดและหูฟาดไปเอง

“พ่อแม่อย่าพึ่งนอน นี่ปุณเอง”

“เฮ้ยๆ อย่ามากวน คนจะหลับจะนอน หากมากวนพ่อจะยิงให้ไส้ทะลุเลย” ความเหลืออด ทำให้คนเป็นพ่อแทบจะฟีลขาด ในเวลานี้ไม่ว่าจะผี จะโจร ก็ไม่กลัวแล้ว สิมันต์เปิดมุ้งหยิบยาดมยาหม่องที่อยู่ใกล้มือขว้างไปยังเสียงที่มาจากหน้าต่าง

“โอ้ย เจ็บนะพ่อ”

โชคไม่ดี ที่คนโดนลูกหลงเป็นลูกชายแท้ๆ สิมันต์และจันทิมาที่ได้ยินเสียงลูกชายเพียงคนเดียวคร่ำครวญก็รู้ได้ทันทีว่านี่มันลูกชายเขา ไม่ใช่โจรหรือผีที่ไหน

“โอ้ยยย ปุณก้า”

“ครับแม่”

“รอแม่กำนะลูก แม่จะรีบไปเปิดประตูหื้อ”

“ครับ” มือเรียวหยิบยาขึ้นมาทาหน้าผากตัวเองอย่างเบามือ พ่อเขานะ มือแม่นเสียยิ่งกระไร ดีนะที่ไม่ใช่ปืน ป่านนี้ ปุณคงเหลือแต่ชื่อ

“มาทำไมไม่บอกพ่อกับแม่ก่อน!” คนเป็นพ่อถามเสียงแข็ง ลูกชายของเขามันแสบนัก เล่นเอาคนเป็นพ่อเป็นแม่หัวใจจะวาย

“มันกะทันหันครับ”

“กะทันหันยังไงก็ต้องบอก”

“เอาน่าป้อมึง ไปดีดุลูกมัน สงสารมันน้อยเต๊อะ” จันทิมา ลูบแขนผู้เป็นสามี หวังเอาน้ำเย็นเข้าลูบ เธอรู้ดีว่าสามีเป็นห่วงและรักลูกมากแค่ไหน แต่ที่ต้องดุลูก ก็เพราะเป็นห่วง

“พรุ่งนี้ผมจะเล่าให้ฟังนะครับ”

“อืมๆ ไปอาบน้ำละนอนเต๊อะลูก ดึกละ”

“ครับแม่” จันทิมาดึงแขนผู้เป็นสามีออกจากห้องผู้เป็นลูกชาย เธอจะต้องรีบห้ามศึก และไม่ควรจะพูดคุยกันเสียงดังในเวลาดึก เพราะแม่อุ๊ยคำก็อายุมากแล้ว หากตกใจตื่น ก็เกรงว่าจะทำให้อกสั่นขวัญแขวน หรือ ไม่ก็ทำให้ความดันขึ้นได้ หากมีเรื่องที่จะพูดคุยกัน เห็นเป็นวันพรุ่งนี้น่าจะสะดวกกว่า หลังจากที่พ่อและแม่เดินออกจากห้องไป

ปุณก็ล้มตัวลงนอนทันที ดวงตาเรียวคมมองนาฬิกาที่ข้อมือ ๒๓:๑๒ น. นี่เขากลับบ้านดึกขนาดนี้เลยหรอเนี้ย ดึกป่านนี้ ใครจะกล้าอาบน้ำกัน

บ้านไม้ยกสูงขนาดใหญ่ แยกห้องน้ำและห้องครัว เวลาเกือบจะเที่ยงคืน ไม่มีทางที่ปุณจะลงไปอาบน้ำแน่ ภาพที่โดนหมู่ผีเกาะอยู่บนรถยังติดตา ทำให้ปุณไม่กล้าที่จะลงจากบ้าน เพราะกลัวว่าผีพวกนั้นจะตามมา

ปุณหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า ไม่แม้แต่จะลุกมาเปลี่ยนเสื้อผ้า ถุงเท้าที่เคยใส่ก็ยังไม่ถอด คนโบราณมีความเชื่อว่า หากไม่ล้างเท้าก่อนขึ้นบ้าน สิ่งที่ไม่ดีจะตามมา ซึ่งปุณเองก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท

แกร๊ก!

แกร๊ก!

แกร๊ก!

เสียงเหมือนคนปาสิ่งของหรือก้อนหินผ่านบานประตูหน้าต่างที่ปิดสนิทของห้องนอน

ปุณในเวลานี้ได้เข้าสู่ห้วงนิทราด้วยความอ่อนหล้า เสียงกรนหายใจดังไปทั่วทั้งห้อง ปุณกำลังหลับสนิท

แกร๊ก!

