บทที่ 4 ช่วยเหลือ

@ผับหรูใจกลางเมือง

“นี่ยัยมินเป็นอะไรไป ทำไมเอาแต่นั่งเงียบล่ะ” เม็ดทรายหันมาถามเพื่อนรักที่เอาแต่นั่งเงียบอยู่คนเดียวซึ่งตั้งแต่ที่เธอไปรับมินตรามาจากคอนโด มินตราก็เอาแต่นั่งเงียบและเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก เราแค่...เครียดเรื่องเรียนน่ะ” มินตรายิ้มๆ ตอบกลับไปด้วยท่าทางที่พยายามทำตัวให้ปกติที่สุด หากแต่ในใจของเธอมันยังคงนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเย็น

“หื้ม? คนเรียนเก่งอย่างเธอเนี่ยนะเครียด”

“...”

“เฮ้อ เอาเถอะๆ วันนี้ฉันพามาเปิดหูเปิดตาก็สนุกให้เต็มที่หน่อยสิ นั่งเงียบแบบนี้ฉันเป็นห่วงนะ”

“อื้ม ได้สิ...” มินตราพยักหน้ารับเล็กน้อยเป็นเชิงเข้าใจ ซึ่งเม็ดทรายที่เห็นอย่างนั้นก็ชวนเพื่อนรักคุยนู่นคุยนี่ไปเรื่อยๆ อย่างสนุกสนาน จนมินตราที่เอาแต่นั่งเงียบในตอนแรกก็เริ่มพูดคุยกับเธอมากขึ้น ถึงจะไม่เท่ากับตอนเมื่อเช้าก็ตาม

@สองชั่วโมงต่อมา

“เม็ดทราย”

“...”

“เม็ดทราย”

“อื้อ~ มีอะไรเหรอ” เม็ดทรายที่นั่งฟุบไปกับโต๊ะพูดอย่างงัวเงียเมื่อได้ยินเสียงของมินตราเรียกอยู่ใกล้ๆ

“เราบอกแล้วไงว่าอย่าดื่มเยอะ เธอเมาแล้วเห็นไหม”

“ไม่ได้เมา~ แค่มึนๆ นิดหน่อยเองง”

“เฮ้อ เราว่าพวกเรากลับกันเลยไหม นี่มันก็ดึกแล้วเราไม่อยากให้ปะป๊ากับหม่ามี๊เป็นห่วง” น้ำเสียงที่ยานคางของเม็ดทรายทำเอามินตราถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่ สุดท้ายเธอก็ต้องชวนเพื่อนรักกลับบ้านไปเพราะนี่มันก็เริ่มดึกแล้วและเม็ดทรายก็เมามากด้วย มันจึงไม่ดีเท่าไรถ้าจะอยู่ต่อ แต่แล้วสิ่งที่ได้มากลับเป็นความเงียบเท่านั้นเมื่อเม็ดทรายฟุบหลับไปกับโต๊ะอีกครั้ง

“...”

“นี่เม็ดทราย!”

“ฮะๆ อื้ม กลับเลยสิ” เม็ดทรายเงยหน้าขึ้นด้วยความมึนงงทำเอามินตราส่ายหัวให้กับภาพที่เห็นก่อนที่เธอจะหยิบกระเป๋าสะพายข้างขึ้นมาคล้องบ่า แล้วตั้งท่าจะลุกขึ้นไป

“มา งั้นลุกขึ้น อ๊ะ!” เสียงของมินตราร้องขึ้นอย่างตกใจเมื่ออยู่ๆ เด็กเสิร์ฟคนหนึ่งก็มาชนเธอเข้า ทำให้เครื่องดื่มในถาดที่ถืออยู่นั้นหกมาเลอะตรงแขนของเธอพอดี

“ขอโทษครับ คุณลูกค้าเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“มะ...ไม่เป็นอะไรค่ะ”

“ขอโทษจริงๆ นะครับ”

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ” มินตรายิ้มๆ ตอบกลับไปอย่างใจดีก่อนที่เด็กเสิร์ฟคนนั้นจะก้มหัวให้เธออีกครั้งแล้วเดินออกไป

