บทที่ 5 ตอนที่ 4 สายตาที่ดูถูก

“ไหนมาทำอะไรที่นี่แล้วขอทานจริงรึเปล่า” ตำรวจนายหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน

“ไม่ใช่ ๆ ผมแค่ร้องเพลงเปิดหมวกเท่านั้น” ออก้าตอบด้วยท่าทีสุภาพเช่นเดิม

“เอาบัตรประชาชนมาดู” ตำรวจอีกนายเอ่ย

ออก้าที่เห็นว่าตำรวจขอดูบัตรเขาก็สังเกตไปที่บัตรข้าราชการที่ติดหน้าอกของตำรวจทั้งสองคน ก็พบว่ามันเป็นบัตรของจริงออก้าจึงหยิบบัตรประชาชนให้ตำรวจทั้งสองคนดู

“ทำไมบัตรซีดจัง แถมบัตรยังหมดอายุด้วยพ่อแม่ไปไหน” นายตำรวจที่น้ำเสียงดุดันเอ่ยถาม

“เสียชีวิตหมดแล้วครับเหลือแต่ผมคนเดียววันนี้เก็บของเก่าขายไม่ได้ ผมเลยหันมาร้องเพลงเปิดหมวกแทน” ออก้าพูดด้วยสีหน้า และน้ำเสียงเศร้าสร้อย เขาเป็นถึงดาราเจ้าบทบาทการแสดงของเขารับรองได้เลยว่าเนียนสุด ๆ

ตำรวจทั้งสองคนเห็นออก้าดูเศร้าสร้อยพวกเขาก็เริ่มรู้สึกเห็นใจแต่หน้าที่ก็ต้องมาก่อนความรู้สึกเสมอ

“บ้านอยู่ที่ไหนแล้วพวกคุณมีใครยืนยันได้บ้างว่าเด็กคนนี้ร้องเพลงเปิดหมวกจริง ๆ ” นายตำรวจเอ่ยถาม

“บ้านอยู่เขตสลัมท้ายเมืองครับ” ออก้าเอ่ย

“พวกเรายืนยันให้ได้ว่าหนูคนนี้เขามาร้องเพลงเปิดหมวกจริง ๆ ครับ” ผู้คนในบริเวณนั้นต่างพากันยืนยันให้ออก้า

นายตำรวจทั้งสองคนที่ได้ยินเช่นนั้นพวกเขาก็รีบหันไปหาตัวต้นเรื่องคือผู้ที่แจ้งให้พวกเขามาตามจับขอทาน ก็พบว่าเธอไม่อยู่แล้วนั่นยิ่งชัดเจนว่าเธอมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้ง

“พวกเราต้องขอโทษคุณด้วยนะครับน่าจะเป็นการเข้าใจผิดกัน พอดีมีคนแจ้งมาว่ามีคนมาขอทานอยู่ในบริเวณนี้ แต่เธอสามารถร้องเรียนเอาผิดคนแจ้งได้นะ” นายตำรวจคนหนึ่งคนเอ่ย

“ไม่เป็นอะไรครับมันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเล็กน้อย” ออก้าเอ่ย สักพักหนึ่งเขาก็ขอตัวลาพร้อมกับขอบคุณทุกคนที่สนับสนุน ก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณนี้

“พี่...ผมบอกแล้วอย่าออกตัวแรงเบรกแตกเลย” นายตำรวจรุ่นน้อยเอ่ย พลางนึกถึงตอนที่พวกเขาได้รับแจ้งว่ามีขอทานในบริเวณนี้พวกเขาก็รีบวิ่งมาดูด้วยความเร็ว

“ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรพวกเราต้องมาให้เร็วเสมอจำไว้ล่ะ” นายตำรวจรุ่นพี่เอ่ยสอนแล้วใช้มือเขกหัวรุ่นน้องไปหนึ่งที

“โอ้ย...เจ็บนะพี่ ผมเข้าใจแล้วแบบนี้พี่จะเอายังไงกับคนแจ้งความเท็จดี” นายตำรวจรุ่นน้องเอ่ย

“แบบนี้มันก็ต้องส่งไปนอนเล่นที่ห้องพักฟรีพร้อมอาหารสักวัน” นายตำรวจรุ่นพี่เอ่ย

ซึ่งตอนนี้คนที่แจ้งตำรวจเพื่อกลั่นแกล้งออก้า เธอไม่รู้เลยว่าตำรวจทั้งสองนายติดกล้องขนาดเล็กเอาไว้บนอก ซึ่งเวลาออกปฏิบัติหน้าที่ตำรวจจะติดเอาไว้บนอกเสมอ ทำให้ยากที่จะมองเห็น ส่วนใบหน้าของเธอเรียกได้ว่าชัดเจนเห็นทุกรูขุมขน

ซึ่งในกรณีนี้สามารถดำเนินคดีในข้อหาแจ้งความเท็จได้ แต่ในกรณีนี้เป็นการแจ้งเบาะแสเท็จสืบพยานแล้วผู้แจ้งมีเจตนากลั่นแกล้ง ในทางกฎหมายตำรวจมีสิทธิ์ดำเนินคดี แต่ส่วนใหญ่จะส่งไปนอนเล่นที่ห้องกงสัก 1 วันเพื่อเป็นการเตือน

เพราะถ้าหากมีคนแจ้งความเท็จแบบนี้ทุกวันตำรวจจะมีงานมากมายมหาศาลอย่างแน่นอนกฎหมายฉบับนี้จึงร่างมาเพื่อคัดกรองผู้คนที่อยากจะแจ้งเบาะแสจริง ๆ กับการกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่ออกจากกัน ซึ่งผลของมันก็ดีมากตั้งแต่กฎหมายผ่าน คนที่อยากจะมาแจ้งความกลั่นแกล้งกันก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ในขณะที่ออก้าเดินกลับออกไปจากบริเวณนี้ก็มีรถหรูคันหนึ่งจอดอยู่ข้างถนน เขาเห็นทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ และเขาเองก็ได้ให้ลูกน้องนำเงินไปมอบให้ 10,000 เหรียญด้วยเช่นกัน

‘เด็กผู้ชายคนนั้นร้องเพลงเพราะกว่าต้นฉบับจริง ๆ ’ แมกซ์เวลล์ คอนเนลล์ เอ่ยในใจ ขณะที่เขากำลังรอคนขับรถ และคุณแม่เดินช็อปปิ้ง ส่วนเขาก็นั่งรออยู่บนรถ

ที่เขาได้ยินเสียงเพลงก็เพราะว่าเผลอเปิดกระจกรถแง้มไว้พอดี บวกกับจอดรถไม่ไกลจากที่เด็กคนนั้นร้องเพลง ทำให้สามารถได้ยินเสียงร้องเพลงตั้งแต่ต้นจนจบ

แมกซ์เวลล์ คอนเนลล์ เป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ส่วนสูงมากถึง 198 เซนติเมตรใบหน้าหล่อเหลาดวงตาสีแดง ผมสีดำ ผิวขาว

“รอนานหน่อยนะ พอดีแม่แวะไปฟังเพลงมาที่ลานด้านหน้า” เทย์เลอร์ คอนเนลล์ เอ่ย

เทย์เลอร์ เธอเป็นผู้หญิงสูง 175 เซนติเมตร หน้าตาสวยงดงาม ผมสีบลอนด์ ตาสีน้ำตาล ผิวขาว เธอแต่งงานเข้ามาในตระกูลคอนเนลล์ เพราะพบรักกับพ่อของแมกซ์เวลล์ ซึ่งตอนนี้เธอมีลูกถึง 3 คน เป็นผู้ชาย 2 คน และผู้หญิง 1 คนซึ่งแมกซ์เวลล์เป็นคนที่หนึ่ง

หลังจากที่เธอซื้อของเสร็จเธอก็แวะนั่งฟังเพลงที่มีเด็กคนหนึ่งสภาพมอมแมมมาเปิดหมวกร้องเพลง ตามจริงเธอเองก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่แต่ทันทีที่เด็กคนนี้ร้องเพลง เธอก็หยุดฟังไปโดยปริยายซึ่งเธอก็ได้ให้เงินกับเด็กคนนั้นไปจำนวน 10,000 เหรียญ

ตระกูลคอนเนลล์นับว่าเป็นตระกูลที่ร่ำรวยติดอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่เน้นไปทางด้านการลงทุน IT และเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งเทคโนโลยีบนโลกส่วนใหญ่ล้วนแล้วมีตระกูลคอนเนลล์หนุนอยู่ทั้งนั้น เรียกได้ว่าเป็นนักลงทุนด้านนี้โดยเฉพาะ และยังมีบริษัทในเครือที่โด่งดังอีกมากมายมูลค่าหลายล้านล้านเหรียญ

“กลับกันเถอะครับคุณแม่ เดี๋ยวคุณพ่อกับน้อง ๆ จะรอนาน” แมกซ์เวลล์เอ่ย

“โอ้...จริงด้วยงั้นออกรถเลยนาน ๆ ทีจะได้เจอกัน” เทย์เลอร์เอ่ย เนื่องจากครอบครัวของเธอเวลาว่างของแต่ละคนมักจะไม่ตรงกัน ลูกชายคนโตก็ทำแต่งาน ลูกสาวคนรองก็บินไปคุมงานที่ต่างประเทศบ่อย ๆ ลูกชายคนที่สามรายนี้ติดถ่ายงานเป็นประจำ ส่วนเธอกับสามีแน่นอนว่าก็ต้องออกไปเที่ยวตามภาษาคู่รักวัยกลางคน

ส่วนงานในบริษัทแน่นอนว่าสองสามีภรรยาโยนให้แมกซ์เวลล์ดูแลทั้งหมด

หลังจากที่ออก้าเดินทางกลับ เขาก็ไม่ได้กลับไปที่บ้านของเขา แต่เขาเลือกที่จะพักที่โรงแรมแทน แต่ก่อนจะกลับเขาก็ได้แวะซื้อเสื้อผ้าที่ร้านของแอนนาก่อน ส่วนแอนนาที่จำเขาได้เพราะเพิ่งผ่านมาได้ไม่นานก็เอ่ยทักทาย

ออก้าจึงเลือกซื้อชุดมาทั้งหมด 3 ชุด ทั้งหมดเป็นชุดสีดำสนิทมีทั้งเสื้อคอปก เสื้อคอเต่าและเสื้อโอเวอร์ไซส์ ส่วนกางเกงก็เป็นกางเกงสแล็คขายาวสีดำทั้งหมด

เหตุผลที่ส่วนใหญ่เขาเลือกสีดำก็เพราะมันดูสุภาพ และเป็นทางการสามารถใส่ไปได้ในทุก ๆ โอกาส เนื่องจากตอนนี้เขายังไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่งจำนวนเสื้อผ้าจึงสำคัญมาก ออก้าเลยไม่ซื้อเสื้อผ้าหลากหลายสไตล์มา

เมื่อออก้าออกมาจากร้านเสื้อผ้าของแอนนาเขาก็เดินไปซื้อหมวก หน้าแมสสีดำ กระเป๋าเป้ และยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดร่างกายอีกจำนวนหนึ่ง

เนื่องจากหลังจากนี้คงต้องอาบน้ำขัดตัวให้สะอาด เพราะภาพลักษณ์เป็นดั่งใบเบิกทางสำหรับการทำงาน ไม่ว่าจะสมัครงานที่ไหนผู้คนส่วนใหญ่มักดูภาพลักษณ์กันก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ

โรงแรมที่ออก้าเลือกพักเป็นโรงแรมราคาไม่แพงมาก เขากะว่าจะพักที่นี่แค่สองวันเพื่อหาที่พักแบบรายเดือน ในระหว่างนี้เขาก็จะหาดูงานที่เปิดรับสมัครไปพลาง ๆ

“ยินดีต้อนรับค่ะ” พนักงานโรงแรมกล่าว

“ผมขอห้องพักห้องขนาดกลางสำหรับสองวันครับ” ออก้าเอ่ย

พนักงานสาวมองมาที่ออก้าด้วยสายตาดูถูกเขาแต่ออก้าก็ไม่ได้ใส่ใจ

“แพงนะคะมีเงินจ่ายแน่เหรอคะ” พนักงานสาวกล่าว แม้ว่าจะพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่คำที่เธอพูดออกมามันไม่ควรพูดกับลูกค้าเลยสักนิด

“งั้นผมขอตัวครับ” ออก้าเอ่ย เขาเองก็ไม่พอใจเหมือนกัน เขาเลยเดินออกจากโรงแรมทันทีส่วนหญิงสาวคนนั้นก็ยิ้มหัวเราะ เพราะเธอคิดไว้แล้วว่าออก้าจะไม่มีปัญญาจ่ายถึงเดินออกไป

ออก้าก็ไม่ได้จะกลับไปเลยทันที แต่เขาเลือกจะมาที่ตู้ร้องเรียนบริการของโรงแรมแทน และแน่นอนว่าออก้าจะแจ้งเรื่องพฤติกรรมของพนักงานในโรงแรม

“มีเรื่องแจ้งอะไรรึเปล่าครับ” เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่ามีคนกำลังมาเขียนเรื่องร้องเรียนบริการที่ตู้ เดิมที่ทุกอย่างเป็นระบบออนไลน์หมดแล้ว แต่ที่นี่เป็นโรงแรมเก่าของตระกูลตู้นี้เดิมทีก็ไม่มีใครใช้ มันเป็นเหมือนของตกแต่งซะมากกว่า เพราะหากมีเรื่องอะไรแจ้งผ่านเว็บไซต์ของโรงแรมจะสะดวกกว่าเยอะ

ออก้าเมื่อเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งหน้าตาดีออกไปทางตี๋ ๆ เอ่ยถามเขาออก้าก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ชายคนนั้นฟังทันที

“ผมกำลังเดินทางหาที่พักสักสองวันครับ แล้วถูกใจโรงแรมแห่งนี้ พอเดินไปที่เคาน์เตอร์พนักงานกลับมองผมด้วยสายตาดูถูกผม และยังถามผมว่าผมมีเงินจ่ายรึเปล่า...” ออก้ายิ่งเล่าเรื่องที่เขาพบเจอมา ผู้ชายที่เข้ามาทักก็เริ่มขมวดคิ้วเรื่อย ๆ เพราะพฤติกรรมแบบนี้ไม่เหมาะสมมาเป็นพนักงานบริการเลยสักนิด

“ทางเราต้องขอโทษคุณลูกค้าด้วยนะครับเชิญตามผมมาทางนี้ครับผมจะตรวจสอบให้ และถ้าหากเป็นเรื่องจริงผมยินดีลดราคาที่พักให้ครับ” เจ้าของโรงแรมกล่าว

ออก้าก็เดินตามไปที่เจ้าของโรงแรมบอก แล้วตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ห้องมอนิเตอร์ ห้องนี้เป็นดั่งเซิฟเวอร์หลักของโรงแรม เจ้าของโรงแรมเมื่อมาถึงก็ให้คนที่เฝ้าเปิดกล้องวงจรในช่วงที่ออก้าเข้ามาติดต่อกับพนักงานขึ้นมา

และมันก็เป็นดั่งที่ออก้าพูดจริงทุกประการเจ้าของโรงแรมเองก็ไม่นิ่งนอนใจ รีบขอโทษออก้าอีกครั้งแล้วเรียกพนักงานคนนั้นไปพบผู้จัดการโรงแรมพร้อมไล่เธอออกจากงานทันที

“คุณจะไล่ฉันออกแบบนี้ไม่ได้นะคะ นี่คุณแอบติดเครื่องดักฟังเหรอ แบบนี้มันละเมิดสิทธิ์ของฉัน ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องร้อง” หญิงสาวพนักงานพูดขึ้นมาอย่างเสียงดัง

“ผมไล่คุณออกจะไปฟ้องที่ไหนก็ไป อีกอย่างทางโรงแรมไม่ได้ติดเครื่องดักฟังแต่กล้องวงจรปิดของโรงแรมมันสามารถบันทึกเสียงได้เทคโนโลยีอ่ะเข้าใจไหม ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ก่อนที่ผมจะเรียกรปภ.ให้โยนคุณออกไป” ผู้จัดการโรงแรมพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน

“แล้วเราจะได้เห็นดีกัน” พนักงานสาวพูดจบก็เดินกระทืบเท้าออกไปทันทีเธอก็พอรู้แล้วว่าเรื่องทั้งหมดคงเกิดขึ้นเพราะขอทานคนนั้นแน่ ๆ

หลังจากเธอออกจากโรงแรมไปแล้ว ออก้าก็ได้ห้องพักสุดหรูมาแทนแต่จ่ายค่าห้องในราคาของห้องพักขนาดกลางแทน ซึ่งห้องพักสุดหรูรวมอาหารครบสามมื้อ

“ต้องขอโทษลูกค้าจริง ๆ ครับกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น” เจ้าของโรงแรมพูดขอโทษอีกครั้ง การให้ห้องพักสุดหรูในราคาย่อมเยานับว่าไม่ขาดทุนเมื่อเทียบกับการโดนคอมเมนต์ และการให้ดาวของลูกค้า ซึ่งมีผลต่อโรงแรมไปถึงในอนาคต

เพราะลูกค้าที่มาพักส่วนใหญ่จะให้ดาวกับทางโรงแรมในเว็บไซต์ และการรีวิวของคนที่เคยพัก เรียกได้ว่าหากมีคอมเมนต์ไม่ดีสักหนึ่งคอมเมนต์ก็มีผลที่จะให้ลูกค้าคนอื่น ๆ ไม่เลือกมาใช้บริการ แน่นอนว่ามนุษย์ย่อมหาข้อเสียมาพิจารณามากกว่าข้อดีเสมอ

“ไม่เป็นไรครับ ตามจริงไม่ต้องให้ห้องพักราคาแพงแบบนี้มาให้ผมก็ได้ แค่คำขอโทษที่จริงใจจากเจ้าของโรงแรม และผู้จัดการก็ทำให้ผมรู้สึกดีมาก ๆ แล้วครับ” ออก้าเอ่ย

“ทางเราต้องขอโทษคุณลูกค้าอีกครั้งหากมีปัญหาอะไรสามารถติดต่อพนักงานได้เสมอเลยนะครับ” ผู้จัดการโรงแรมเอ่ย

“ครับ” ออก้าเอ่ย

เมื่อเรื่องราวจบลงออก้าก็เดินไปที่ห้องพักของตัวเองทันที

“นายน้อยหยางเฟยมาที่นี่มีอะไรรึเปล่าครับ” ผู้จัดการโรงแรมเอ่ย

หยางเฟย ตระกูลหยาง เขาเป็นทายาทรุ่นที่ 90 ตระกูลหยางทำธุรกิจโรงแรมมานานหลายร้อยปี มีโรงแรมตระกูลหยางอยู่ทั่วโลกการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยทำให้ธุรกิจตระกูลหยางยังมั่นคงมานานหลายร้อยปี จนติดอันดับผู้ที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลก

และเนื่องด้วยทำธุรกิจโรงแรมตระกูลหยางจึงให้ความสำคัญกับฟีดแบคอยู่เสมอ ส่วนไหนไม่ดีก็ต้องปรับปรุงจนครองใจผู้คนในด้านของการบริการมาอย่างยาวนาน

“ฉันแค่มาตรวจดูแบบแปลนโรงแรมต้นตระกูลน่ะ โชคดีที่มาเจอลูกค้าคนเมื่อกี้พอดีไม่งั้นพวกเราคงไม่รู้ว่าพนักงานไร้มารยาทคนนั้นทำเรื่องเลวร้ายลงไปแล้ว” หยางเฟยเอ่ย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป