บทที่ 4 ตอนที่ 3 ซวยแล้ว

“ว่าแต่เธอมาจากไหนเหรอจ๊ะ” แอนนาเอ่ยถามเด็กที่อยู่ตรงหน้าเนื้อตัวมอมแมม แต่ดูเหมือนว่าจะถูกสอนมาดีคำพูด และท่าทางการเดินดูสง่างาม แม้จะอยู่ในสภาพเหมือนขอทานสติไม่ดีก็ตาม

“อยู่ในเขตสลัมนอกเมืองครับ ผมมาในเมืองหาของเก่าไปขายแต่จู่ ๆ ก็รู้สึกเวียนหัวขึ้นมาเดี๋ยวอีกสักพักจะกลับไปแล้วครับ” ออก้าเอ่ย

“ไกลมากนะนั่นแล้วเธออายุเท่าไหร่แล้ว เหรอ” แอนนาเอ่ย

“อื่ม... 18 ปีครับ” ออก้านึกอยู่สักพักหนึ่ง ถ้าเอาตามความทรงจำของร่างนี้ก็ราว ๆ 18 ปีส่วนบัตรประชาชนของเจ้าของร่างดูแทบไม่ออกแล้วเพราะทำมานานยังไม่ได้ไปเปลี่ยนบัตรใหม่

“เธอทานข้าวมารึยัง ก่อนจะไปมาทานข้าวก่อนดีกว่าแล้วค่อยไป” แอนนาเอ่ย

“ขอบคุณครับมีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ” ออก้าเอ่ย

“งั้นช่วยขนลังตรงนั้นไปไว้ด้านหลังร้านที่นะมันเป็นลังเสื้อผ้าที่ขาดน่ะไม่ค่อยหนักเท่าไหร่” แอนนาพูดแล้วชี้นิ้วไปทางด้านหลังของออก้า ที่มีกล่องลังวางไว้อยู่ มันเป็นลังเล็ก ๆ ไม่ได้หนักมากเท่าไหร่

“ได้เลยครับ” ออก้าเอ่ย

หลังจากนั้นออก้าก็รับประทานอาหารจำนวนไม่เยอะ ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะหิวมากก็ตาม กิริยาท่าทางการกินอาหารของออก้าก็เรียบร้อยจนแอนนารู้สึกสงสัยในตัวของออก้า เพราะขอทานส่วนใหญ่กินค่อนข้างมูมมาม จะมีส่วนน้อยที่กินอย่างเรียบร้อย

แต่ตอนนี้ออก้ากลับกินได้เรียบร้อยดูสง่างามกว่าตอนเธอกินข้าวเสียอีก ราวกับว่าเธอกำลังดูพวกคนชั้นสูงทานอาหารกันอยู่

“อิ่มแล้วครับ ขอบคุณคุณแอนนามาก ๆ นะครับที่ช่วยเหลือผม” ออก้าเอ่ย แม้ใจจริงเขากินยังไม่อิ่มเลยสักนิด แต่ด้วยมารยาทแล้วเจ้าของร้านเลี้ยงขนาดนี้ เขาก็ไม่อยากขอเพิ่มเพราะส่วนหนึ่งเขาก็เป็นคนขี้เกรงใจ

เมื่อทานอาหารเสร็จออก้าก็เอาจานไปเก็บแล้วล้างจานคืนแอนนา จากนั้นก็ขอตัวลากลับบ้าน โดยที่ก่อนกลับเขาก็ขนกล่องที่แอนนาวานให้ไปวางไว้ด้านหลังร้านเรียบร้อย และเขาจะเดินออกทางหลังร้านแทน

เพราะเขาเองก็ไม่อยากให้กลิ่นเสื้อผ้าของเขา ทำให้บรรยากาศภายในร้านของแอนนาเสียเลยสักนิด ออก้ายอมรับตรง ๆ ว่าตอนนี้ร่างกายของเขาเหม็นที่สุดในชีวิตที่เขาเคยพบเจอ

“ดูเหมือนจะล้ำสมัยกว่าที่เราเคยอยู่อีกแฮะ” ออก้าพูดพึมพำออกมา พลางมองดูวิวเมืองรอบ ๆ

พอออก้าเดินออกมาจากทางด้านหลังร้านของแอนนา เขาก็พบเข้ากับเมืองขนาดใหญ่มีตึกสูงมากมาย ถนนหนทางดูสะอาดสะอ้าน ส่วนรถยนต์เองรูปทรงก็ดูล้ำสมัย สุด ๆ เครื่องยนต์เงียบเชียบ และที่สำคัญเทคโนโลยีจอภาพที่ติดอยู่บนตึกราวกับว่ามันมีชีวิต ผู้คนเองก็แต่งตัวกันหลากหลายสไตล์

ออก้าเดินทางบนฟุตบาทไปเรื่อย ๆ ในหัวก็พลางคิดวิธีหาเงินมากมาย เพื่อที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวเอง เนื่องจากเขามีความสามารถหลาย ๆ อย่าง แต่ทุกอย่างต่างก็ต้องใช้เงินทุน และภาพลักษณ์

ซึ่งถ้าหากเขาจะสมัครงานไปเป็นพ่อครัว คงโดนไล่ออกจากร้านตั้งแต่เข้าไปภายในร้าน จะเล่นดนตรีเปิดหมวกก็ไม่มีเครื่องดนตรีให้เขาเล่น

“อ่ะ...จริงด้วย เราร้องเพลงได้นี่นา” ออก้าฉุกคิดขึ้นได้ ตอนนี้ภายในใจเขาเริ่มเบ่งบานเมื่อคิดได้ว่าร่างนี้ไม่มีปัญหากับการร้องเพลง หรือเสียงพูดเลยสักนิด

“หรือว่านี่จะเป็นโอกาสอีกครั้งที่ให้เราได้ทำตามความฝัน” ออก้าฉุกคิดขึ้นมาได้ เพราะในชีวิตก่อนของเขา เขาประสบความสำเร็จมามากมายแต่ก็ไม่ได้ทำตามในสิ่งที่ตัวเองวาดฝันเอาไว้เพราะอาการบาดเจ็บเรื้อรัง ทำให้เขาไม่สามารถร้องเพลงได้

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ออก้าก็เริ่มไปหาที่ตั้งดี ๆ สำหรับการร้องเพลงเปิดหมวก เส้นเสียงของเจ้าของร่างเดิมนั้นดีอยู่แล้ว เป็นน้ำเสียงที่ไพเราะนุ่มนวลเหมาะสำหรับเพลงช้ามากที่สุดในตอนนี้

แม้ออก้าจะสามารถร้องเพลงได้หลากหลายแนว แต่ด้วยเส้นเสียงที่ไม่เคยได้รับการฝึกมาก่อน ก็อาจจะทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ออก้าจึงเลือกเพลงที่เข้ากับเสียงของตัวเองในตอนนี้ไปก่อน

สถานที่ ที่ออก้าเลือกมาร้องเพลงเปิดหมวก ก็คือถนนใจกลางเมืองที่มีผู้คนมาพักผ่อนมากมายนับว่าเป็นสถานที่ ที่ดีมาก ๆ ทั้งคนเยอะ และด้วยเป็นที่กว้างทำให้ผู้คนสามารถสังเกต

และฟังเสียงของเขาได้ง่าย ผู้คนมากมายล้วนแต่มานั่งพักผ่อนกันที่นี่ เดิมทีการที่จะทำตัวให้เป็นจุดเด่นสายตานับว่ายากมากหากหน้าตาไม่ดี หรือการแต่งตัวไม่เป็นจุดสนใจ

แต่ในตอนนี้ออก้าไม่ต้องไขว่คว้าหาจุดเด่นให้ตัวเองมากมาย เพราะตอนนี้ผู้คนต่างมองมา ทางออก้ากันทั้งนั้น เนื่องจากสภาพของเขาในตอนนี้แตกต่างกว่าคนอื่นสุด ๆ

เพลงที่ออก้าเลือกเอามาร้องในวันนี้ เป็นเพลงของโลกที่เขาอยู่ในตอนนี้ เขาได้ยินเสียงเพลงนี้จากจอทีวีขนาดใหญ่ที่ติดเอาไว้บนตึก ดูเหมือนว่าจะเป็นเพลงดังน่าดู

เพราะเขาเห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมากล่าวถึงเจ้าของเพลงนี้ และที่สำคัญ การที่จะโฆษณาเพลงของตัวเองบนตึกขนาดนี้ได้ แสดงว่าต้องมีเงิน และมีอิทธิพลในด้านวงการบันเทิงอยู่เยอะมาก ๆ

เพราะเขาเองก็เคยจ้างให้โฆษณาบนตึกอยู่เหมือนกัน ในตอนนั้นราคาก็ราว ๆ 6 ล้านเหรียญซึ่งกำลังเป็นช่วงที่ยุคดิจิตอลกำลังรุ่งโรจน์ เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เทคโนโลยีก็มีคุณภาพสูงมากโดยเฉพาะราคาก็สูงตามเช่นกัน

และแน่นอนว่าคนที่อายุกำลังวัยกลางคนเกือบไปทางแก่แบบออก้า ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาและมีผู้จัดการคอยจัดการคิวงานให้เสมอ ทำให้เขาตามเทคโนโลยีไม่ทัน แม้แต่โทรศัพท์จอสัมผัสเขาก็ไม่เคยนำมาใช้

เนื่องจากเขาเคยลองใช้แล้วแต่ก็รู้สึกไม่ชินมือ เขาเลยหันไปใช้โทรศัพท์แบบปุ่มกดเหมือนเดิมดีกว่า ซึ่งเรื่องนี้แฟนคลับมักจะแซวออก้าอยู่บ่อย ๆ

ในโซเชียลมีเดียของออก้าออก้าก็ให้ผู้จัดการเป็นคนควบคุมทั้งหมด เขาจึงไม่คิดที่จะสนใจเทคโนโลยี เพราะในหนึ่งวันเขาทำงานเสร็จกลับมาก็เหนื่อยมาก แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน ส่วนวันหยุดพักผ่อน เขาก็จะขึ้นภูเขาไปสูดอากาศบริสุทธิ์ บางทีเขาก็ไปเที่ยวพร้อมกล้องถ่ายรูปตัวโปรด

หากมีช่วงไหนที่เกิดกระแสบางอย่างเกี่ยวกับออก้า เขาก็ไม่ต้องเข้าไปเช็คในโซเชียลมีเดียด้วยตัวเอง เพราะเขาก็มีคนโทรมาเล่าให้ฟัง ก็คือเหล่าบรรดานักข่าว ไม่มีใครแจ้งข่าวให้กับเขาได้ไวเท่านักข่าวอีกแล้ว คนพวกนี้มักจะสืบเรื่องราวต่าง ๆ ได้เก่งเสมอ

ทำให้ออก้าก็รู้ข่าวจากพวกนักข่าวมาไม่น้อยส่วนนักข่าวเองก็ต้องการคำตอบของเขาไปเขียนข่าวนับว่าต่างคนต่างได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน

ตั้งแต่เข้าวงการบันเทิงออก้าก็คิดอยู่เสมอว่าจะมีปัญหากับใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่พวกนักข่าวเพราะคนพวกนี้มีเส้นสายข่าวเยอะ และยังมีสื่อถือครองในมือ สามารถชักจูงผู้คนให้คิดตามได้ง่าย ออก้าจึงมีความสัมพันธ์อันดีกับสำนักข่าวหลาย ๆ สำนัก

แม้จะมีบางสำนักข่าวที่จ้องจะเล่นงานเขา แต่ส่วนใหญ่คนพวกนั้นก็โดนเขาเล่นงานกลับไป โดยยืมมือสำนักข่าวที่มีความผูกพันกันไปโจมตีซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าพวกสำนักข่าวไปเอาข้อมูลมาจากไหนเหมือนกัน

ข้อมูลที่สำนักข่าวที่เขาไหว้วานให้ช่วยเหลือโจมตีสำนักข่าวที่ปล่อยข่าวเสียหายเกี่ยวกับเขาจนผู้บริหารต้องหนีออกนอกประเทศไปพักหนึ่งเพราะมีข่าวว่าผู้บริหารเล่นชู้นอกใจภรรยา เรียกได้ว่าเป็นข่าวดังภายในประเทศช่วงหนึ่งเลยก็ว่าได้ สื่อและผู้คนต่างเข้าไปโจมตีผู้บริหารคนนั้นอย่างหนักหน่วง

“Yes I do I believe~~~” เสียงของออก้าร้องเพลงออกมาด้วยน้ำเสียงใสกังวาน แต่ก็แฝงไปด้วยความเศร้า ซึ่งเพลงนี้เป็นเพลงเกี่ยวกับความรักที่เลิกลากันไป

ผู้คนที่เห็นว่าออก้ากำลังร้องเพลงที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้ พวกเขาก็ต่างพากันหยุดฟังออก้าร้องเพลง จนออก้าร้องเพลงจบผู้คนมากมายก็ต่างตบมือให้ออก้าอย่างล้นหลาม

แปะ แปะ แปะ~~~

:เสียงเพราะมาก

:ใช่แล้วจะว่าอะไรไหมถ้าบอกว่าเพราะกว่าต้นฉบับ

:อันนี้ทำคอนเทนต์รึเปล่าเขาแต่งตัวดูเหมือนคนเร่รอนไม่มีผิด

:ฉันว่าไม่ใช่นะตรงหน้าเขามีแก้วด้วยหรือจะร้องเพลงเปิดหมวก

.

.

.

เสียงผู้คนวิจารณ์กันอย่างหลากหลายความคิด แต่เมื่อออก้าร้องเพลงจบเขาก็ไม่ได้ฟังหรอกว่าคนพวกนี้จะวิจารณ์เขายังไง เพราะสิ่งที่เขาสนใจอยู่ตอนนี้คือไม่มีใครมอบเงินให้เขาเลยสักคน นั่นยิ่งทำให้ออก้ารู้สึกเศร้า เพราะถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล

ผู้คนที่เห็นออก้านิ่งเงียบไปก็รู้สึกสงสัย มีบางคนถึงกับเอ่ยถามคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจ

“เออ...น้องชายกำลังทำคอนเทนต์อยู่รึเปล่าครับ” ผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยถาม สายตาของเขาก็คอยสอดส่องว่ามีกล้องอยู่ตรงไหนรึเปล่า

“เปล่าครับ ผมกำลังร้องเพลงเปิดหมวกครับ” ออก้าตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นเดิม

“หืม...มีสแกนไหมคะ” ผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ย

ทันทีที่เธอพูดจบนั่นยิ่งทำให้ออก้ารู้สึกงงว่าอะไรคือสแกน ออก้าที่กำลังยืนอยู่ก็เอียงคอนิด ๆ คิ้วเริ่มขมวดแบบกำลังใช้ความคิด ภาพที่เห็นยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกเอ็นดูแม้หน้าตามอมแมมมากจนมองเห็นสีหน้าไม่ชัดเจนก็ตาม

ออก้าเดิมทีเวลาซื้อของก็จะจ่ายเป็นเงินสดหรือว่าเช็คตลอดตั้งแต่ยุค 90 จนถึงบั้นปลายชีวิตพอมาเจอคำถามว่ามีสแกนไหมเขาก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน

“ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีนะ” เสียงของผู้ชายคนหนึ่งเอ่ย

“งั้นรอพี่แป๊บนึงนะกัน” หญิงสาวที่เอ่ยถาม ออก้าพูดจบ เธอก็รีบวิ่งไปที่ธนาคารใกล้เคียงเพื่อถอนเงินออกมา เมื่อถอนเงินมาจำนวนหนึ่งเธอก็ให้ออก้าจำนวนเงิน 1000 เหรียญ

“น้องควรมีบัญชีธนาคารแล้วเอาไปเปิดทำคิวอาร์โค้ด ผู้คนจะได้โอนเงินสนับสนุนได้ง่าย ๆ สมัยนี้เขาเป็นสังคมไร้เงินสดกันทั่วโลกแล้วนะระวังจะตกเทรนด์ละ” หญิงสาวพูดอธิบายให้ออก้าฟัง

“คะ...ครับขอบคุณที่สนับสนุนครับ” ออก้ารีบกล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนรายแรกทันที จำนวนเงินที่เธอให้มานับว่าไม่น้อยแบงค์ 1000 เหรียญใบเทาสามารถซื้อของได้หลายอย่างเลยทีเดียว

ต่อจากนั้นก็มีผู้คนมากมายไปที่ธนาคารแล้วพากันถอนเงินมาสนับสนุนออก้า จนเงินที่เขาได้ในตอนนี้นับว่าเยอะมากอยู่พอสมควร เพราะแก้วที่นำมาเต็มเรียบร้อยในกระเป๋าเองก็ยังมีเงินอยู่อีกเยอะ

แบงค์ที่ได้มานับว่ามีหลากหลายชนิดตั้งแต่ใบเขียวราคา 20 เหรียญใบฟ้าราคา 50 เหรียญใบแดงราคา 100 เหรียญใบม่วงราคา 500 เหรียญ และใบเทาราคา 1000 เหรียญ

“นั่น ๆ มันอยู่นั่นจับมันไปเลยค่ะขอทาน” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ย แล้วชี้นิ้วมาทางออก้าผู้คนในบริเวณนั้นก็ต่างพากันขมวดคิ้ว

ตำรวจที่เห็นว่าออก้ามีองค์ประกอบครบทั้งสภาพมอมแมม เสื้อผ้าเก่าซีด แก้ว และเงินจำนวนมาก เมื่อเห็นแบบนั้นตำรวจก็รีบวิ่งเข้าชาร์จออก้าทันที

พวกเขารีบพุ่งตรงมาหาออก้าด้วยความเร็วตำรวจที่ร่างกายใหญ่โต แต่กลับว่องไวทำให้ออก้านั้นตกใจเป็นอย่างมาก เขาเองก็เลยเตรียมพร้อมที่จะรีบวิ่งหนีแล้วเหมือนกัน

ส่วนคนที่แจ้งตอนนี้เธอก็กำลังยืนดูอยู่ด้วยความสะใจ เธอเป็นคนแจ้งเองว่ามีคนมาขอทานซึ่งมันผิดกฎหมาย ในประเทศนี้ไม่อนุญาตให้ผู้คนมานั่งขอทานเรียกความสงสาร สาเหตุที่ต้องร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาก็เพราะว่าจะได้ป้องกันพวกค้ามนุษย์อีกทางหนึ่ง

ส่วนผู้หญิงที่แจ้งความให้ตำรวจมาตรวจสอบก็เพราะเธอนั้นอิจฉาออก้า ที่ร้องเพลงเดียวแต่กลับได้เงินมาตั้งมากมาย ซึ่งต่างจากเธอที่ทำงานทั้งเดือนกลับได้เงินเพียงน้อยนิด

แต่เธอก็ไม่นึกเลยสักนิดหนึ่ง ว่าถ้าหากเธอหยุดซื้อสิ่งของทางสังคมที่ไม่มีความจำเป็น มีเพียงคุณค่าทางสังคมให้โอ้อวดว่าตัวเองร่ำรวยเธอจะเหลือเงินเก็บมากมายเลยทีเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป