บทที่ 3 ตอนที่ 2 ทะลุมิติมาต่างโลก

ตกดึกคืนนั้นเองจู่ ๆ ออก้าก็เริ่มหายใจช้าลงเรื่อย ๆ ภาพความทรงจำต่าง ๆ ล้วนแต่ย้อนกลับมาหาออก้า ตั้งแต่ที่เขาเริ่มเข้าวงการบันเทิงจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

ชีวิตของออก้าเขาพบกับความสูญเสียครั้งแรกก็ตอนอายุ 19 ปี ที่รถของครอบครัวเขาเกิดอุบัติเหตุ พ่อแม่เสียชีวิตมีแต่เขาที่รอดมาได้ แต่ก็บาดเจ็บหนักจนทำให้เขาไม่สามารถใช้เสียงได้นานอยู่หลายเดือน

เป็นช่วงเวลาที่เขาหดหู่มากที่สุดในชีวิต ข่าวร้ายที่ตามมาในภายหลัง คือคุณหมอบอกเขาว่าไม่สามารถร้องเพลงได้อีก เนื่องจากการใช้เสียงมาก ๆ จะทำให้กล่องเสียงของเขาอาจจะเสียหายหนักได้ ถึงขั้นอาจจะพูดไม่ได้อีกตลอดชีวิต

ออก้าเลยไม่ได้ร้องเพลงมาอีกเลยตั้งแต่ตอนนั้น จนเวลาผ่านพ้นไป 6 ปีเสียงของเขาก็เริ่มกลับมาใช้ได้ดีขึ้น แต่ในด้านของการร้องเพลงกลับทำไม่ได้ดั่งเดิม เขาเลยละจากวงการร้องเพลงมาเข้าสู่วงการการแสดงแทน แม้ใจของเขายังอยากเดินตามความฝันอยู่เหมือนเดิม

แต่ด้วยร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้เขาต้องตัดใจทิ้งความฝันของตัวเอง แต่ถึงอย่างงั้นเขาก็ยังคงแต่งเพลง และเล่นดนตรีนานาชนิดได้อย่างเชี่ยวชาญ

แม้ว่าความฝันของตัวเองจะไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ ออก้าเลยเลือกที่จะส่งต่อความฝันของตัวเองให้กับคนที่มีความฝันอยากเป็นนักร้องเหมือนกัน

เขาจึงเลือกที่จะแต่งเพลงส่งให้นักร้องที่เขาเห็นว่าคู่ควรได้ร้องเพลงของเขา จนเพลงของเขาแต่ละเพลงล้วนแล้วแต่ติดชาร์ตในเว็บไซต์เพลงอยู่ 10 อันดับแรกอยู่เสมอ ๆ

เช้าวันถัดมา

“ท่านประธานทานข้าวเช้าได้แล้วครับ” เซนเอ่ยเรียกอยู่หน้าห้องของออก้า เขามักจะมาที่นี่ทุกเช้าเพื่อส่งข้าวเช้า และรอรับออก้าไปที่บริษัทอยู่เสมอ ซึ่งวันนี้แตกต่างจากปกติ เดิมทีออก้ามักจะมารอเขาอยู่ที่หน้าบ้าน แต่ในวันนี้กลับไร้วี่แววลางสังหรณ์ของเขาตอนนี้ก็นับว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่

“ท่านประธาน...งั้นผมขออนุญาตเข้าไปเลยนะครับ” เซนพูดจบก็เปิดประตูเข้าไปทันที เขารีบเดินเข้าไปหาออก้าก็ยังเห็นว่ายังคงนอนหลับอยู่แต่เมื่อเขย่าตัวดู เขาก็พบว่าออก้านอนแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนแถมตัวยังเริ่มเย็นแล้วด้วย

“ท่านประธาน!!!” เซนร้องเรียกเสียงดัง รีบคว้ามือถือของตัวเองโทรเรียกรถพยาบาลมาทันทีส่วนมือ และขาของเขาตอนนี้สั่นเป็นอย่างมาก เมื่อรถพยาบาลมาถึงทีมแพทย์ก็ลงความเห็นว่าออก้าเสียชีวิตไปแล้วราว ๆ 8 ชั่วโมง

“ท่านโกหกผม ไหนว่าสัญญากันผมแล้วล่ะครับ” เซนพูดออกมาทั้งน้ำตา เพราะออก้าเป็นคนสำคัญสำหรับเขามากที่สุด เขาเห็นออก้ามาตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็ก ภาพจำแรกสำหรับเขาคือออก้าเป็นผู้ใหญ่ใจดีมาก ๆ คนหนึ่ง

