บทที่ 6 ภาคปฐมบท บทที่ ๕
“ผีกะ แม่นก่อจ้าว?”
แม่อุ๊ยคำถามออกมาทั้งน้ำตา แม่ท่านรับรู้มาตลอดว่าต้นตระกูลของตนนั้นเคยเลี้ยงผีกะมาก่อน แต่มันดันจบลงที่รุ่นของแม่อุ๊ย ท่านปฏิเสธที่จะรับขันผีมาเลี้ยง กลับกันท่านยังเอาไปลอยทิ้งที่แม่น้ำ ไม่คิดมาก่อนว่ามันจะกลับมาทำร้ายหลานชายของตัวเอง
“อืม เป็นอย่างนั้น” หลวงตาเหมพยักหน้า ท่านใช้เวลานั่งทำสมาธิทางไหนไม่นานก็เป็นอันรับรู้ ตั้งแต่เจ้าปุณเกิดมา ท่านเฝ้ามองมันด้วยความรัก ท่านมองเห็นเหตุการณ์อดีตทั้งหมดที่เกิดขึ้น พวกเขาทั้งหมดเคยทำเวรทำกรรมร่วมกันมา ชาตินี้จึงหนีกันไม่พ้น
“แล้วข้าเจ้าควรจะยะจะใดดีต่อจ้าว”
“กูช่วยหลานมึงไม่ได้” หลวงตาเหมบอกเช่นนั้น ทำให้คนเป็นแม่และยายต่างร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดที่ไม่สามารถช่วยคนที่รักได้ แล้วหากไม่มีทางแก้ละ พวกเขาต้องทำยังไง ปุณต้องตายอย่างนั้นหรือ คนเป็นแม่ไม่อยากเห็นลูกตายก่อนหรอก หากเลือกได้หล่อนยอมเจ็บและยอมตายเองเสียดีกว่า
“ต้นตระกูลเอ็งเคยเลี้ยงผีกะมันมาก่อน เอ็งต้องทำใจ ผีกะตัวนั้นมันให้พวกเอ็งมาทุกอย่าง ทั้งทรัพย์สินเงินทอง ความสะดวกสบาย ถึงเวลาแล้วที่มันจะเอาคืน ก่อนหน้านั้นมันก็เคยขู่หลานมึงให้รับมันแต่ว่าหลานมึงมันไม่ยอมรับ มันถึงได้ตามรังขวานแบบนี้”
“ผีกะมันคือผีหยังจ้าว” จันทิมาถาม เวลานี้ลูกชายของเธอสลบไปเสียแล้ว ตั้งแต่ย่างกรายขึ้นมาบนกุฎิของหลวงตา ปุณก็มีท่าทีอ่อนแรงลงแล้วสลบไปในที่สุด
“มันก็คือผีที่บรรพบุรุษมึงเคยเลี้ยงมา แรกๆ มันก็ให้โชคให้ลาภ แต่หากไม่เลี้ยงมันให้ดีมันก็แว้งทำร้ายคนในครอบครัวแล้วกินตับไต้ไส้พุงคนที่เลี้ยงมัน เลี้ยงดีก็ให้คุณ เลี้ยงไม่ดีก็ให้โทษ แต่โครตเหง้ามึงมันเลี้ยงผีกะยักษ์ ยิ่งต้องแรงกว่าผีกะทั่วไป”
หลวงตาท่านมองเห็นอดีตชาติของต้นตระกูลแม่อุ๊ยคำ บรรพบุรุษเคยเป็นตระกูลหมอยามาก่อน แต่ทว่าลูกหลานท่านทำผิด ไม่สามารถร่ำเรียนตามตำราได้ จึงหันหน้าเขาสู้การเล่นคาถาอาคม ยอมเลี้ยงผีเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ สุดท้ายคนรุ่นลูกรุ่นหลานจึงต้องสืบทอดผีกะมาอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะไม่ได้เต็มใจ
หลวงตาเหมเล่าเรื่องผีกะให้กับครอบครัวของปุุณฟัง แต่ก็ไม่ได้เล่าให้ฟังทั้งหมด อดีตก็คืออดีต ไม่ได้สำคัญ ท่านคิดเช่นนี้ ท่านมียานวิเศษ สามารถล่วงรู้อดีตและอนาคตได้ หลวงตาท่านมองไปยังปุณที่นอนสลบสไหลด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ไม่นานหลวงตาท่านก็หยิบเบี้ยแก้และตระกรุดอันหนึ่งที่ดูสภาพแล้วน่าจะอยู่มาหลายยุคหลายสมัยให้กับสิมันต์ พ่อของปุณ
“เอาห้อยคอลูกมึงไว้ ของนี่ช่วยได้ไม่เยอะ แต่ก็ช่วยได้”
“ขอบคุณครับหลวงตา”
“มันเป็นกรรม กรรมของใครของมัน ผู้นั้นก็ต้องรับและแก้เอง”
“หลวงตา ข้าเจ้ากราบละจ้าว ช่วยหลานข้าเจ้าจิ่ม” แม่อุ๊ยคำก้มลงกราบหลวงตา หวังให้ท่านช่วยหลานชายของตัวเอง จันทิมาและสิมันต์เมื่อเห็นดังนั้นก็ก้มกราบตาม พวกเขารักปุณมากจริงๆ ปุณเป็นเด็กดีของครอบครัวมาตลอด ไม่ควรต้องมาเจอเรื่องร้ายๆ อะไรแบบนี้
หลวงตาท่านได้แต่ส่ายหน้า อนิจจา ชีวิตของมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง
“มันยังจะต้องเจออีกเยอะ แล้วจะแรงกว่านี้ กูช่วยมันไม่ได้ ไมได้หมายความว่าคนอื่นจะช่วยไม่ได้”
หลวงตาเหมหลับตาพูด อันที่จริงท่านเป็นพระ ท่านไม่ควรยุ่งกับกรรมคนอื่น ท่านมองไปยังปุณก่อนจะถอนหายใจ ยังไงปุณก็เคยเป็นลูกของท่านมาก่อน ไม่ว่าชาติไหน ท่านก็พร้อมจะช่วย แต่ทว่าชาตินี้ท่านกลับช่วยไม่ได้
“ใครจ้าว ใครที่จ่วยลูกจันได้” จันทิมาถาม น้ำตาที่เคยไหลเธอเช็ดมันออกเมื่อได้ฟังข่าวดี ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ที่ไหน เธอจะตามหาให้ได้ ไม่ว่ายังไงก็ต้องช่วยชีวิตของปุณให้ได้
หลวงตาท่านนำวันเดือนปีเกิดของปุณขึ้นมาทำนายดวง ไม่นานท่านก็ยิ้มออกมาอย่างสบายใจ ในที่สุดก็เจอคนที่ช่วยเหลือเจ้าปุณมันได้ คนที่ทำเวรทำกรรมร่วมกันมา ย่อมต้องเป็นคนแก้ นั่นแหละถูกต้องที่สุดแล้ว
บนโลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ มีแต่เวรกรรม หรือ บุพเพสันนิวาส ก็เท่านั้น
“ไอ้สิน มันชื่อไอ้สิน มันเป็นลูกศิษย์ของกู” หลวงตาหยิบรูปถ่ายเก่าๆ ของผู้เป็นลูกศิษย์ของตนในวัยหนุ่มให้กับสิมันต์พร้อมกับกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆ ที่ถูกวาดเป็นแผนที่ ที่อยู่ของลูกศิษย์เอาไว้
“ไปหามัน มันเพียงคนเดียวที่จะช่วยลูกของมึงได้ กูดูดวงชะตาของลูกมึงไว้แล้ว ยังไงก็มีเพียงไอ้สินเท่านั้นที่ช่วยได้ แล้วจำคำกูไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าได้กลัวมันเป็นอันขาด”
หลวงตาเหมท่านทราบดีว่าปุณในเวลานี้ไม่ได้โดนแค่ผีกะและสัมภเวสีที่ตามรังขวาน ปุณยังโดนของมาอีก แต่ท่านเป็นพระไม่สามารถยุ่งเกี่ยวได้ ให้คนที่เขาเป็นคู่ชะตากันแก้ไขให้ นั่นเป็นหนทางที่ดีที่สุดและถูกที่สุด
“หากมันตื่นขึ้น จงบอกมันเสีย ต่อไปนี้ระวังตัวให้ดีดี อย่าได้ประมาทเป็นอันเด็ดขาด”
“อื้อออออออออออออ”
ปุณลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง พบว่าตัวเองได้นอนอยู่บนเตียงของตัวเองภายในห้อง ความรู้สึกปวดเนื้อปวดตัวและเจ็บแสบเกิดขึ้นตามร่างกาย ดวงตากลมโตแหงนมองเพดานห้องด้วยสายตาที่งุนงง
‘นี่เกิดอะไรขึ้นกับเขากัน?’