แกร๊ก!

อีกครั้งที่เสียงนี้ยังดังอยู่ข้างนอกหน้าต่าง มันดังขึ้นเรื่อยๆ และจำนวนการกระแทกยิ่งถี่ขึ้น ทำให้คนที่กำลังนอนหลับลึก ตกใจตื่นอย่างงัวเงีย

‘เช้าแล้วหรอ?’ ปุณคุยกับตัวเองในใจ

ตั้งแต่เด็กจนโต หากเวลาปุณตื่นนอนแม่อุ๊ยคำและพ่อหนานทรัพย์ ตาและยายของปุณ ต่างเป็นคนมาปลุกเขาอยู่เสมอ บางวันก็โยนก้อนหินใส่หน้าต่าง บางวันก็กระแทกไม้ลัวใส่หน้าต่าง จนหน้าต่างห้องของปุณมีแต่ร่องรอยขีดข่วน

ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูอีกครั้งนี่พึ่งจะตี ๒ แม่อุ๊ยคำและพ่อหนานทรัพย์ไม่มีทางมาปลุกเขาเป็นแน่ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะนอกจากพ่อและแม่ก็ไม่มีใครรู้ว่าปุณกลับมาที่บ้าน

แกร๊ก!

แกร๊ก!

แกร๊ก!

ทว่าคราวนี้มันถี่ขึ้นกว่าเดิม ด้วยความกลัวแต่ก็อยากรู้ ทำให้ปุณอดใจไม่ไหว ที่จะเดินลุกไปแงมๆ บานหน้าต่างออกเล็กน้อย เพียงให้เห็นสักนิดก็ยังดี อยากจะรู้นัก ว่าใครมันมาแกล้งเขาเวลานี้ กลัวจะเป็นไอ้ปืน รุ่นน้องคนสนิทของเขาที่แยกย้ายกันไปเติบโต ไอ้ปืนมันเป็นเด็กข้างบ้าน เคยได้ยินจากแม่ว่า ไอ้ปืนกลับมาอยู่บ้านแล้ว อย่างน้อยในเวลานี้ขอสิ่งที่มาแกล้งเขาเป็นไอ้ปืน อย่าใช่สิ่งที่คิดไว้เลย

แกร๊ก!

“เชี่ย! เกือบโดนหน้า”

ก้อนหินถูกปามาอีกครั้ง เกือบโดนหน้าปุณเข้าแล้ว ปุณสบถออกมาด้วยความหยาบคาย นี่นับเป็นครั้งที่๓ ที่ปุณเริ่มพูดคำหยาบ มือเรียวสวยรีบปิดปากตัวเองเอาไว้แน่น ดวงตากลมโตเบิกกว้าง

เห็นร่างของใครบางคนกำลังเดินผ่านหน้าบ้านเขาอย่างช้าๆ แม้จะเป็นที่มืดแต่ปุณก็มองออกว่ามันเป็นคน มันเดินมาเอื่อยๆ พร้อมโยนหินถามทาง จังหวะการเดินช้าเอื่อยเฉื่อย ไม่นานมันมาหยุดเดินอยู่หน้าบ้านปุณ

แต่ที่ทำให้ปุณต้องเบิกตากว้าง เพราะสิ่งที่กำลังยืนอยู่หน้าบ้านเขามันไม่มีหัว และในมือขวานั้นกลับถืออะไรบางอย่าง ลักษณะคล้ายหัวคน

“มะแม่ ผี ฮึก” น้ำเสียงสั่นไหว ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา อยากจะเรียกแม่ให้มาหา แต่ก็ทำไม่ได้ มันจะรู้ตัวว่าปุณแอบมองมันอยู่

ตึง!

หัวของมันถูกปาขึ้นมากระแทกหน้าต่าง ในตาลูกโบ๋ ฉีกยิ้มมาให้อย่างสยดสยอง ร่างกายที่ยืนอยู่หน้าบ้านทำได้แต่เพียงยืนนิ่งๆ แล้วโบกมือให้

“กลับมาแล้วหรอ อีมาลา!” หัวนั้นยังคงแนบติดกับช่องหน้าต่าง มันค้างอยู่อย่างนั้น พร้อมจ้องตาถามคำถามกับปุณ ปุณได้แต่อ้าปากค้าง น้ำตาไหลรินอาบทั้งสองแก้ม รู้สึกกลัวอย่างขีดสุด หัวตรงหน้าค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ปุณอีกครั้ง จนสติของปุณเริ่มเลือนลาง

“กรี๊ดดดดดดดดดด” เสียงกรีดร้องของมันดังระงมไปทั่วบริเวณ ปุณที่ได้ยินเสียงกรีดร้องนั้น เป็นอันล้มพับหมดสติไป ใบหน้าที่เละเทะไม่รู้ว่าเป็นหญิงหรือชาย ค่อยๆ ยกยิ้มขึ้น ลิ้นเรียวยาวสีแดงสดเลียไปทั่วริมฝีปากของมัน ราวกับหิวโหย

“เอาล่ะ ถึงเวลาแล้วที่กูจะสิงสู่มึง!”