หลังจากข่าวการจากไปของออก้าแพร่กระจายออกไป เหล่าบรรดาแฟนคลับผู้ที่รู้จักสนิทชิดเชื้อต่างก็รู้สึกใจหายกับการจากไปของบุคคลในตำนาน ข่าวการจากไปของออก้าเรียกได้ว่าโด่งดังจนกลบข่าวอื่น ๆ จนหมด

ผู้คนในค่ายที่ออก้าเป็นคนสร้างมากับมือก็พากันโศกเศร้าเสียใจ งานศพของออก้าแม้ในพินัยกรรมจะระบุไว้ว่าให้จัดอย่างเรียบง่าย แต่เหล่าบรรดาแฟนคลับล้วนแต่อยากทำสิ่งสุดท้ายให้กับดาราที่ตนชื่นชอบ

งานจึงออกมาใหญ่โต ผู้คนในงานก็แน่นไปหมด ภายในงานล้วนแล้วมีแต่ดารานักแสดงแถวหน้าของโลก อีกทั้งยังมีผู้ทรงอิทธิพล และนักธุรกิจต่างก็มางานนี้ด้วยเช่นกัน

ส่วนทรัพย์สินของออก้าส่วนหนึ่งเขาได้ระบุไว้ว่าให้บริจาคไปที่สถานที่ยากไร้ในแต่ละประเทศ อีกส่วนเขายกให้กับเซน และยังมอบหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ค่ายที่เขาสร้างให้กับเซนไว้เรียบร้อยแล้ว

เนื่องจากออก้าไม่มีบุตรหรือภรรยาเลยสักคน ทุกคนต่างรู้ดีว่าออก้าครองตัวเป็นโสดตั้งแต่เข้าวงการ ไม่เคยมีแฟนเลยสักคนถึงได้มีฉายาอีกฉายาหนึ่งว่าสามีภรรยาแห่งชาติ เพราะใบหน้าที่หล่อเหลา และยังมองว่าสวยได้ แต่กลับไร้คู่ครองพวกเขาจึงยกฉายานี้ให้กับออก้า

หลังจากงานศพของออก้าจบลง เซนก็เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารอย่างเต็มตัว เขาทำตามเจตนารมณ์ของออก้าทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้วเหลือแต่งานบริหารค่ายแห่งนี้ที่ออก้าผูกพัน

เขาจะทำให้รุ่งโรจน์กว่าเดิมให้ได้อย่างแน่นอน และในอีกไม่กี่ปีถัดมา ค่ายบันเทิงของ ออก้าที่เซนเป็นคนบริหาร ก็รุ่งโรจน์จนกลายเป็นค่ายอันดับหนึ่งของโลกเป็นที่เรียบร้อย

.

.

.

“ลุก ๆ ไปนอนที่อื่นไปอย่ามาขวางทางเดินหน้าร้านฉัน” เสียงผู้หญิงวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน

‘เสียงใครมาโวยวายกัน’ ออก้านึกคิดในใจก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองรอบ ๆ ก็พบว่าตัวเขาไม่ได้นอนอยู่บนที่นอนในบ้านของตัวเอง แต่เขากำลังนอนอยู่บนทางเดินฟุตบาทอยู่

“ยังไม่รีบลุกอีก...ฉันจะรีบเปิดร้านนี่มันตีห้า แล้วนะออกไปไกล ๆ ” เสียงผู้หญิงคนเดิมพูดด้วยน้ำเสียง และท่าทีโมโห

“คะ...ครับ” ออก้าที่ยังตื่นตกใจอยู่เขาก็รีบวิ่งออกไปจากบริเวณนี้ทันที พลางตั้งสตินึกคิดถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

‘ที่นี่ที่ไหนกันแน่นะ’ ออก้านึกในใจ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความงุนงง เขาจำได้ว่าเขานอนหลับอยู่ที่บ้าน แต่ในตอนนี้เขากลับมาโผล่อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ตึกสูงลับฟ้าสภาพบ้านเมืองดูไฮเทคกว่าที่เขาเคยเห็นมาทั้งชีวิต

“ฉะ...ฉันวิ่งได้” ออก้าที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองสามารถวิ่งได้ ทั้ง ๆ ที่อายุของเขา 100 ปีแล้ว จะเดินยังลำบากเลย เมื่อนึกได้เขาก็เริ่มหาร้านที่มีกระจกหน้าร้าน เนื่องจากพอเขาสำรวจร่างกายดูดี ๆ ก็พบว่าผิวที่เคยเหี่ยวย่นกลับมาเต่งตึงเหมือนผิวของเด็กไม่มีผิด

จนออก้าเดินมาพบกระจกหน้าร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง และได้เห็นตัวเองเป็นครั้งแรกก็ยิ่งทำให้เขางุนงงเข้าไปใหญ่

“มะ...ไม่จริงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ออก้าพูดกับตัวเองเบา ๆ ภาพที่เขาเห็นในกระจกคือภาพของคนคนหนึ่งหน้าตามอมแมมดูใบหน้าไม่ออก แต่ยังคงมีเค้าโครงความหน้าตาดีอยู่ เสื้อผ้าดูเก่าซีดเซียวผมเผ้ารุงรัง

“อ๊าก~~~” จู่ ๆ ออก้าก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา เขาจึงใช้มือจับไปที่ศีรษะของตัวเอง สักพักหนึ่งเขาก็นอนล้มลงอยู่ที่หน้าร้านเสื้อผ้า

ภาพความทรงจำของใครบางคนเข้ามาภายในหัวของออก้า ในภาพนั้นเขารู้ว่าเด็กที่เห็นในภาพคงไม่พ้นร่างนี้แน่ ๆ มันเป็นภาพทุกช่วงชีวิตของร่างนี้ตั้งแต่เด็ก

เด็กคนนี้โตมากับคุณยายแม่ของเด็กคนนี้เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงที่ท้องในวัยที่ไม่พร้อมเลยสักนิด เธอท้องกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งผู้ชายคนนั้นก็ไม่รับผิดชอบสุดท้ายผู้ชายคนนั้นก็เสียชีวิต เธอจึงหัวเราะอย่างสะใจ และให้กำเนิดร่างนี้ขึ้นมาโดยมีชื่อว่าออก้าเช่นเดียวกับเขา

ภาพตัดไปในช่วงที่เด็กคนนี้กำลังเติบโต แม่แท้ ๆ ของตัวเองกลับมีอารมณ์ร้ายมากขึ้นออกจากบ้านทุกวันเพื่อไปเที่ยว ทั้ง ๆ ที่บ้านก็ยากจนบ้านที่อาศัยก็ยังอยู่ในเขตสลัมเป็นแบบนี้อยู่หลายปี ส่วนคุณยายกับร่างนี้ก็ช่วยกันทำงานเก็บของเก่าขาย และไปรับงานจ้างต่าง ๆ ภายในเมืองพอช่วงอายุ 7 ขวบคุณยายเสียชีวิต

แม่ของเจ้าของร่างก็นำเงินทำศพคุณยายที่ได้มาจากประกันไปซื้อยามาสูบ จนเธอเริ่มกลายเป็นคนติดยาอารมณ์ร้ายรุนแรงมากขึ้นพอเจ้าของร่างกลับมาถึงบ้าน เธอก็ชอบทุบตีร่างของเด็กคนนี้เป็นประจำ สุดท้ายเธอก็น็อคยาจนเสียชีวิต

เด็กคนนี้ทำอะไรไม่ถูก หนังสือก็ไม่ได้เรียนพอเห็นว่าแม่ตัวเองเสียชีวิตเขาก็รีบไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน สุดท้ายเขาก็อยู่บ้านด้วยตัวคนเดียวแม้จะมีหลายคนอยากรับเลี้ยงดู แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเลี้ยงดูอีกหนึ่งชีวิตเพิ่มขึ้นมาได้

เพราะในเขตสลัมการจะเอาชีวิตรอดในแต่ละวันล้วนลำบากทั้งนั้น การศึกษาแทบจะเป็นศูนย์เนื่องจากไม่มีเงินไปเรียน ส่วนใหญ่จึงเป็นชนชั้นแรงงาน ส่วนร่างนี้เมื่อผู้ปกครองเสียชีวิตหมดเขาก็ไปทำงานเก็บของเก่าขายแบบเดียวกันกับที่เคยทำกับคุณยาย

มีหลายครั้งที่เด็กคนนี้เกือบโดนคนอื่นฉุดไปเพราะหน้าตาดีผิวพรรณดูไม่เหมือนคนทำงาน ร่างนี้เป็นเด็กหน้าตาดี ผิวขาวอมชมพู ทำให้เป็นที่ดึงดูดสายตาของคนอื่น ๆ สุดท้ายหนทางการแก้ไขคือเขาเอาโคลนมาพอกตัว และคุ้ยกองเศษขยะจนมีกลิ่นเหม็นสภาพดูไม่เหมือนเด็กหน้าตาดีคนเดิม

แน่นอนว่ามันได้ผล นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีใครเฉียดเข้าใกล้เขาอีกเลย ในทางกลับกันมีผู้คนบางส่วนดูถูก และกลั่นแกล้งเด็กคนนี้เป็นประจำ เพราะคิดว่าเด็กคนนี้สติไม่ดี

ส่วนสาเหตุที่ร่างนี้ไปนอนที่หน้าร้านผู้หญิงคนนั้น เดิมที่เด็กคนนี้ก็ไม่ได้อยากนอนตรงนั้นแต่จู่ ๆ ก็หน้ามืดแล้วล้มลงในบริเวณนั้นพอดี สาเหตุมาจากการป่วย สุดท้ายก็เสียชีวิตลงในที่สุด และเขาก็ได้เข้ามาสวมร่างแทนเจ้าของร่างเดิมที่มีชื่อเดียวกัน

“คุณคะ คุณคะ เป็นอะไรรึเปล่าคะ” เสียงผู้หญิงคนหนึ่ง พูดเรียกออก้าด้วยสีหน้ากังวล

ส่วนออก้าที่ได้ยินเสียงคนเรียก เขาก็ลืมตาตื่นแบบสะลึมสะลือ

“อ่า...ขอโทษด้วยนะครับ พอดีผมเวียนหัวนิดหน่อย ไม่ทราบว่าตอนนี้กี่โมงแล้วเหรอครับ” ออก้าเอ่ย พลางลุกขึ้นมานั่งท่าทางดูอ่อนล้า

“ตอนนี้ 05.20 แล้วค่ะมาพักที่ด้านในร้านก่อนไหมคะ” เจ้าของร้านเสื้อผ้าเอ่ย

“งั้นรบกวนด้วยครับ” ออก้าเอ่ยตามจริงเขาก็ไม่อยากรบกวนเธอ แต่ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ถูกมีที่พักมานั่งทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ดีเหมือนกันและเมื่อเธอเสนอมา เขาก็ไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอนในตอนนี้

“งั้นเชิญเข้ามาในร้านก่อนค่ะ ตอนนี้คนด้านนอกเริ่มเยอะแล้วด้วย” เจ้าของร้านเสื้อผ้าเอ่ย

“ขอบคุณครับ” ออก้าเอ่ย

ออก้าเดินเข้าไปในร้านก็พบว่าร้านนี้เป็นร้านเสื้อผ้า คุณภาพของผ้านับว่าดีเลยทีเดียวราคาก็ไม่ค่อยแพงเท่าไหร่ เมื่อเดินมาข้างในร้านเธอก็พาออก้าไปนั่งพักที่ด้านหลังร้าน

ส่วนคนอื่น ๆ ที่ดูเหมือนเป็นพนักงานก็พากันหยิบสเปรย์ปรับอากาศมาฉีดในร้านกันยกใหญ่

“คุณนายใจดีอีกแล้ว แต่รอบนี้ถึงขั้นพาเข้ามาในร้านเลยแฮะ” เสียงพนักงานคนหนึ่งกล่าว เมื่อเห็นว่าบุคคลทั้งสองคนเดินจากไปแล้ว

“จะพาใครมาก็ช่างแต่กลิ่นแบบนี้ไม่ไหว ดีนะไม่ใช่กลิ่นที่แรงมาก” พนักงานอีกคนเอ่ย

“พวกเธอรีบทำงานกันเร็ว ๆ เข้า เดี๋ยวเปิดร้านไม่ทัน” เสียงผู้หญิงอีกคนกล่าว

หลังร้านเสื้อผ้า

เจ้าของร้านเสื้อผ้าเธอพาออก้ามานั่งที่โต๊ะยาว แล้วยกขนมทานเล่นมาให้ออก้าทานรองท้องไปก่อน

“ขอบคุณครับ ผมชื่อออก้านะครับยินดีที่ได้รู้จักครับ” ออก้าพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“เรื่องเล็กน้อย ยินดีที่ได้รู้จักฉันชื่อแอนนา” แอนนาเอ่ย

แอนนาเป็นผู้หญิงวัยกลางคน แต่ใบหน้าของเธอก็ยังคงฉายแววความสวยอยู่ เธอดูเป็นผู้หญิงที่ใจดีคนหนึ่ง แอนนาเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้าแห่งนี้เธอทำงานเก็บเงินมาหลายปี กว่าที่จะซื้อร้านนี้มาได้ และเริ่มลงทุนในด้านของเสื้อผ้าแฟชั่น ซึ่งเธอเพิ่งเปิดร้านได้มาไม่ถึง 1 ปีเลยด้วยซ้ำ

มีหลายครั้งที่เธอมักจะช่วยเหลือคนอื่น ๆ อยู่เสมอ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนขอทานที่ชอบมาขออาหารประทังชีวิต ซึ่งพวกเขาก็ตอบแทนด้วยแรงกำลังในการยกของขนของภายในร้าน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป