บทที่ 8 ตอนที่ 7 รับบทเชฟชั่วคราว
หลังจากที่เดินมาได้สักพักหนึ่ง ออก้าก็โดนผู้ชายแปลกหน้าพามาที่ห้องพยาบาลของโรงแรมในห้องพยาบาลมีคุณหมอประจำอยู่ที่นี่หนึ่งคนเสมอ
และยังมีเครื่องมือต่าง ๆ สำหรับช่วยชีวิตอีกมากมาย นับได้ว่าเป็นโรงแรมที่เตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินสุด ๆ
“ยังดีที่อุณหภูมิน้ำร้อนที่โดนผิวไม่สูงมาก แผลเป็น หรือแผลพุพองเลยไม่เกิดขึ้น ทายาอีกสัก 2-3 วันเดี๋ยวก็หายครับ” คุณหมอเอ่ย
“แล้วทำไมมือของเขาถึงแดงจนน่ากลัวแบบนั้นละครับ” แมกซ์เวลล์เอ่ย
“อ๋อ...เนื่องจากผิวที่ขาว พอโดนความร้อนนิดหน่อยก็เริ่มแดงแล้วครับ เป็นกระบวนการตามธรรมชาติของผิวหนังครับ วางใจได้ไม่มีอันตรายแน่นอน” คุณหมอพูดจบก็ใช้ผ้าก๊อซพันมือของ ออก้าเสร็จพอดี
“ขอบคุณคุณหมอมาก ๆ ครับ” ออก้าเอ่ยเขาเองก็กังวลในตอนแรกอยู่เหมือนกันว่าจะเกิดแผลเป็นรึเปล่า พอได้ยินแบบนี้เขาก็สบายใจขึ้นเยอะ
หลังจากที่ออกมาจากห้องพยาบาลออก้าก็พูดขอบคุณผู้ชายตัวโตตรงหน้าทันที
“ขอบคุณคุณมาก ๆ ครับที่พามา ผมเองก็เพิ่งรู้ว่ามีห้องพยาบาลแบบนี้ในโรงแรมด้วย” ออก้าเอ่ย
“มันเป็นสิ่งที่ฉันควรทำ” แมกซ์เวลล์พูดจบเขาก็กำลังจะเดินแยกจากออก้าทันที เพราะเมื่อเรื่องจบแล้วเขาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อ ส่วนออก้าเองก็กำลังจะเดินกลับห้องของตัวเองเช่นกัน
จ็อก จ๊อก จ๊อก~~~
เสียงท้องร้องของออก้าดังขึ้นมาจนทำให้เขารู้สึกเขินอายนิดหน่อย เพราะเขาเองก็ยังไม่ได้ทานข้าวมาตั้งแต่ตอนเที่ยง เนื่องจากมัวแต่อัดคลิปร้องเพลงอยู่
“ไหน ๆ ผมก็ต้องเดินไปที่เลานจ์อาหารของโรงแรมอยู่แล้ว ไปด้วยกันไหมครับเดี๋ยวผมเลี้ยงเอง” แมกซ์เวลล์เอ่ย ตอนแรกเขาเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมีท่าทีที่จะปฏิเสธ
เขาก็เลยพูดว่าจะเป็นฝ่ายเลี้ยงอาหารสำหรับมื้อนี้เอง ซึ่งเดิมทีแมกซ์เวลล์ไม่เคยชวนใครมาทานอาหารด้วย แต่รอบนี้ถือเป็นกรณีพิเศษเพื่อเป็นการปลอบใจกับมาม่าที่หกไปในตัว
“งั้นผมไม่เกรงใจละนะครับ” ออก้าเอ่ย พลางยิ้มภายใต้แมส ใครกันล่ะที่จะไม่ชอบมื้ออาหารฟรี อีกอย่างช่วงนี้เขาค่อนข้างจนมีคนเลี้ยงอาหารก็ลดภาระได้ไปอีกหนึ่งมื้อ
ส่วนสาเหตุที่เขาไม่กังวล หรือกลัวว่าจะถูกผู้ชายตรงหน้าหลอก เพราะตอนนี้เขายังคงอยู่ในพื้นที่ของโรงแรม เลานจ์อาหารก็มีคนผ่านไปมาอยู่เยอะ แต่ถ้าหากชายตรงหน้าพาเขาไปในพื้นที่ไร้ผู้คนเขาก็จะไม่ตามไป