ตึก!

ตึก!

ตึก!

ช่วงเวลารุ่งเช้า เสียงของแข็งกระแทกดังลั่นไปทั่วทั้งบ้าน ทำให้คนในบ้านต่างพากันตื่นขึ้นด้วยความตกใจ ทั้งพ่อทั้งแม่ และ แม่อุ๊ยคำ ต่างลุกกุรีกุจอเข้ามายังห้องต้นเสียง ไม่ใช่ห้องของใครเลย เป็นห้องของปุณ

ทั่วทั้งห้องถูกปิดหน้าต่างจนมืดเสียสนิท บนเตียงปราศจากร่างของปุณ แต่เสียง ตึก ตึก ยังคงดังมาจากมุมห้อง สิ่งที่ปุณกำลังทำทำให้คนที่เห็นตกใจกันเป็นอย่างมาก

“กรี๊ดดด ทำอะหยังนะลูก!”

“ปุณเป็นหยังลูก!”

“ปุณ!”

ตึก! ตึก! กายสูงนั่งขัดสมาธิลงกับพื้น ดวงตากลมโตเบิกกว้างตกใจ ปุณยังคงนั่งเอาหัวโขกกับเสาบ้าน เลือดสีแดงเป็นคราบแห้งกรังติดอยู่บริเวณหน้าผาก ปุณนั่งเอาหัวโขกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ก็นานพอควรให้เลือกแห้งกรัง

คนเป็นแม่และยายหัวใจแทบสลาย เมื่อเห็นเลือดตกยางออก ต่างพากันไปฉุดรั้งให้คนที่นั่งทำร้ายตัวเองขึ้นมานั่งบนเตียง ปุณไม่ได้หัวแตกมาก แผลเพียงเล็กน้อย แต่ทำให้เลือดตกอย่างออกได้

“ป้อมึง เอารถออก! เฮาจะปาลูกไปอนามัย”

“โธ่ๆ หยังมายะจะอี้ลูก” คนเป็นแม่รีบสั่งพ่อให้เอารถยนต์ออก จะต้องรีบพาเจ้าปุณไปหาหมอที่โรงอนามัย จะต้องตรวจดูให้แน่ใจว่าสมองกระทบกระเทือนรึเปล่า แม่อุ๊ยคำร้องด้วยความสงสารหลานชาย ไม่รู้ผีห่าตนใดเข้าสิง ปุณถึงกลายแบบนี้

“ไปอนามัย ไปหาหมอกันนะลูก”

“บ่ไป! กูบ่ไป!” ปุณตวาดกร้าว แถมยังขึ้นเสียงพูดจาหยาบคายใส่ผู้เป็นแม่ นิสัยก้าวร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาเรียวคมแข็งกระด้าง กายสูงเกร็งแน่นไปทั้งตัว ตวัดสายตามองคนเป็นแม่และยายอย่างไม่พอใจ

แต่ที่สร้างความแปลกใจให้คนในครอบครัว คือเสียงของปุณมันแข็งกร้าวแต่เป็นเสียงของผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย แถมยังพูดภาษาเหนือ อย่างที่ปุณจริงๆ ไม่เคยพูดมาก่อน

“ปุณหยังมาอู้กับแม่จะอี้!”

“กูบ่แม่นมัน มึงอย่ามายุ่งกับกู!”

“จะเกินไปแล้วนะปุณ!”

“กูบ่แม่น!ลูกมึง”

เสียงตวาดลั่นของปุณทำให้คนเป็นแม่และยายตกใจเป็นอย่างมาก ปุณไม่เคยแสดงกิริยาท่าทางแบบนี้มาก่อน ปุณไม่เคยขึ้นเสียงใส่คนในบ้าน แม้แต่คำหยาบปุณก็ไม่เคยพูดมาก่อน

“แม่ว่าไอ้หล้าโดนผีเข้า” แม่อุ๊ยคำ คนที่ผ่านโลกมาเยอะ หันไปกระซิบกับคนเป็นลูกสาว ว่าปุณคงจะโดนผีเข้า ตั้งแต่แม่อุ๊ยคำเกิดมา อาการที่ปุณแสดงออก มันคืออาการของคนโดนผีเข้า อาการตาแข็งตาขวาง ตัวเกร็ง อากัปกิริยาเปลี่ยนไป ไม่เหมือนคนปกติ

“อย่ามาเสือก!” แม้แม่อุ๊ยคำจะกระซิบเสียงเบาแค่ไหน แต่ทว่าผีร้ายที่อยู่ในร่างของปุณ มันกลับได้ยินชัด มันโกรธแค้นครอบครัวปุณเป็นอย่างมาก มันต้องการร่างนี้ มันจะใช้ร่างนี้

“ออกไปจากหลานกู ออกไป!”

“กูบ่ไป หึ” ปุณแสยะยิ้มเยาะ มองคนตรงหน้าอย่างไม่วางตา มันกล้าดียังไงถึงได้มาไล่มันออกจากร่าง ร่างที่มันเฝ้าถวิลหามานานหลาบสิบปี เวลานี้มันได้เจอแล้ว มันจะไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปแน่

“ถุ้ย! ฮ่าๆๆ พวกมึงยะหยังกูบ่ได้หรอก กระจอก!”

“จะเกินไปแล้วเน้อ!” ผีร้ายในกายของปุณถุยน้ำลายลงพื้น มองหน้าคนเป็นแม่และยายด้วยแววตาเย้ยหยัน คนพวกนี้มันกระจอกเกินไป ยังไงก็ไม่มีใครทำอะไรมันได้อยู่ดี

“ป่ะ! ขึ้นรถ”

“บ่ไป กูบ่ไป!”

“ป้อมึง พาปุณไปวัด ยังบ่ต้องไปอนามัย”

“กูบ่ไป จะใดกูก็บ่ไป!” พอได้ยินคำว่า วัด ทำให้ผีร้ายในร่างเริ่มเป็นเดือดเป็นร้อน หัวเด็ดตีนขาดยังไงมันก็ไม่ไป หากใครกล้าพามันไป มันจะกินอีไอ้ผู้นั้นเสียให้สิ้นซาก

กรี๊ดดดดดด เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ร่างของปุณถูกคนเป็นพ่อเอาเชือกมัดไว้ทั้งตัว ดวงตามันจ้องคนมักมันตาเขม็ง แม้เชือกนี้จะไม่ได้ทำอันตรายให้แก่มัน แต่ก็มัดมันแน่นพอที่จะให้มันขยับตัวไม่ได้

“ปล่อย! ปล่อยกู!”

วัดบ้านดงไพร วัดป่าท้ายหมู่บ้าน

ปุณถูกพาเข้ามาในวัด ตั้งแต่ออกจากบ้านยันขึ้นรถ ผีร้ายในกายส่งเสียงโวยวายแถมยังสาปส่งทุกคนภายในบ้านอย่างโกรธแค้น ทันทีที่เข้ามาในวัด กายทั้งกายราวกับโดนไฟลุกท้วม ปุณดิ้นพล่าน ราวกับโดนน้ำร้อนหลวง

ปุณมีท่าทีอึดอัด ดิ้นพล่านอยู่บนลานหน้าโบสถ์ ริมฝีปากถูกมัดด้วยเชือก ดิ้นกายไปมาจนเชือกที่มัดรอบตัวมัดแน่นยิ่งกว่าเดิม ผิวพรรณที่ขาวกระจ่างใส ขึ้นเป็นรอยแดงตามรอยมัด ปุณจ้องมองขว้างใส่คนรอบๆ ตัว นั่งลงดิ้นพับพื้นอย่างไม่รู้จักอาย

“อ่อย!กู” (ปล่อยกู)

“กว่าจะมาได้นะเอ็ง”

หลวงตาเหม เดินลงมาจากบันไดโบสถ์ด้วยท่าทีสุขุม ในมือถือไม้เท้าไม้ตะพด ห่มจีวรสีแดงกล้ำ หลวงตาเหมเป็นพระป่า ท่านอาศัยอยู่ในวัดป่า บางทีก็ออกธุดงค์ ยากพอควรหากอยากจะเจอท่าน

ไม้ตะพดในมือชี้ด้ามปลายไปยังอกของปุณ หลวงตาหลับตาลง ริมฝีปากแห้งกร้านพึมพำบริกรรมคาถา ไม่นานก็หยุดลง ท่านยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย ราวกับว่ามันเป็นเรื่องตลก หรือ มีเรื่องอะไรที่น่าสนใจมากกว่านั้น