“ตื่นแล้วกะลูก แม่เป็นห่วงขนาด” แม่อุ๊ยคำถามหลานชายหัวแก้วหัวแหวนด้วยความเป็นห่วง ตั้งแต่กลับมาจากวัดแม่อุ๊ยคำก็นั่งเฝ้าผู้เป็นหลานชายด้วยความเป็นห่วง สิมันต์และจันทิมาพากันออกไปตามหาข่าวของลูกศิษย์หลวงตา ทิ้งให้ปุณอยู่กับแม่อุ๊ยคำเพียงลำพัง
“นี่เกิดอะไรขึ้นกันครับ?” ปุณลุกขึ้นนั่ง มองไปยังร่างกายของตัวเองที่มีแต่ร่องรอยของการถูกมัด เนื้อตัวมีทั้งรอยจ้ำสีแดงและรอยฟกช้ำ ที่คอก็มีเบี้ยแก้และตระกรุดห้อยอยู่เต็มคอ ปุณตื่นขึ้นมาด้วยอาการงงงวย ภาพล่าสุดคือตัวเองเจอกับผีหัวขาด แล้วจู่ๆ ก็ภาพตัดทั้งหมด ปุณไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง อาการเจ็บแสบไม่ได้มีแค่ที่ตัวแต่ยังเจ็บแสบที่หน้าผาก เหมือนโดนของแข็งตกใส่
“ปุณโดนผีเข้านะลูก”
“แล้วโดนได้ยังไงครับ ปุณเป็นอะไรไหม แล้วทำร้ายใครรึเปล่า แล้วตอนนี้ผีออกยังครับ แล้วปุณต้องทำยังไง จะแก้ยังไงครับ” ปุณรัวคำถามใส่แม่อุ๊ยคำเป็นพัลวัน ด้วยความตกใจจึงรัวคำถามใส่เป็นชุด จนแม่อุ๊ยคำที่นั่งฟังต้องอ้าปากค้าง ไม่รู้ควรจะตอบคำถามไหนก่อนดี
“ใจเย็นนะลูก” แม่อุ๊ยคำเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ปุณฟัง เอาเข้าจริงๆ ท่านก็ไม่ได้อยากให้หลานชายของตัวเองต้องรับรู้ แต่นี่มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย มันทำร้ายปุณ ท่านไม่อยากให้หลานชายรับรู้ เพราะเกรงว่าปุณจะกลัว แต่ยังไงก็ต้องบอก เพราะจะได้แก้ไขให้ถูกต้อง
ท่านไม่อยากเห็นคนที่รักต้องเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว
หลังจากที่แม่อุ๊ยคำเล่าเรื่องทั้งหมดให้ปุณฟัง ปุุณก็ขอตัวนอนพักผ่อนต่อ ไม่อยากให้แม่อุ๊ยต้องทนนั่งเฝ้าให้ปวดหลังเลยพาแม่อุ๊ยกลับไปส่งที่ห้องนอน
ช่วงเวลาเกือบสองทุ่มปุณกลับเข้าห้องนอนของตัวเองอีกครั้ง ล้มตัวนอนบนที่นอนหลังจากอาบน้ำเสร็จ ปุณนอนเอามือก่ายหน้าผาก คิดถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ชาตินี้ทั้งชาติเขาไม่เคยทำเรื่องร้ายๆ ทำกรรมอะไรมาก่อน ทำไมผลบุญที่ทำมาถึงไม่ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากเรื่องพวกนี้ แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่สามารถช่วยเหลือปุณได้
มีแต่คนผู้นั้นที่ช่วยปุณได้ คนที่หลวงตาเหมท่านแนะนำมา คือคนเดียวที่จะช่วยปุณได้ มืดเรียวยกมือขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง น้ำตาไหลรินอาบแก้มสวยทั้งสองข้าง ปุณเหนื่อย เหนื่อยเหลือเกิน กับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น
เมื่อไหร่มันจะจบสิ้นเสียที
พรุ่งนี้เรื่องราวร้ายๆ ทั้งหมด มันจะจบลงรึเปล่า
'ที่นี่ที่ไหนเนี่ย?' ปุณยืนเคว้งคว้างด้วยความมึนงงท่ามกลางสถานที่ที่เขาไม่รู้จัก ต้นกาสะลองรายล้อมอยู่รอบๆ ตัว เขายืนอยู่บนถนนดินลูกรัง สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นกาสะลองและต้นสารภี ปุณมองไปยังทางข้างหน้า สถานที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกคุ้นเคย เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่ยิ่งคิดเท่าไหร่ก็ยิ่งคิดไม่ออก
ความรู้สึกของปุณในเวลานี้ มันไม่ใช่ความรู้สึกตกใจหรือหวาดกลัวเหมือนอย่างที่เคยเป็น แต่กลับให้ความรู้สึกผูกผันกับสถานที่แห่งนี้อย่างบอกไม่ถูก
'นั่นใครกัน'
ดวงตาเรียวคมมองไปยังเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เดินออกมาจากป่าต้นสารภี เด็กหนุ่มตรงหน้าอายุน่าจะน้อยกว่าปุณ ๒-๓ ปี
“น้องครับ” ปุณเดินอ้อมไปยืนข้างหน้าเด็กหนุ่ม ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ
'นี่มันเขานี่!'
เด็กหนุ่มตรงหน้ารูปร่างหน้าตาเหมือนปุณแทบจะทุกอย่าง ต่างกันที่ส่วนสูงเพราะปุณดูสูงกว่าเด็กคนนี้นิดหน่อย ใบหน้ามนกลม ปากนิดจมูกหน่อย ดวงตาเรียวคม ผมสั้นประมาณต้นคอถูกทัดอยู่ข้างหูพร้อมกับทัดดอกจำปา เด็กคนนี้ดูมีจริตจะก้านยิ่งกว่าเขา
“นี่! ได้ยินพี่ไหม”
“...” ไม่มีเสียงตอบรับ... เด็กหนุ่มตรงหน้าได้แต่มองปุณผ่านไปราวกับมองไม่เห็น ปุณเว้นทางเดินให้เด็กคนนั้นเพราะกลัวจะเดินชนกัน แต่อีกฝ่ายกลับเดินผ่านตัวเขาไปเสียดื้อๆ ตัวของปุณโปร่งแสงสีทอง ราวกับต้องมนต์ ยกสองแขนตัวเองที่โปร่งใส่ขึ้นมาดู ถึงจะน่าตกใจแต่ไม่ได้รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย แต่นั้นกลับทำให้ปุณรู้สึกสงสัย
ปุณเดินตามเด็กหนุ่มตรงหน้าไป ไม่นานจุดหมายปลายทางก็ถึงหน้าบ้านไม้เรือนไทยยกสูงแห่งหนึ่ง เด็กคนนั้นชูขนมในมือขึ้น รอยยิ้มสดใสฉายอยู่บนหน้า
‘นี่บ้านใคร? แล้วเอาขนมไปให้ใครกัน’
ปุณถามกับตัวเอง ไม่วายที่จะเดินตามขึ้นบ้าน เด็กหนุ่มคนนี้ไม่เห็นปุณจริงๆ ด้วย หากว่าเห็นปุณจริงคงจะด่าปุณตั้งแต่ปุณเดินตามอีกฝ่ายมาแล้ว
“อ้าย อ้ายภพ วันนี้น้องยะขนมต้มมาฝาก” เสียงหวานเอ่ยเรียกคนที่อยู่ในห้อง 'อ้ายภพงั้นหรอ?' ปุณสงสัย เด็กหนุ่มคนนั้นเดินตรงไปที่ห้องครัว หยิบเอาจานขึ้นมาใส่ขนม ทุกกิริยาท่าทางล้วนอยู่ในสายตาของปุณ ปุณเดินตามอีกฝ่ายไปเรื่อย ๆ เห็นกองผ้าที่ถูกแช่ไว้ในกะละมัง คงจะเป็นของเจ้าของบ้านที่นำมาแช่ไว้
เด็กหนุ่มคนนั้นตั้งใจซักผ้าที่อยู่ในกองผ้านั้นเป็นอย่างดี สงสัยคงจะรักคนที่ชื่อภพคนนั้นมาก ถึงได้ยอมทำทุกอย่างให้ ทั้งเอาขนมมาให้ ทั้งซักผ้าให้ เด็กนี่ล้วนทำให้ทุกอย่าง
“อ้ายภพจ๋า น้องเตรียมขนมไว้หื้อนอกครัวนี้เน้อ” เมื่อซักผ้าเสร็จเด็กหนุ่มคนนั้นก็เอาขนมที่ตัวเองจัดใส่จานไปวางไว้ในตู้กับข้าวให้ เพราะถ้าหากยังเอาวางทิ้งไว้แบบนี้ ขนมคงได้บูด
ไม่มีเสียงตอบรับจากในห้อง ทำให้เด็กหนุ่มใจคอไม่ดี สายป่านนี้แล้วทำไมอ้ายภพยังไม่ออกจากหอนอน สลัดผ้าในมือทิ้งอย่างไม่ใยดี รีบวิ่งเข้าไปยังหอนอนคนที่ตนรัก เด็กคนนั้นวิ่งเร็วจนปุณเองตามไม่ทัน
เสียงวิ่งดังสนั่นไปทั่วทั้งเรือน พาลทำให้สัตว์เล็กใหญ่ที่อยู่แถวนั้นแตกตื่น เด็กคนนั้นวิ่งไปในหอนอนไม่ทันไร...
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”
“อ้ายภพ อ้ายอย่าเป็นอะหยังเน้อ” เสียงกรีดร้องดังออกมาจากภายในห้องนอน ปุณที่เดินตามเข้าไปเห็น ตกใจอย่างสุดขีด ภาพที่เห็นอยู่หน้า มันไม่ใช่ห้องนอนทั่วไป แต่เป็นห้องพระที่อยู่ในห้องนอน
แต่ภาพที่ทำให้ปุณใจแทบสลาย คือร่างของชายคนหนึ่งที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของเด็กหนุ่มที่หน้าเหมือนตน ชายคนนั้นสักยันต์อักขระเต็มตัว นอนตัวซีดอยู่กลางห้อง ทั่วทั้งตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ดวงตา จมูก ปาก แม้กระทั่งซอกเล็บมีเลือดออกทุกรูทวาร
ปุณมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่บีบรัด รู้สึกแน่นหน้าอกเหมือนใครกำลังบีบหัวใจของเขาอยู่ ดวงตากลมโตเริ่มพร่าเลือนมองเห็นอะไรไม่ชัดด้วยน้ำตาที่กำลังบดบัง ใช่ ปุณ กำลังร้องไห้ รู้สึกเจ็บปวดยามที่เห็นชายคนนั้น
“อ้ายภพ! อ้ายตื่นขึ้นมา ฮึก น้องจะพาอ้ายไปโรงหมอ”
ตึก ตึก ตึก
เสียงหัวใจเต้นสั่นระรัว เด็กหนุ่มพยายามเรียกชายอันเป็นที่รัก ดวงตากลมโตร้องไห้ออกมาอย่างไม่ขาดสาย ปุณที่มองอยู่ไกลๆ ก็รู้ได้ว่าชายคนนั้นได้ตายไปแล้ว ร่างกายที่ซีดเซียว คราบเลือดที่แห้งกรังติดอยู่กับพื้นไม้ บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าอย่างน้อยชายคนนี้ก็ตายมาหนึ่งวันกว่าแล้ว
“ไหนอ้ายบอกว่า ฮึก อ้ายฮักน้อง อ้ายจะบ่ทิ้งน้องไป ฮืออออออ”
เด็กหนุ่มกอดร่างชายคนนั้นไว้จมอก ไม่สนว่าเลือดจะเปื้อนติดตัวมากแค่ไหน ร้องไห้เสียใจจนสะอึกสะอื้นแทบไม่มีเสียง ปุณมองภาพตรงหน้าก็ยิ่งปวดใจเสียยิ่งกว่าเดิม
“ฮึกฮืออ อ้ายภพ อ้ายสัญญากับน้องไว้แล้ว ว่าอ้ายจะฮักน้อง ฮึก ฮือออ จะบ่ทิ้งน้องไป ฮือออออ ทำไมต้องทิ้งน้อง ทำไมต้องทิ้งมาลาคนนี้ตวย ฮือออออ”
ครึกครึ้นนนนน เปรี้ยง!
ฉับพลันทั่วทั้งท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนเป็นความมืดครึ้ม เมฆฝนที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนก่อตัวสูงอยู่เหนือหลังคาบ้าน ไม่นานสายฝนก็พัดเทลงมากระหน่ำอย่างไม่ขาดสาย ไม่รู้ว่าสวรรค์กำลังเสียใจ หรือ กำลังสมน้ำหน้าคนที่กำลังเสียใจอยู่ ก็ไม่รู้ได้
ปุณที่มองอยู่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง เขากลับบ้านไม่ได้ แต่ยิ่งมองดูภาพตรงหน้าก็ยิ่งปวดใจหนักกว่าเดิม อยากจะช่วยชายคนนั้นให้ฟื้นขึ้นจากความตาย แต่ก็ไม่รู้จะต้องทำยังไง
เปรี้ยง!
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมาอยู่รอบๆ ตัวของปุณ แต่ปุณกลับไม่เป็นอะไร ดวงตาคมยังคงจดจ้องเด็กหนุ่มคนนั้นอย่างไม่วางตาแม้ว่าตัวเองจะเจ็บปวดตาม เด็กหนุ่มคนนั้นร้องไห้จนสลบไปกับร่างไร้วิญญาณของชายที่ชื่อภพ มันช่างน่าสงสารและน่าเวทนานัก เขามองออกว่าเด็กหนุ่มรักชายคนนั้นเสียยิ่งกระไร หากตายแทนกันได้ ก็คงยอม
‘ทำไมคนที่รักกัน ถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน’ ปุณเช่นคิดนั้น
เปรี้ยง! ซ่าาาาาาาาาา เปรี้ยง!
เดินลงมาจากเรือนไม้ด้วยสภาพอิดโรยท่ามกลางสายฝนและสายฟ้าที่ผ่าลงมาอย่างไม่ขาดสาย ถึงจะผ่าโดนตัวเขา แต่เขาก็ไม่เป็นอะไร ปุณเดินกลับไปยังเส้นทางเดิน ไม่รู้เลยว่าจะกลับบ้านได้ยังไง แล้วมาที่นี่ได้ยังไง รู้เพียงแค่ว่าตอนนี้เขาเศร้าเหลือเกิน สองขาเรียวยาวเดินไปตามถนนลูกรังที่เวลานี้ฝนตกใส่กลายเป็นถนนโคลน สองขากางเกงโดนน้ำโคลนกระเด็นใส่จนเปรอะเปรื้อน สายตาพร่าเรือนมองไม่เห็นทาง น้ำตาที่ไหลออกมาด้วยความเจ็บปวดกลมกลืนไปกับสายฝนที่ตกลงมา ทำไมเขาต้องมาเจอเรื่องที่หดหู่แบบนี้ด้วย
ปุณเดินไปร้องไห้ไป โดยไม่ทันรู้ตัวเลยว่ามีใครบางคนกำลังเดินตรงดิ่งมาหาเขา ปุณมัวแต่เดินก้มหน้า เห็นปลายเท้าคนตรงหน้า ไม่สวมแม้แต่รองเท้า ชายคนนั้นฉุดรั้งข้อมือของปุณให้เดินตามไป
ปุณจมดิ่งอยู่กับความเศร้า ใครจะลากไปไหนเขาก็ไม่สนใจ ไม่สนแม้แต่คนตรงหน้าจะเป็นผีหรือคน แค่เขามาลากไปไหนเขาก็จะไป
เดินไปเรื่อยๆ ไม่นานถนนเบื้องหน้าจากที่ท้องฟ้ามืดครึ้มก็สว่างโดยฉับพลัน สายฝนที่ตกลงก็มาเริ่มซาลง
“เอ็งไปจากที่นี่เสีย ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเอ็ง เดินตามไปสุดแสง ที่นั้นจะเป็นทางออก”
"...ขะ..ขอบคุณครับ" ปุณหันกลับไปขอบคุณ แต่ทว่าเมื่อหันกลับไปแล้วก็ไม่เห็นใครสักคน แม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าก็ไม่มีสักต้น ทางที่เขาเดินจากมามันมืดเสียสนิท ราวกับว่าเป็นหลุมดำใหญ่ๆ
“รีบๆ กลับไป แล้วอย่ากลับมาอีก ถือว่าข้าขอ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เอ็งควรอยู่”
