บทที่ 11 ตอนที่ 10 ถ่ายทำ
สุดท้ายเรื่องราวก็จบไปโดนที่ทอมมี่ได้อยู่แรงค์ A เช่นเดิม เพราะเจ้าตัวก็รู้ว่าจุดไหนควรถอยเพื่อไม่ให้เป็นการดูเสียมารยาท และแน่นอนว่าภาพที่ออกไป ชาวเน็ตก็เห็นเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ทวงถามเหตุผลถึงคะแนนของตัวเอง
หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็กลับมาเป็นปกติจนถึงรายชื่อลำดับที่ 95
“เชิญลำดับที่ 95 ครับ” แอนดริวเอ่ย
ลำดับที่ 95 ก็คือคิม หนึ่งในตัวเต็งของซีซั่นนี้คิมเป็นผู้ชายผิวขาว ตัดผมทรงคอมม่า หน้าตาเรียกได้ว่าหล่อเหลาตามสไตล์หนุ่มประเทศ K
ทักษะที่คิมจะแสดงให้กรรมการดูคือการเต้นและร้องเพลง ซึ่งการทำสองอย่างพร้อมกันหากทำได้ไม่ดีพอ ก็เรียกได้ว่าเข้าขั้นหายนะเพราะหากพลาดแม้แต่ครั้งเดียวก็มีผลในการแบ่งคลาส
คิมเลือกที่จะใช้เพลงดังในวงบอยแบนด์วงหนึ่ง เพลงที่เขาใช้ในการร้องเป็นเพลงที่ใช้พลังเสียงไม่เยอะ อารมณ์ของเพลงคือความสนุกสนาน ท่าเต้นที่คิมเต้นเรียกได้ว่าทำเป๊ะตามต้นฉบับ จนกระทั่งแสดงจบเหล่ากรรมการก็คอมเมนต์ทันที
“ว้าว...เสียงร้องคุณไพเราะมาก” จันทร์จิราเอ่ย
“ท่าเต้นดูทรงพลังมากอย่างกับกำลังดูสมาชิกวงมาเต้นให้ดู” ลีโอเอ่ย
“ฉลาดในการเลือกเพลงมากนับว่าทำได้ดี” นาตาเซียเอ่ย การเต้น และร้องเพลงไปด้วยหากไม่เก่ง หรือชำนาญมากพอก็ทำค่อนข้างยากที่จะคุมน้ำเสียงให้คงที่ และที่สำคัญอาการเหนื่อยจะทำให้เสียงเปลี่ยน
นับว่าคิมเลือกใช้เพลงได้ดี เพราะเป็นเพลงที่เน้นไปทางสนุกของดนตรี เนื้อร้องไม่ได้ใช้พลังเสียงมากมาย ทำให้แม้จะเต้นไปด้วยก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อการร้องเพลงมากนัก
“ขอบคุณครับ” คิมเอ่ย พลางก้มหัวขอบคุณคิมยังคงมีอาการเหนื่อยให้เห็นอยู่นิดหน่อย
และคะแนนที่กรรมการให้คิมไปก็คือ 100 คะแนนเต็มนับว่าเป็นคนที่สองที่ได้คะแนน 100 คะแนนเต็ม
“คนชื่อคิมก็ไม่ธรรมดาสมแล้วที่เป็นตัวเต็งของรายการ” โอเนอร์เอ่ย
“ใช่ไหม ๆ แต่ฉันว่าเขาไม่ได้เดบิวต์หรอกคน” ฮยองเอ่ย
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นละ” โอเนอร์เอ่ยถาม
“ฉันคิดว่าเขามาหาประสบการณ์ อีกอย่างเป็นเด็กฝึกที่ค่ายอันดับหนึ่งมาตั้งหลายปี คงไม่เอาอนาคตมาทิ้งไว้ที่นี่แน่นอน แอบกระซิบว่าบริษัทนี้ขี้งกสุด ๆ ” ฮยองพูดเบา ๆ กับโอเนอร์
“เป็นแบบนี้นี่เองฉันเองก็มาหาประสบการณ์แล้วพวกนายละ” โอเนอร์เอ่ย
“เหตุผลของพวกเราก็เหมือนนายนั่นแหละ” ฮยองเอ่ยซุบซิบใกล้ ๆ หูของโอเนอร์ หลังจากนั้นพวกเขาพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ จนถึงคิวของออก้า
“เชิญลำดับที่ 100 ครับ” พิธีกรเอ่ย
“ถึงตานายแล้วสู้ ๆ ล่ะ ว่าแต่นายไม่เอาแมสออกเหรอ” ฮยองเอ่ย เมื่อเห็นว่าออก้ากำลังเดินไปที่เวทีในขณะที่กำลังสวมแมสอยู่
“อ่ะ...จริงด้วยผมลืมสนิทเลย” ออก้าพูดจบก็ถอดแมสออก แล้วฝากแมสไว้กับฮยอง
ออก้าลืมถอดแมสจริง ๆ เพราะในชีวิตก่อนก่อนที่จะออกจากบ้าน เขาต้องใส่แมสตลอดเวลาเพราะฝุ่นค่า PM.2.5 ขึ้นสีแดงทุกวัน จนทำให้ประชาชนหลายคนสุขภาพย่ำแย่ลง
บวกกับเขาที่อายุก็เยอะอยู่แล้ว พวกเด็ก ๆ ก็เลยบังคับให้เขาใส่แมสตลอดจนเคยชิน แต่ในโลกใบนี้ค่าฝุ่น PM.2.5 เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลย เนื่องจากรัฐบาลจัดการปัญหาได้ดีมาก ๆ
ทันทีที่ออก้าถอดแมสของตัวเองออก ฮยอง และโอเนอร์ทั้งสองคนยังต้องอุทานขึ้นมาในใจเนื่องจากออก้าเป็นคนที่หน้าตาดีมาก ทุกอย่างดูงดงาม และน่ามองไปหมด
ทุกย่างก้าวของออก้าที่เดินไปที่เวที เรียกสายตาของทุกคนได้เป็นอย่างดี แต่ถึงกระนั้นก็มีทั้งแววตาที่ชื่นชม ทั้งหมั่นไส้ หรือแม้แต่กระทั่งแววตาที่แสดงออกถึงความอิจฉา
“สวัสดีครับผมออก้าครับ” ออก้าเอ่ยแนะนำตัวเมื่อเขาเดินมาถึงบนเวที
“เชิญแสดงความสามารถให้กรรมการและผู้ชมได้เลยครับ” พิธีกรแอนดริวเอ่ยให้สัญญาณตามบทที่ได้รับมาเช่นเดิม ในใจของเขาเองก็หวังว่าเด็กคนนี้จะทำได้ดี หน้าตาของเด็กคนนี้เรียกได้ว่าหากเป็นที่สอง ก็คงไม่มีใครเป็นที่หนึ่งอีกแล้ว
ออก้าเลือกที่จะร้องเพลงในรอบนี้ เพลงที่เขาหยิบเอามาร้องเป็นเพลงช้า เนื้อเพลงบอกเล่าถึงความรู้สึกอันโดดเดี่ยว ทันทีที่เสียงร้องเพลงของออก้าดังขึ้นทุกคนในห้องก็หยุดเสียพูดคุยกันทันที
เสียงร้องเพลงของออก้าราวกับต้องมนต์สะกด ทำให้ผู้ฟังรู้สึกอินไปกับบทเพลง จนบางคนถึงขนาดน้ำตาซึม แม้แต่จันทร์จิราที่เป็นนักร้องชื่อดังยังต้องน้ำตาซึม เพราะเธอเองก็อินกับเพลงที่ออก้าร้องออกมา
จนกระทั่งออก้าร้องเพลงจบ ก็มีเสียงตบมือมากมายให้ออก้า ส่วนออก้าก็ก้มหัวขอบคุณทุกคน
แปะ แปะ แปะ~~~
“เสียงร้องของคุณดีมากเลยค่ะ เทคนิคการร้องเพลงก็ดี อย่างกับนักร้องมากประสบการณ์แถวหน้าของวงการเลยค่ะ” จันทร์จิราเอ่ย
“บุคลิกภาพ การแสดงท่าทาง การแสดงสีหน้าของคุณ ไร้ที่ติจริง ๆ ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด เห็นทีฉันต้องให้คะแนนเต็ม” นาตาเซียเอ่ยเธอเองก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจเหมือนกัน ที่เจอคนมากฝีมือในการแสดงท่าทาง ไม่แน่ว่าหากเด็กคนนี้ไปวงการเดินแบบ หรือวงการนักแสดงคงโด่งดังอย่างแน่นอน
“เลือกเพลงได้ดีเข้ากับเสียงร้องมากครับ เลยทำให้เพลงเพลงนี้ดูเข้ากับคุณอย่างลงตัว” เจียงจวินเอ่ย ซึ่งเป็นเขาเองที่แต่งเพลงนี้ตอนนี้ยอดวิวก็ทะลุ 500 ล้านไปแล้ว ถึงแม้จะเป็นเพลงที่ค่อนข้างเศร้าแต่ยอดวิวก็ยังคงสูงอยู่
“เส้นเสียงดีมาก เลือกเพลงได้เข้ากับเสียงของตัวเอง แบบนี้ผมคงคิดเช่นเดียวกันกับคุณนาตาเซียที่ต้องให้คะแนนเต็ม” บารอนเอ่ย
“โอ้โห...กรรมการทั้งสี่ท่านคอมเมนต์ไปหมดแล้ว ไม่เหลือให้ผมคอมเมนต์บ้างเลย ผมก็คิดเห็นเช่นเดียวกันกับทั้งสี่ท่านทุกอย่างดูลงตัวไปหมด” ลีโอเอ่ย พลางยกยิ้มกวน ๆ ตามสไตล์ของเจ้าตัว
สุดท้ายแล้วก็ถึงช่วงลงคะแนนของออก้า ซึ่งออก้าได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่แรงค์ S นับว่าเป็นบุคคลที่สามที่ได้ 100 คะแนนเต็มจากเหล่าคณะกรรมการ
เมื่อผลคะแนนสรุปออกมาแล้ว ออก้าก็เดินกลับไปนั่งที่เดิมของตัวเอง พลางยิ้มออกมาด้วยความดีใจ รอยยิ้มของออก้าทำให้ทุกคนที่เห็นต่างพากันใจเต้นอย่างรุนแรง
“ผมทำได้แล้วละพี่ฮยอง” ออก้าเอ่ยหยอกเย้ากับฮยอง
“เด็กแสบต้มฉันจนเปื่อยเลยนะไหนว่าไม่เก่งยังไงละ” ฮยองเอ่ยหยอกเย้าออก้า
“ฮาฮาฮา มีไม้เด็ดใครจะบอกพี่ก่อนละ ต้องฮุบเอาไว้ก่อนให้พี่ตกใจเล่น ๆ ” ออก้าเอ่ย
หลังจากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันเบา ๆ ตามเคยส่วนโอเนอร์ที่นั่งข้างกันกับฮยองก็มองไปที่ออก้าอย่างใช้ความคิด
ซึ่งตอนนี้เขาคิดว่าออก้านี่แหละคือลาสบอสของรายการ ดูจากการร้องเพลงที่ออก้าโชว์ให้เห็น เขาเชื่อว่าคนคนนี้มีความสามารถมากกว่าที่แสดงให้เห็นในวันนี้อย่างแน่นอน
“เฮ้ นายมองน้องฉันไม่หยุดแบบนั้นตกหลุมเสน่ห์ของออก้าแล้วเหรอ” ฮยองเอ่ยหยอกเย้าโอเนอร์ที่มองไปที่ออก้า
“เปล่า” โอเนอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ พลางวางสายตาไปที่ฮยอง คนคนนี้พูดมาตั้งแต่รายการเริ่มจนใกล้จะจบ แต่ถึงอย่างงั้นก็ไม่ได้น่ารำคาญสำหรับเขาเลยสักนิด
เพราะฮยองมีจังหวะในการพูด รู้ว่าตรงไหนควรหยุดพูด เลยทำให้การสนทนาดูไม่น่ารำคาญในทางกลับกันฮยองทำให้บรรยากาศดูสบาย ๆ เสียด้วยซ้ำ ในบรรยากาศของรายการที่กดดันแบบนี้
“จบไปแล้วนะครับสำหรับรอบแบ่งคลาส ในวันนี้ผม และทุกคนขอตัวลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่ในอีพีถัดไปนะครับบ๊ายบ่าย” พิธีกรเอ่ยปิดรายการ
สรุปแล้วการแบ่งคลาสในวันนี้ มีทั้งคนสมหวัง และผิดหวัง แรงค์ S มีเพียง 7 คน แรงค์ A มี 25 คน แรงค์ B มี 25 คน แรงค์ C มี 23 คน และแรงค์ D มี 20 คน ในสัปดาห์แรกจะยังไม่มีใครออก
ทุกคนต้องกลับไปฝึกซ้อมในการแข่งรอบถัดไป และจะแบ่งคลาสใหม่อีกครั้ง ซึ่งรอบถัดไปจะมีคนออกถึง 20 คน นับว่าเป็นจำนวนที่เยอะมาก ๆ สาเหตุที่ต้องคัดคนออกเยอะขนาดนี้ ก็เพราะทางรายการมีเวลาถ่ายทำแค่ 1 เดือนเท่านั้น
เนื่องจากทางบริษัทต้องการประหยัดงบประมาณให้มากที่สุด ซึ่งในปีนี้ถือว่าทุ่มเงินเยอะกว่าปีก่อน ๆ มาก เพราะใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกทั้งนั้น