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็พากันเดินไปที่เลานจ์อาหารของโรงแรม ทันทีที่มาถึงแมกซ์เวลล์ก็พาออก้าเข้าไปในเลานจ์ส่วนตัว ซึ่งเป็นสไตล์อาหารประเทศ J แถบทวีปเอเชีย เป็นการทำโชว์สด ๆ ต่อหน้าลูกค้าที่มาทาน
ภายในเลานจ์เรียกได้ว่าโล่งมาก ๆ เพราะมีเพียงแค่บุคคลสองคนที่นั่งรออยู่หน้าเลานจ์
“แม่แค่ฝากซื้อยาดมไม่นึกเลยว่าจะไปนานขนาดนี้ ถ้าอีกสักพักไม่มาแม่คงให้คนไปตามแล้ว” เทย์เลอร์เอ่ย เธอเองก็รู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อยที่ลูกชายของเธอหายไปนาน
“แล้วนั่น” อีธานเอ่ยพลางส่งสายตาไปที่ด้านหลังของลูกชายตัวเอง
“...” แมกซ์เวลล์นิ่งเงียบไปเพราะเขาเองก็ไม่รู้จักชื่อคนที่พามาเหมือนกัน
“สวัสดีครับผมชื่อออก้า” ออก้ากล่าวทักทายเป็นภาษาสากล เพราะเห็นว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่พูดภาษาสากลกับคนที่พาเขามา
“ออ...ฉันชื่อเทย์เลอร์ ส่วนคนนี้ชื่ออีธานลูกชายของฉันชื่อแมกซ์เวลล์จ๊ะ” เธอเอ่ยเป็นภาษาของประเทศ T ทำให้ออก้ารู้ว่าเธอสามารถพูดภาษาของประเทศ T ได้
ส่วนเทย์เลอร์เธอรู้อยู่แล้วว่าลูกชายของเธอคงไม่ได้แนะนำตัวให้เด็กคนนี้รู้จักกันแน่ ๆ แต่ก็น่าแปลกที่ลูกชายของเธอชวนคนแปลกหน้ามาที่นี่ เธอจึงส่งสายตาเป็นการตั้งคำถามให้กับแมกซ์เวลล์ ซึ่งลูกชายของเธอก็รู้ว่าเธอจะถามถึงเรื่องอะไร
หลังจากนั้นแมกซ์เวลล์ก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้กับอีธาน และเทย์เลอร์ฟังตั้งแต่ต้น ซึ่งทั้งสองคนก็เข้าใจ และไม่ได้ว่าอะไร
“ตายจริงผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแล้วแบบนี้จะเกิดแผลเป็นรึเปล่าหนูออก้า” เทย์เลอร์เอ่ย
“คุณหมอบอกว่าไม่เกิดแผลเป็นครับแต่ต้องทายาเป็นประจำ” ออก้าเอ่ย
ทั้งสี่คนพูดคุยกันต่ออีกสักพักหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเทย์เลอร์กับออก้าที่พูดคุยกันอย่างถูกคอ จะมีเพียงอีธาน และแมกซ์เวลล์ที่นั่งฟังทั้งสองคนคุยกัน รอไปอีกสักพักหนึ่งในที่สุดก็มีพนักงานเดินออกมาจากด้านหลังครัว
“ต้องขอโทษด้วยนะครับ วันนี้เชฟคงให้บริการไม่ได้ ตอนนี้เชฟโรคประจำตัวกำเริบกำลังส่งไปโรงพยาบาลอยู่ครับ” พนักงานคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบา ๆ เพราะเขาเองก็รู้ว่าตระกูลคอนเนลล์เป็นตระกูลดัง และทรงอิทธิพลมาก ๆ หากทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าไม่พอใจมีหวังเขาโดนเด้งออกจากงานแน่นอน
“แย่ละสิ” อีธานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเพราะเขาเองก็รอเชฟมาทำอาหารให้ทานค่อนข้างนานอยู่เหมือนกัน
“แล้วเชฟคนอื่นไม่ว่างเหรอ” เทย์เลอร์เอ่ยเพราะเดิมทีเชฟหลักป่วยก็น่าจะมีเชฟผู้ช่วยอยู่แท้ ๆ
“ตอนนี้เชฟผู้ช่วยไม่ว่างครับ” พนักงานเอ่ยซึ่งความจริงก็คือเชฟผู้ช่วยหนีไปทำอาหารให้อีกเลานจ์หนึ่ง ซึ่งเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่คนหนึ่งโดยที่ไม่รู้เลยว่าแขกในเลานจ์นี้คือตระกูลคอนเนลล์
เนื่องจากการมาทานอาหารครั้งนี้ตระกูลคอนเนลล์บอกแค่เชฟใหญ่กับเจ้าของโรงแรมเพียงสองคนลูกทีมหรือผู้ช่วยเชฟเลยไม่รู้
“หืม...เดิมทีฉันจองทั้งเลานจ์ เชฟก็ต้องอยู่กันสิหากเชฟใหญ่ป่วยกะทันหันก็ต้องมีคนมาแทน แล้วแบบนี้จะแก้ปัญหายังไง” เทย์เลอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่ค่อยพอใจ ซึ่งตอนนี้เธอกำลังรู้สึกหงุดหงิดนิด ๆ
ส่วนหยางเฟยที่เป็นเจ้าของโรงแรมเขาก็ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วย เพราะเลานจ์อาหารของทางโรงแรมจะแยกส่วนกับเลานจ์อาหารที่บรรดาเชฟทั้งหลายเช่าที่เปิดร้านของตัวเอง ทางโรงแรมจึงไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบตรงนี้
พนักงานที่ยืนอยู่พวกเขาเองก็ไม่กล้าทำอาหารให้แขกรับประทาน เพราะฝีมือการปรุงต่างกัน อีกอย่างพวกเขาเป็นแค่พนักงานผู้ช่วยยังไม่ได้ไปถึงระดับผู้ช่วยเชฟ การทำอาหารจึงไม่ได้ออกมาดีมากนัก
“ถ้าไม่รังเกียจมื้อนี้เดี๋ยวผมทำให้ทานเองครับ” ออก้าเอ่ย เพราะเขาดูแล้วสถานการณ์ตอนนี้กำลังดูย่ำแย่
“หนูทำไหวเหรอออก้า” เทย์เลอร์เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ไหวครับแผลนิดเดียวไม่ทราบว่ามีวัตถุดิบอยู่แล้วใช่ไหมครับ” ออก้าเอ่ย
“มีครับ เชฟเตรียมเอาไว้หมดแล้วครับ” พนักงานชายคนเดิมเอ่ย
“งั้นรบกวนช่วยยกวัตถุดิบมาด้านหน้าให้ผมทีนะครับ” ออก้าพูดจบก็เดินอ้อมไปที่โต๊ะยาวสำหรับทำอาหารโดยที่มี อีธาน เทย์เลอร์ และแมกซ์เวลล์นั่งมองอยู่ด้านหน้า
เมื่อพนักงานยกวัตถุดิบมาพร้อมแล้ว ออก้าก็เริ่มสวมถุงมือสำหรับทำอาหารสีดำใส่มือทั้งสองข้าง และใส่ผ้ากันเปื้อนสีดำ ยิ่งออก้าผูกเชือกไว้รอบเอวก็ยิ่งทำให้คนอื่น ๆ เห็นว่าออก้านั้นรูปร่างดีมาก ส่วนแมสที่ออก้าใส่มาตั้งแต่ต้นเขาก็ยังคงไม่ได้ถอดออก
ออก้ามองดูวัตถุดิบต่าง ๆ นานา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบจากประเทศ J สไตล์อาหารที่เขาจะทำจึงเป็นเมนูอาหารของประเทศ J เป็นหลัก
‘ดูจากวัตถุดิบแล้วเชฟน่าจะเสิร์ฟแบบโอมากาเซะสินะ’ ออก้านึกในใจ ส่วนในหัวของเขาก็พลางคิดเมนูที่จะทำเพิ่มในวันนี้
“ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ครัวของเราคุณลูกค้าแพ้วัตถุดิบอะไรบ้างไหมครับ” ออก้าเอ่ยเป็นภาษาของประเทศ J ส่วนประโยคหลังพูดเป็นภาษาประเทศ T อย่างคล่องแคล่ว การทำแบบนี้ก็คือการเอนเตอร์เทนลูกค้า ซึ่งมันเป็นหัวใจหลักอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญในการทำอาหารต่อหน้าลูกค้าเลยก็ว่าได้
“ไม่มีจ๊ะ” เทย์เลอร์เอ่ย เธอยิ่งสนใจออก้าเข้าไปใหญ่เมื่อเห็นว่าออก้าสามารถพูดได้หลากหลายภาษา สำเนียงเรียกได้ว่าไพเราะมาก ๆ เหมือนต้นฉบับภาษามาเองไม่มีผิด
“ไม่มีฉันกินได้ทุกอย่าง” อีธานเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
“ไม่มี” แมกซ์เวลล์ยังคงพูดตอบสั้น ๆ เช่นเดิม
‘งั้นเมนูวันนี้ขอเริ่มจากซูชิ 3 แบบ ซาชิมิ ซุปเห็ดทรัฟเฟิล เมนูหลักข้าวหน้าปลาไหล และสเต็กเนื้อวากิว A5 ของหวานเค้กช็อกโกแลตโดม’ ออก้านึกเมนูที่จะทำในใจ เพราะหัวใจของโอมากาเซะอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นการเสิร์ฟตามใจเชฟโดยที่ลูกค้ายังไม่รู้ว่าจะได้ทานอะไร
ออก้าเริ่มจากการทำซูชิหน้าต่าง ๆ 3 แบบก่อนเป็นอันดับแรก ซูชิที่ออก้าทำหน้าตาออกมาล้วนสวยงามจนเทย์เลอร์ถ่ายรูปเก็บเอาไว้โพสต์รัว ๆ
“หน้าตาซูชิสวยงามและอร่อยมาก” เทย์เลอร์เอ่ย ส่วนอีกสองคนไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแต่พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเทย์เลอร์ และไม่นานพวกเขาก็ทานซูชิจนหมดจาน
เมนูถัดไปซาชิมิ และซุปเห็ดทรัฟเฟิล ออก้าเลือกที่จะเสิร์ฟพร้อมกันซึ่งหน้าตาของอาหารก็ยังคงสวยงามน่าทานเช่นเดิม ส่วนเรื่องรสชาติก็อร่อยไร้ที่ติ จนมาถึงเมนูหลักก็คือข้าวหน้าปลาไหลกับสเต็กเนื้อวากิว A5
ออก้าใช้หมุดตอกไปที่หัวของปลาไหล และทำการแล่เนื้อปลาไหลอย่างเบามือ ฝีมือการใช้มีดของออก้านับว่าช่ำชองมาก หนังปลาไม่ขาดออกจากกันแล่ออกมาได้สวยงามราวกับเป็นเชฟมานาน จนเทย์เลอร์ขอถ่ายภาพการแล่ปลาไหลไปลงในแอ็กเคานต์ส่วนตัว
เมื่อแล่ปลาเสร็จแล้ว ออก้าก็ย่างปลาไหลด้วยเตาถ่าน ซอสเขาก็ปรุงเพิ่มขึ้นมาใหม่เพราะของเดิมเขารู้สึกว่ามันจืดเกินไป เมนูข้าวหน้าปลาไหลยังคงมาตรฐานเดิมคือการจัดจานที่สวยงามและรสชาติอร่อย
เมนูถัดไปคือสเต็กวากิว A5 ออก้าย่างในกระทะระดับความสุกมิเดียมแรร์ ในระหว่างทำในส่วนของเนื้อ ออก้าก็หันไปทำซอสสำหรับทานคู่กับสเต็กต่อ และยังคงจัดจานได้สวยงามน่ารับประทานเช่นเคย ส่วนรสชาติก็อร่อยไร้ที่ติ
มาถึงเมนูของหวานรอบนี้ออก้าใช้ไนโตรเจนเหลวกับช็อกโกแลตเกรดพรีเมี่ยมมาทำเป็นโดมครอบ โดยใช้เทคนิคส่วนตัวด้านในโดมเป็นเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม ซึ่งเมนูของหวานสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทั้งสามคนมาก เพราะเป็นการทำโดยใช้เทคนิคพิเศษ
เมนูของหวานเองก็มีลูกเล่นจนเทย์เลอร์ต้องถ่ายคลิปเอาไว้ในขณะที่เธอกำลังทานของหวาน
“เมนูของหวานวิธีการทานคือเอาช้อนเคาะเบา ๆ ที่ตัวโดมนะครับ พอมันแตกออกมาก็สามารถทานได้เลย” ออก้าเอ่ย
ทั้งสามคนทำตามที่ออก้าบอก พอพวกเขาเคาะจนตัวโดมแตกก็มีควันออกมาทันทีเผยให้เห็นเค้กน่าตาน่าทานอยู่ด้านใน ทั้งสามคนไม่รอช้าหยิบช้อนมาทานทันที เมื่อทั้งสามคนทานเสร็จเรียบร้อยออก้าก็โค้งคำนับ และกล่าวขอบคุณเป็นภาษาประเทศ J
“ขอบคุณลูกค้าทุกท่านโอกาสหน้าเชิญใหม่นะครับ” ออก้าเอ่ย
“ฉันจะกลับมาแน่นอนว่าแต่หนูเป็นเชฟเหรอ” เทย์เลอร์พูดหยอกเย้า พลางสอบถามออก้า
“คุณแม่ครับ ออก้ายังไม่ได้ทานอาหารเลยนะครับ” แมกซ์เวลล์เอ่ยเตือน
“อ่ะ...จริงด้วยงั้นหนูทานไปก่อนเลยมื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง” เทย์เลอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ผมเลี้ยงแล้วคุณแม่รอรอบหน้า” แมกซ์เวลล์เอ่ย
“งั้นพ่อรอบถัดไปนะกัน” อีธานเอ่ย
“ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้ และมื้อถัด ๆ ไปในอนาคตล่วงหน้านะครับ” ออก้าเอ่ยหยอกเย้าอย่างอารมณ์ดี เพราะเดิมทีนี่ก็เป็นนิสัยของเขาอยู่แล้ว
ออก้าเมื่อถึงคิวทานอาหารของตัวเอง เขาก็ถอดถุงมือ และผ้ากันเปื้อนออก แล้วเดินไปล้างมือก่อนจะมานั่งทานอาหารที่หลังเคาน์เตอร์ เนื่องจากแมกซ์เวลล์ยกอาหารในส่วนของเขามาไว้ให้แล้ว
ส่วนทั้งสามคนก็ปล่อยให้ออก้าทานอาหารโดยที่ยังไม่ได้ชวนคุย เพราะมันเป็นการเสียมารยาทพวกเขาจึงคุยกันตามภาษาครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเทย์เลอร์กับอีธานที่พูดคุยกัน จะมีเสียงของแมกซ์เวลล์โผล่มานาน ๆ ทีเมื่อถึงประเด็นของตัวเอง
ออก้าเมื่อมาถึงที่นั่งเขาก็ถอดแมสออก ทันทีที่เขาถอดแมสเสียงที่พูดคุยกันก็หยุดชะงักลง จนออก้ารู้สึกแปลกใจเลยหันไปมองทั้งสามคนด้วยแววตาใสซื่อ ซึ่งตอนนี้เขาก็เห็นทั้งสามคนกำลังมองเขาอยู่เช่นกัน
“เออ...มีอะไรรึเปล่าครับ หรือถ้ายังไม่อิ่มผมทำเพิ่มให้ได้อีกนะครับ วัตถุดิบยังมีอยู่อีกเยอะเลยครับ” ออก้าพูดออกมาด้วยท่าทีเกร็ง ๆ นิดหน่อย
“อะ...ออเปล่าจ๊ะตามสบาย ๆ ” เทย์เลอร์เอ่ยแต่ในใจของเธอหวีดออก้าไปเป็นที่เรียบร้อย คนอะไรก็ไม่รู้หน้าตาจะมองว่าสวยก็สวย จะมองว่าหล่อก็หล่ออย่างกับพวกเอลฟ์ในนิทาน อีธาน และแมกซ์เวลล์ก็คิดเช่นเดียวกันกับเทย์เลอร์
ณ สถานที่แห่งหนึ่ง
“เหตุใดเจ้าถึงได้ซุกซนมากนัก รู้รึเปล่าการที่เจ้าทำแบบนี้มันผิดกฎ” เสียงของผู้ชายดังก้องกังวานอยู่ในวิหาร
“ระ...รู้แต่ท่านใจเย็น ๆ สิ ข้าแค่ชื่นชอบมนุษย์คนนั้นเองนะ” เสียงของผู้ชายคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงเบา ๆ
“นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัวเทพแห่งชีวิต!!!” เสียงผู้ชายคนเดิมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูโมโห
“ทะ...ท่านมหาเทพใจเย็น ๆ ข้าผิดไปแล้วจะไม่ทำอีกแล้ว” เทพแห่งชีวิตเอ่ย เขาก็แค่ส่งมนุษย์ที่ตัวเองเป็นแฟนคลับไปเกิดใหม่ในโลกอื่นก็เท่านั้นเอง แถมให้ยาวิเศษเป็นของแถมไปด้วย
“ข้าได้ยินนะว่าเจ้าคิดอะไรยังไม่สำนึกอีก” มหาเทพพูดเสียงดังจนวิหารเริ่มสั่นสะเทือน
“ท่านหูผีรึไง รู้ได้เช่นไรว่าข้าคิดอะไรอยู่” เทพแห่งชีวิตเอ่ย พลางยืดอกอย่างองอาจ
“เจ้า...เอาเถอะส่งไปแล้วก็ยากที่จะเรียกกลับมา กงล้อแห่งชีวิตก็เดินไปแล้วส่วนเจ้ามีความผิดคืนนี้โดนดีแน่” มหาเทพกล่าว พลางถอนหายใจออกมาแล้วมองไปที่เทพแห่งชีวิตด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“มะ...ไม่เอาท่านพักบ้างเถอะท่านจะสุขภาพดีเกินไปแล้ว” เทพแห่งชีวิตเอ่ย
“ข้าไม่สน” เมื่อพูดจบมหาเทพก็วาปตัวเองมาใกล้เทพแห่งชีวิตแล้วอุ้มไปที่ตำหนักทันที