“นมัสการจ้าวหลวงตา”

“อืมๆ พามันมาก็ดีแล้ว กูรอมันเสียนาน” หลวงตาไม่ได้สนใจใคร ท่านเพียงแต่พยักหน้ารับแล้วหันไปมองปุณอีกครั้งด้วยสายตาที่วูบไหว

“พามันขึ้นมา” หลวงตาเหมเปรยตาขึ้นไปยังกุฏิเรือนไม้เก่าๆ ที่ใกล้จะพุพังเต็มทน คนเป็นพ่อและแม่พาร่างของปุณที่ถูกมัดไว้ให้เดินตามหลวงตาขึ้นไป

หลวงตาเหมท่านเป็นคนมีวิชาคาถาอาคม บ้างก็ว่าท่านเคยเป็นโจรมาจากภาคใต้ แล้วมาบวชเพราะกลับตัว ไม่ว่าท่านจะเป็นใครมาจากไหน แต่ท่านเป็นพระที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ ครอบครัวของปุณเองก็เช่นเดียวกัน

หลวงตาแหมอายุย่างเข้า ๙๐ บวชมากว่า ๕๐ พรรษา แต่ทว่าร่างกายท่านกลับแข็งแรงยิ่งกว่าคนอายุ ๖๐ ท่านเดินตรงดิ่งไปยังห้องพระเก่าแก่ นั่งขัดสมาธิอยู่หน้ารูปปั้นพระประธานเก่าแก่

“ลูกผมมันเป็นอะไรครับหลวงตา”

“นั้นกะจ้าว” คนเป็นพ่อและแม่ถามหาคำตอบจากหลวงตาด้วยความเป็นห่วง ทว่าแม่อุ๊ยคำกลับนั่งพับเพียบอย่างนิ่งๆ ไม่แสดงอารมณ์หรือท่าทีใดใด

“ลูกมึงน่ะรึ”

“เจ้า/ครับ” ดวงตาม่นมองไปยังปุณที่ตอนนี้โดนแก้เชือกเรียบร้อยแล้ว หลวงตาท่านเป็นคนแก้มัดเชือกนั้นให้ด้วยความสงสาร

“มันก็แค่โดนผีเข้า”

“แค่กะจ้าว คือจะใดจ้าว”

“ผีที่เข้ามัน เป็นแค่สัมภเวสีทั่วไป”

“แบบอั้นค่อยสบายใจขึ้นน้อยจ้าว”

“หึ มึงคิดว่ามันง่ายอย่างนั้นรึ” หลวงตายิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย ท่านเด็ดใบพลูขึ้นมาพับเป็นม้วนแล้วทัดไปที่หู ในปากเคี้ยวหมาก หลับตาสักพักเพื่อใช้สมาธิ

“ออกวัดไป เดี๋ยวก็โดนผีตัวใหม่เข้า เข้าๆ ออกๆ จนกว่าเจ้าของผีที่แท้จริงมันจะยอม”

“แล้วจะทำยังไงดีครับ” คนเป็นพ่อถาม

“ก็ต้องช่วยมันล้างอาถรรพ์ แต่ว่ากรรมมันหนักนัก เกรงว่าจะยาก”

แม้ปากท่านจะพร่ำบอกว่ายาก แต่ทว่ารอยยิ้มที่หลวงตายิ้มออกมา มันกลับดูเย็นยะเยือก เหมือนกับว่า มันจะไม่จบแค่นี้

“แล้วจะช่วยปุณได้ยังไงจ้าว พอจะมีทางแก้ก่อจ้าวหลวงตา”

“หึ มันก็ต้องมีสิวะ แต่”

“แต่?”

“ผีที่บ้านมึงเลี้ยงไว้ มันเป็นนายผีที่ตามรังควานลูกมึง ถ้าอยากจะแก้ มึงจะต้องกำจัดผีที่โครตเง้ามึงเลี้ยงมา มึงจะยอมไหม?” จันทิมาไม่เคยรู้มาก่อนว่าต้นตระกูลของตัวเองเคยเลี้ยงผีมาก่อน เธอไม่เคยเลี้ยงผีพวกนั้น เธอหันหน้าไปยังแม่อุ๊ยคำที่กำลังนั่งมองมาที่พวกเขาด้วยสายตาว่างเปล่า ไม่นานแม่อุ๊ยคำก็นั่งร้องไห้ออกมาอย่างเงียบๆ

“ผีกะ แม่นก่อจ้าว?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป