บทที่ 7 ภาคปฐมบท บทที่ ๖
“รีบๆ หน่อยปุณ เราจะเดินทางกันแล้ว” คนเป็นพ่อเร่งรีบ กลัวลูกและเมียจะเดินทางนาน
“ครับพ่อ” ปุณเตรียมเสื้อผ้าสำหรับไปทำพิธีกับหมอผีคนนั้น ระยะทางที่นั้นห่างจากบ้านของเขาประมาณ ๘๐ กิโล นับได้ว่าเป็นการเดินทางข้ามอำเภอเลยก็ว่าได้
ปุณเดินทางไปกับแม่เพียงสองคน โดยทิ้งให้พ่ออยู่กับแม่อุ๊ยคำ หากแม่อุ๊ยเป็นอะไรไปตอนกลางค่ำกลางคืน พ่อจะช่วยไว้ได้ทัน เพราะแม่นั้นขับเป็นแต่รถคันเล็ก หากเกิดอะไรขึ้นก็คงจะขับรถไปส่งแม่อุ๊ยไม่ไหว
“ฮักษาเนื้อ ฮักษาตัวนะลูก”
“ครับแม่อุ๊ย แม่อุ๊ยก็ดูแลตัวเองดีดีนะครับ”
“เจ้า” หลังจากที่อำลาอาลัยกับแม่อุ๊ยเสร็จ ปุณกับแม่ก็รีบออกเดินทางทันที ทั้งคู่พากันออกเดินทางในช่วงเวลาบ่ายกว่าๆ เพราะจันทิมาจำเป็นจะต้องอยู่จัดการงานที่บ้านและอยู่จัดการธุระที่ปางไม้ให้เสร็จก่อน
ครอบครัวของปุณนั้น ทำอาชีพค้าไม้ ที่บ้านทำโรงไม้ส่งออกให้กลับโรงงานแปรรูปเฟอร์นิเจอร์ ทั่วทั้งจังหวัดบ้านของเขาถือว่ามีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง ว่าปางไม้ที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอคงไม่พ้นปางไม้พ่อเลี้ยงสิมันต์
“เมื่อวานแม่กับป้อไปสืบมา เขาว่าหมอสินที่หลวงตาแนะนำ เขาเก่งขนาด ผีกะผีปอบเปิ้นปราบได้หมดนะลูก”
“หรอครับ”
“อืม ชาวบ้านเปิ้นว่าป้อหมอนะ ใจ๋ดีขนาด บ่เคยขู่เอาตังใครเลยเน้อ”
“งั้นก็คงใจดีเหมือนที่แม่ว่าแหละครับ แต่จะใจดีจริงรึเปล่า ต้องรอเจอก่อนครับ” จันทิมาโอ้อวดสารพัดว่าพ่อหมอคนที่พวกเขากำลังจะไปหานั้น จิตใจดีถึงเพียงใด จนปุณเองที่ได้ฟังก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ไม่อยากขัดใจคนเป็นแม่
“แม่ว่าเขาจะยอมช่วยปุณไหมครับ” ปุณเป็นกังวลใจ กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ช่วย เขานั่งคิดนอนคิดทั้งคืนว่าตัวเขาจะผ่านเรื่องราวร้ายๆ พวกนี้ไปได้ยังไง ปุณไม่อยากจะเจอเรื่องราวร้ายๆ แบบนี้อีกแล้ว
“จ่วยก่ะลูก เป็นหยังจะบ่จ่วย”
คนเป็นแม่เอ่ยให้กำลังใจลูกชาย โดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วพ่อหมอจะช่วยลูกชายของเขาได้ไหมถึงแม้ว่าหลวงตาท่านบอกว่าลูกศิษย์คนนี้สามารถช่วยได้ก็ตาม
เธอหวังว่าอีกฝ่ายจะยอมช่วยลูกของเขา
ตั้งแต่เด็กจนโตจันทิมาเลี้ยงลูกชายคนนี้ให้เติบโตเป็นคนดีแม้แต่พูดคำหยาบก็ไม่เคยสอน ไม่เคยพูดให้ลูกได้ยินเลยสักคำ เธอรักและห่วงใยลูกคนนี้เอามากๆ หากเลือกได้เธออยากจะเป็นฝ่ายเจ็บเองเสียมากกว่า
ระหว่างทางที่ขับรถมาทั้งคู่ก็ไม่ค่อยชินทางเท่าไหร่ ได้แต่แวะปั๊มแวะร้านค้าข้างทางเพื่อถามทางก็เท่านั้น
“ถ้าถึงดึก เราจะค้างที่ไหนกันครับแม่”
“เอาไว้ถึงค่อยกึดลูก” ไม่มีแม้แต่การวางแผนข้างหน้า คนเป็นแม่ในใจอยากจะให้ถึงไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยที่ต่างคนต่างไม่คิดเลยว่า ถ้าถึงที่นั่นดึก จะทำยังไงกัน
สองคนแม่ลูกใช้เวลาขับรถนานกว่า ๕ ชั่วโมง ถือว่าใช้เวลานานมากเมื่อเทียบกับระยะแค่ ๘๐ กิโล ถ้าถามว่าทำไมถึงใช้เวลาเดินทางนานขนาดนี้ บอกได้เลยว่า หลงทาง!
ช่วงเวลาหนึ่งทุ่มกว่า ทั้งคู่ยังอยู่ที่ถนนทางสามแพร่งก่อนเข้าหมู่บ้าน ตรงไปอีกนิด จะมีทางเข้าหมู่บ้าน ๓ ทาง ทั้งคู่ไม่รู้จะไปทางไหน จะถามชาวบ้านก็ไม่มีใครผ่านมา น่าแปลกใจที่ยังไม่ดึก แต่กลับไม่มีชาวบ้านผ่านทางมาเลยสักคน
พรึ่บ! นกแสกตัวใหญ่บินมาจากป่าละแวกข้างทาง ตรงดิ่งมาเกาะอยู่กระจกหน้ารถเก๋งคันงาม มันส่งเสียงร้องระงมจนคนในรถตกใจ นกตัวใหญ่สีขาวโพลนตัวเท่าแมวตัวใหญ่ ดวงตาสีแดงกล่ำ นั่งจ้องตาปุณ
“มะ..แม่ นกอะไรอะ” ปุณถามแม่ด้วยความหวาดกลัว น้ำเสียงสั่นเครือ มองนกตัวนั้นด้วยความกลัว มันจ้องเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ปุณมองยังไงมันก็ไม่ใช่นกทั่วไป ลำตัวมันใหญ่มาก หากจ้องหน้ามันดีดีหน้ามันดันคล้ายๆ คน
“ชู่วว อย่าทัก” คนเป็นแม่รีบเอามือปิดปากลูกชายตัวเองทันที เธอเองก็เห็นเหมือนกัน แต่กลับกันเธอไม่ได้เห็นเป็นนก เธอเห็นเป็นยายแก่ๆ กำลังนั่งยองๆ อยู่บนฝากระโปรงหน้ารถ ผมเพ้ารุงรังสีขาวโพลน นั่งเคี้ยวหมากจ้องไปยังลูกชายของเธอ โบราณทักบอกว่า ขับรถเวลากลางคืน เห็นอะไรอย่าทัก
“ขับรถต่อไปลูก” คนเป็นแม่ที่มีสติหันไปบอกลูกชายตัวเองให้ขับรถตรงไป
“ไปทางไหนดีครับแม่ ซ้าย ขวา กลาง” ถนนเบื้องหน้าเป็นทางแยก๓ทาง ปุณไม่รู้จะไปทางไหน จึงถามคนเป็นแม่ แต่เมื่อมองหน้าแม่แล้ว ปุณแอบเห็นคนเป็นแม่กำลังนั่งร้องไห้ ท่านคงเห็นอะไรสักอย่างเข้า แต่ไม่พูด ใช่ จันทิมาเธอเห็นยายแก่คนนั้นชี้ไปยังทางซ้าย แต่เธอแสร้งทำเป็นไม่เห็น เธอใช้ชีวิตมาสี่สิบกว่านี้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอมองเห็นผี
“ไปตางขวาลูก” ทันทีจันทิมาบอกให้ปุณขับรถไปทางขวา วิญญาณผีร้ายตรงหน้าก็หันมาจ้องจันทิมาทันที มันจ้องเธอราวกับโกรธแค้น ก็แหงสิ มันบอกให้ไปทางซ้าย แต่เธอดันไปคนละทางที่มันบอก จะไม่ให้มันโกรธได้ยังไง
มันชี้หน้าจันทิมาด้วยอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด เธอไม่ได้มองไปที่มัน เธอกลับมองตรงดิ่งอย่างผ่านๆ ไป ราวกับว่าทำให้รู้ว่าจันทิมามองไม่เห็นมัน ปุณขับรถตรงเข้าไปเรื่อยๆ รู้สึกโชคดีที่มาทางนี้ เพราะทันทีที่เลี้ยวเข้ามาก็เจอบ้านคนเรียงอยู่เต็มไปหมด บางหลังก็เปิดไฟ บางหลังก็ปิดไฟเต็มไปหมด เขาไม่ได้ลงไปถามทางว่าบ้านพ่อหมอไปทางไหน เพราะรู้สึกมั่นใจในโชคตัวเองว่าถ้าตรงไปอีกนิดคงจะเจอเอง อย่างน้อยก็คงมีป้ายบอกหน้าบ้านเหมือนตำหนักอื่นๆ ปุณคิดแบบนั้น
ขับไปอีกหน่อยผ่านพ้นบ้านคน เป็นถนนที่มุ่งสู่ทางไปทุ่งนา สองข้างทางได้ยินแต่เสียงวัวเสียงควายที่ถูกมัดอยู่ในคอกกลางทุ่ง อากาศรอบๆ ตัวเริ่มเย็นลง ไอหมอกเริ่มลงในช่วงเวลากลางคืน
“เอาไงต่อดีแม่ ข้างหน้าก็เป็นทุ่งนาแล้วนะครับ”
“ปิ๊กดีก่อลูก ปิ๊กไปตางตี้มา” จันทิมาเริ่มใจคอไม่ดี อยากจะกลับบ้านเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่พวกเธอสองคนแม่ลูกก็มาไกลเต็มทน วันนี้แทบครึ่งค่อนวันเสียเวลาไปนานโข เพราะมัวแต่หลงทาง มีแต่อุปสรรคขัดขวางไปเสียหมด
กุกริ้๊ง กริ๊ง เสียงกระพวนดังมาจากทางข้างหน้า แม้หมอกจะลงจัดแต่ก็ทำให้มองออกได้ ชายคนหนึ่งรูปร่างกำยำกำลังเดินจูงควายตัวใหญ่อ้วน ชายคนนั้นถอดเสื้อสวมใส่กางเกงขาก๊วย บนอกแกร่งสักยันต์อักระต่างๆ ที่ปุณเองก็ไม่รู้จัก ไฟจากหน้ารถส่องไปยังชายคนนั้น แขนแกร่งยกขึ้นบดบังแสงไฟจากหน้ารถ
ปุณและแม่เมื่อเห็นผู้ชายคนนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก กิริยาทาท่างที่ผู้ชายคนนั้นแสดงออก ดูยังไงมันก็เป็นคนแน่นอน แต่คงกำลังจะพาควายไปเข้าคอกกระมัง
“เราลงไปถามทางเขาดีไหมแม่”
“ก็ดีนะลูก แต่ระวังตัวตวยเน้อ”
“ครับ”
กุกริ้๊ง กุกริ๊ง เมื่อแม่ไม่ห้าม ปุณก็เปิดกระจกลงจากลงทันที เดินตรงดิ่งไปยังผู้ชายคนนั้น เสียงกระพวนที่ดังมาจากควายตัวใหญ่ก็ยิ่งเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ พาลทำให้บรรยากาศเริ่มไม่น่ากลัว
“คุณครับ บ้านพ่อหมอสินไปทางไหนครับ” หมอกลงอย่างหนาจัด ทำให้ปุณมองเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นไม่ชัด เดินไปใกล้ๆ อีกนิด ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“นี่คุณ!....” ไม่ทันจะได้พูดอะไรสติที่มีก็เริ่มลางเลือน ปุณหมดสติไป ณ ขณะนั้น
“อื้ออออออออออ”
ปุณลืมตาตื่นขึ้นด้วยความงัวเงีย อาการหนักอึ้งที่เปลือกตาและศรีษะเหมือนโดนค้อนทุบทุบเข้าอย่างจัง พยายามลุกขึ้นแต่ก็ต้องล้มตัวนอนลงอีกครั้งด้วยอาการบ้านหมุน
“ปุณตื่นแล้วกะลูก เป็นจะไดพ่อง” จันทิมารีบพุ่งตัวเข้ามาหาลูกชายอันเป็นที่รัก เธอวางถ้วยข้าวต้มไว้บนโต๊ะข้างเตียง กลิ่นหอมของข้าวต้มในยามเช้า หอมลอยมาแตะจมูกคนที่พึ่งตื่นนอน
“อึก หิว!” ปุณโพร่งออกมาอย่างหัวเสีย จู่ๆ ในความคิดก็รู้สึกเหมือนตัวเองหิว แต่ก็ไม่รู้ว่าหิวอะไร ระหว่าง เลือดสดๆ หรือว่าข้าวต้มที่แม่ยกมา ส่ายหน้าให้กับความคิดแปลกๆ ของตัวเอง
“อ่ะ ถ้าหิวก็กิ๋นเลยลูก กินตอนฮ้อนๆ นี่” จันทิมาลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง ในถือชามข้าวต้ม ตักข้าวต้มพอดีคำ หมายจะป้อนลูกชาย
อึก ทันทีที่ได้กลิ่นข้าวต้มที่อยู่ตรงหน้า ก็เริ่มมีอาการแปลกๆ ปุณมั่นใจมากว่าเขาได้กลิ่นหอมของข้าวต้มที่แม่ทำ แต่ร่างกายมันกลับต่อต้าน
เพล้ง!
ปุณปัดช้อนข้าวต้มทิ้งจนมันหล่นลงพื้น สร้างความตกใจให้คนเป็นแม่ ลูกเธอไม่เคยทำกิริยาเช่นนี้มาก่อน
อึก อ้วกกกกกก
กลิ่นหอมของข้าวต้นคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง ทำให้ปุณอ้วกออกมา เหมือนร่างกายและความคิดของปุณมันตีกัน ใจหนึ่ง รู้สึกว่ามันหอม แต่กลับกัน ก็รู้สึกเหม็นเน่า
“กูหิว! กูอยากกินเลือด!” ปุณตวาดใส่คนเป็นแม่ บอกความต้องการที่แท้จริงว่าตัวเองนั้นอยากกินเลือด อยากกินของสุกๆ ดิบๆ ปุณไม่รู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เขาเหมือนนั่งอยู่ในห้องมืดๆ มองเห็นตัวเองแสดงอากัปกิริยาทุกอย่าง รู้ทุกความคิด แต่ร่างกายมันกลับแสดงออกอีกอย่าง เหมือนคนที่คุยอยู่ไม่ใช่เขา!
“ปุณจะกิ๋นเลือดได้จะไดลูก มันบ่มีใครกิ๋นกัน!”
“กูจะกิ๋น กรี๊ดดดดดด!” เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ปุณคุ้มคลั่ง อะไรที่อยู่ใกล้ๆ ตัวต่างปาลงพื้น หมอน ผ้าห่ม ถูกโยนลงพื้นด้วยความไม่พอใจ จันทิมาตกใจเป็นอย่างมาก เธอรีบถอยห่างมาอยู่ที่หน้าประตูห้อง ไม่นานก็มีเด็กวัยรุ่นสองคนวิ่งขึ้นมาแล้วพากันล้อมตัวของปุณเอาไว้
“มัดไว้ แล้วพาไปหาพ่อ!”
...ย้อนไป ๘ ชั่วโมงก่อนหน้า...
“นี่คุณ!” ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ริมฝีปากสวยอ้าปากค้าง สองขาเริ่มหมดแรง เตรียมจะถอยหลังหนี แต่ก็ก้าวขาไม่ออก ชายที่อยู่ตรงหน้านั้นรูปร่างหน้าตาเหมือนคนที่ปุณเคยฝันเห็นแทบจะทุกอย่าง ชายคนที่ชื่อ ภพ! คนที่นอนตายอย่างอนาถในบ้านหบังนั้น ชายที่อยู่ในความฝันของเขา!
กริ้ง!
กริ้ง!เสียงกระพรวนที่ห้อยอยู่บนคอควายตัวนั้นยังคงดังอยู่เนืองๆ มันดังขึ้นเหมือนเรียกสติของปุณ
นั่นสิ ในเวลากลางค่ำกลางคืนแบบนี้ใครมันจะไปจูงควายกัน!ปุณที่ก้าวขาไม่ออกได้แต่ยืนอำอึ้ง จะเรียกคนเป็นแม่ที่อยู่ในรถก็เรียกไม่ได้ เสียงที่พยายามจะเปร่งออกมา ก็เปร่งออกมาไม่ได้ ดวงตากลมโตเหลือบมองใบหน้าของผู้ชายคนนั้นอย่างถี่ถ้วน ผู้ชายคนนี้เหมือนคนเสียทุกอย่าง เว้นเสียแต่ว่า ปลายจมูกมันแดงๆ เหมือนส่องแสงไดั
ในมือหนาถือกบถือเขียดอยู่สองสามตัว อีกมือก็ยังคงจูงควาย
ใช่เลย! นี่มันผีโผงชัดๆ!
ปุณที่ตกใจตัวค้าง ทำอะไรไม่ถูก ไม่อาจสัมผัสได้เลยว่ามีพลังงานหนึ่ง กำลังลอยไปลอยมาอยู่ข้างหลังตน เขม่าควันสีดำลอยไปลอยมาอยู่ข้างหลัง มันทะลุเข้าไปอยู่ในร่างปุณที่นิ่งค้างอยู่เข้าอย่างจัง
ปุณเป็นลมหมดสติไป จังหวะเดียวกับที่จันทิมาวิ่งมาดูลูก เธอไม่สนว่าคนที่กำลังจูงควายอยู่นั้นกำลังจะเลือนหายไป
“ฮึก ใครก็ได้ช่วยลูกฉันด้วยจ้ะ!” จันทิมาตะโกนลั่นทุ่ง พยายามกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหล เธอตะโกนครั้งแล้วครั้งเล่า จนสุดเสียง ก็ไม่มีใครได้ยิน ถนนกลางทุ่งนาที่พวกเธออยู่นั้นไม่มีบ้านเรือนสักหลัง มันค่อนข้างห่างไกลจากบ้านคนไปประมาณ ๕๐๐ เมตร เธอหวังแค่ว่าชาวบ้านชาวนาที่ออกมานอนทุ่ง ออกมาใส่กบใส่เขียดที่อยู่แถวนั้นจะได้ยิน
“ใครก็ได้ช่วยลูกฉันด้วย”
อีกครั้งที่คนเป็นแม่พยายามตะโกนอย่างสุดเสียง เธอจับแขนของปุณพยุงพาดบ่า แต่ก็ทำไม่ได้ มันทุลักทุเล เพราะปุณนั้นค่อนข้างตัวใหญ่กว่าเธอมาก เธอร้องไห้เสียใจที่ลูกชายจะต้องมาพบเจอเรื่องราวแบบนี้ นึกโทษสวรรค์ที่กลั่นแกล้งลูกเธอ
“รอแม่อยู่นี้นะลูก เดี๋ยวแม่มา” จันทิมาตัดสินใจทิ้งปุณไว้กลางถนน เธอตัดสินใตจะวิ่งไปหาชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงให้ที่สุด อย่างน้อยถ้าชาวบ้านรู้ จะต้องยอมมาช่วยลูกเขาแน่ๆ
แง๊น แง๊นนนนนนนนนน
เสียงรถเครื่องเก่าๆ ดังมาแต่ไกล จันทิมาเห็นเด็กหนุ่ม ๒ คนที่นั่งซ้อนท้ายกันมาตลอดทางกำลังมุ่งหน้าตรงที่เธอในมือของเด็กหนุ่มพวกนั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์จับปลาคาดว่าจะต้องไปหาปลาที่ทุ่งนาเป็นแน่
ไม่รอช้าเธอรีบโบกมือขอความช่วยเหลือจากเด็กหนุ่ม ๒ คนนั้น ทันทีที่เด็กหนุ่ม ๒ คนนั้นเห็นเธอก็รีบจอดรถมอเตอร์ไซค์แล้วลงไปไถ่ถามทันที
“มีอะหยังครับป้า”
“ลูกป้าหมดสติตรงนั้น ไปผ่อหื้อกำ”
“ครับๆ ขะไจไป” เด็กหนุ่มคนซ้อนท้ายรีบบอกคนขับให้รีบไปดูคนที่นอนเรี่ยราดอยู่บนถนนทันที จันทิมาวิ่งตามมาติดๆ เธอหอบด้วยความเหนื่อยล้า อย่างน้อยก็เป็นโชคดีของเขาสองคนแม่ลูกที่มีคนผ่านมาช่วยได้ทัน
“เร็วๆ ขะใจไปบ้านพ่อ” เด็กหนุ่มคนซ้อนท้ายรีบแบกปุณให้ขึ้นนั่งอยู่ตรงกลาง หลังจากนั้นก็ให้คนเป็นแม่นั่งซ้อนท้าย เขาอาสาที่จะเป็นฝ่ายขับรถเก๋งของปุณตามไปให้
จากระยะทางไปบ้านพ่อของพวกเขาก็ไม่ไกลเท่าไหร่ เด็กหนุ่มที่ชื่อว่าคำจึงอาสาขับรถเก๋งตามไปให้หากจะให้พาคนป่วยนั่งรถเก๋งกลับไปเกรงว่าจะใช้เวลากับรถนานเพราะเส้นทางที่เขากำลังอยู่ ณ ปัจจุบันเป็นถนนเลนเดียวถ้าหากจะกลับรถต้องไปกลับข้างหน้า ที่หมู่บ้านถัดไป
“ป้าพาลูกไปกับไอ้แก้วนะครับ ไปบ้านพ่อสิน พ่อเปิ้นจ่วยได้ ประเดี๋ยวผมขับรถตามไปฮื้อครับ”
ตลอดทางที่เด็กหนุ่มขับรถมอเตอร์ไซค์ เขานั่งอัดกันมา๓คน จันทิมาเธอกอดลูกชายของเธอมาตลอดทาง เจ้าหล่อนเอาแต่ร้องไห้เงียบๆ จนเด็กหนุ่มคนขับต้องรีบขับให้เร็วที่สุด เพื่อจะช่วยได้ทัน
นับว่าเป็นโชคดีของสองคนแม่ลูกที่เจอเด็กหนุ่มช่วยไว้ เด็กหนุ่มทั้งสองคนยินดีอย่างมากที่จะช่วยคนแปลกหน้า ตอนแรกว่าเขาสองคนกลับมาจากใส่ปลาใส่ปูตั้งใจจะกลับบ้านเพราะวันนี้เป็นวันปล่อยของ เขาไม่อยากอยู่จนดึก ระหว่างทางเจอทั้งสองคนแม่ลูกเข้า เลยให้ความช่วยเหลือ
“ผมแก้วนะคับ ผมขอถามได้ก็ครับ ว่าอ้ายเปิ้นหยังมาเป็นลม” เด็กหนุ่มคนขับรถเอ่ยแนะนำตัวพร้อมกับถามถึงคนป่วย ว่าเป็นอะไร ถึงได้หมดสติอยู่กลางถนน
“ป้าก็บ่ฮู้ลูก จู่ๆ ก็มีควันสีดำพุ่งใส่ลูกป้าแล้วก็เป็นลมไปเลย ป้ามองผ่ออยู่บนรถไกลๆ ก็เห็นบ่ชัดนะลูก”
“จะอี้ก็แย่แล้วครับ อ้ายเปิ้นน่าจะโดนของ วันนี้วันพระ คนมีคาถาอาคม เขาจะปล่อยของฮื้อแฮงขึ้นครับ จะไดก็ต้องรีบไปหาพ่อสินด่วนเลย”
“แล้วลูกป้าจะเป็นอะหยังก่อ” วิเคราะห์เองเสร็จสรรพว่าคนป่วยนั้นคงจะโดนของเข้าเป็นแน่เพราะวันนี้วันแรงคนมีคาถาอาคมเขาปล่อยของกัน โชคดีที่เขาเรียนรู้เรื่องพวกนี้ตั้งแต่ยังเด็กเลยมองออกว่านี่ไม่ใช่อาการป่วยธรรมดาและอาจจะเป็นเรื่องที่อยู่เหนือธรรมชาติ
อันที่จริงเขาจะไม่ช่วยก็ได้แต่เพราะไปทางที่เขาจะไปก็คือบ้านของพ่อหมอสิน พ่อบุญธรรมของเขาที่เก่งกล้าว่าด้วยเรื่องคาถาอาคมเขาจึงยอมให้ความช่วยเหลือ
“บ่เป็นหยังนะครับ เดียวป้อสินเปิ้นก่อจ่วยได้ครับ”