ค่าตัวของแต่ละคนเลยแพง เรียกได้ว่าบริษัท TK เอ็นเตอร์เทนเมนต์ทุ่มงบในซีซั่นนี้มาก ๆ กับการกู้ชื่อเสียงของบริษัทกลับคืนมา แต่ถึงอย่างงั้นทางบริษัทก็ยังคงขี้งกตามเคย
“ห้ะ...ไม่มีข้าวเลี้ยงพนักงาน” ทรีโอเอ่ยเสียงดัง
ทรีโอเป็นผู้กำกับวัยกลางคน หน้าตาดุ ๆ บวกกับน้ำเสียง และท่าทางของเขาทำให้หลาย ๆ คนเวลาพูดคุยกับเขาจะดูเกร็ง ๆ
“ชะ...ใช่ค่ะ ทางบริษัทไม่มีนโยบายเลี้ยงอาหารพนักงานค่ะ” พนักงานบริษัท TK เอ็นเตอร์เทนเมนต์เอ่ย
“แล้วแบบนี้จะทำยังไง บริษัทของคุณจะให้พวกผมทำอาหารกันเองเหรอ” ทรีโอเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุ ๆ วันนี้เขาขนทีมงานของตัวเองมาถ่ายรายการมากกว่า 30 คน แต่ทางบริษัทไม่ได้บอกก่อนว่าจะไม่มีอาหารเลี้ยง ถ้าเขารู้ก่อนก็คงซื้ออาหารมาทำกันเองแล้ว
“ชะ...ใช่ค่ะ ทางคณะกรรมการบริษัทบอกมาแบบนั้น” พนักงานเอ่ย
“ไป ๆ ออกไป” ทรีโอพูดไล่ด้วยน้ำเสียงปกติของตัวเอง แต่ถึงอย่างงั้นคนฟังก็กำลังรู้สึกเหมือนโดนทรีโอพูดด้วยความไม่พอใจอยู่ดี
“แล้วเราจะเอายังไงดีครับ” โซผู้ช่วยผู้กำกับเอ่ย
โซเป็นผู้ชายร่างเล็กอายุน้อยกว่าทรีโอไม่กี่ปีเขามีหน้าตาที่ดูเป็นคนใจดี แต่จริง ๆ แล้วโซเป็นคนที่ทำงานเนียบมาก และหากสัมผัสกันจริง ๆ จะรู้ว่าโซดุกว่าทรีโออยู่หลายเท่า
“ไอบริษัทเฮงซวยสมคำล่ำลือด้านความขี้งกจริง ๆ ” ทรีโอเอ่ยบ่น เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ทางบริษัทไม่มีอาหารเลี้ยงพนักงาน หรือแม้กระทั่งจ้างแม่ครัวมาประจำ เดิมทีงานถ่ายทำทุกคนต้องวิ่งวุ่นกันอยู่แล้ว ทำให้พวกเขาไม่มีเวลามาทำอาหารทานเอง
ทุกครั้งที่ทรีโอไปเป็นผู้กำกับ เจ้าของงานจะเตรียมอาหารไว้ให้เสมอ หรือหากไม่เตรียมก็จะบอกล่วงหน้า ซึ่งแตกต่างจากบริษัทเฮงซวยที่เขามาถ่ายทำ นอกจากจะไม่มีอาหารเลี้ยงแล้วยังไม่บอกกล่าวล่วงหน้าอีก
ส่วนเขาเองก็ชะล่าใจ เห็นทางบริษัทไม่มา บอกว่าไม่มีอาหารเตรียมเอาไว้ เขาก็เลยนึกว่าทางบริษัทมีอาหารเลี้ยงเลยไม่ได้ถามออกไป
“ผมบอกคุณแล้วว่าอย่ารับงานนี้มา” โซเอ่ยบ่น เขาเองก็ไม่ชอบบริษัทนี้สักเท่าไหร่
“ถ้าคนที่ฉันเคยติดน้ำใจด้วยไม่ขอมา จ้างให้ตายฉันก็ไม่มาทำรายการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทนี้แน่นอน จดเอาไว้ในบัญชีบุคคลที่ไม่ควรร่วมงานเรียบร้อย” ทรีโอเอ่ย เขาเคยติดหนี้น้ำใจหนึ่งในคณะกรรมการบริษัท ของบริษัท TK เอ็นเตอร์เทนเมนต์มาก่อน
ช่วงที่ทรีโอเข้าวงการมาใหม่ ๆ คนคนนั้นซื้อกล้องให้เขาตอนช่วงที่เขาไม่มีเงิน ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา เขาเลยให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือหนึ่งอย่างเพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่เขาก็นึกไม่ถึงเลยว่า คนคนนั้นจะขอให้เขามาช่วยเป็นผู้กำกับของรายการนี้