“เม็ดทราย เดี๋ยวเราไปห้องน้ำแปปหนึ่งนะ”

“ฝน พี่ฝากดูแลพี่ทรายหน่อยนะ” มินตราหันไปบอกรุ่นน้องที่มาด้วยเพียงนิดก่อนที่ตัวเองจะเดินไปยังห้องน้ำของผับเพื่อจัดการกับเครื่องดื่มที่หกเมื่อสักครู่นี้

“หื้ม เราจำได้ว่ามาทางนี้นิ แล้วทำไมไม่เห็นทุกคนเลยล่ะ” มินตราพูดขึ้นกับตัวเองเบาๆ เมื่อเห็นว่าทางที่กำลังยืนอยู่นั้นไม่เห็นพวกเพื่อนๆ หรือน้องๆ ที่มาด้วยกันเลย

“มาผิดทางงั้นเหรอ โทรถามเม็ดทรายดีกะ...อ๊ะ!” ไม่รอช้ามือบางรีบหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูออกมาเพื่อจะกดโทรหาเพื่อนของตัวเองทันที เพราะเธอคิดว่าเธอน่าจะหลงจากการมาเที่ยวผับครั้งแรกแล้ว แต่ในขณะที่มินตรากำลังหยิบโทรศัพท์ขึ้นมานั้นร่างบางก็เซไปข้างหลังสองสามก้าวเมื่อเผลอชนเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเดินสวนมาพอดี

“ขะ...ขอโทษค่ะ”

“นี่ น้องมาชนพี่แบบนี้ได้ไงอะ”

“ขอโทษค่ะ คือหนูไม่ได้ตั้งใจ”

“ไม่ได้ตั้งใจอะไรวะ ก็เห็นๆ กันอยู่”

“อย่างนี้ต้องชดใช้หรือเปล่าน้อง” ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจและหวาดกลัวเมื่อเห็นผู้ชายอีกคนที่อยู่ด้านหลังเดินออกมาพร้อมกับพูดขึ้นด้วยท่าทางที่ดูคุกคาม

“นั่นน่ะสิ หน้าตาน่ารักนะเรา ชื่ออะไรล่ะ” ผู้ชายที่เธอเดินชนในตอนแรกค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทำให้มินตรารีบถอยหลังหนีตามสัญชาตญาณทันทีพร้อมกับร่างกายที่เริ่มสั่นเทา

“อึก ยะ...อย่าเข้ามานะ”

“ทำเป็นสะดีดสะดิ้งไปได้ อย่าเล่นตัวไปหน่อยเลย”

“กรี๊ดดด!” เรียวปากบางกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวเมื่อผู้ชายอีกคนยื่นมือมาหมายจะจับที่ตัวของเธอ แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องเบิกตาโพลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมา

พรึ่บ!

“เฮ้ย มาเสือกอะไรด้วยวะ” ผู้ชายคนที่กำลังจะยื่นมือมาจับมินตราตะเบ็งเสียงขึ้นอย่างอารมณ์เสียที่อยู่ๆ ก็มีคนมาจับตรงข้อมือของเขาไว้แน่นก่อนที่จะถึงตัวของหญิงสาว

“โทษทีว่ะ กูอยากหาที่ลงอยู่พอดี”

“พะ...พี่ชาร์วี” หญิงสาวเรียกชื่อของที่ผู้ชายที่เข้ามาช่วยเธอเสียงสั่น

“อยากมีเรื่องเหรอวะ เฮ้ย จัดการให้มันคลานหนีไปเลย” ผู้ชายสองคนนั้นพุ่งตัวเข้ามาหาชาร์วีอย่างไม่รีรอ แต่ด้วยความที่ชาร์วีเก่งในเรื่องของการต่อสู้มากกว่าจึงทำให้เอาชนะสองคนนั้นได้อย่างง่ายดาย มือหนาหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดคราบเลือดที่มือเล็กน้อยพลางจ้องมองไปที่ผู้ชายสองคนที่วิ่งหนีออกไปจนลับสายตาก่อนจะได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของหญิงสาวดังแทรกขึ้น

“ฮึก...”

“เลิกร้องได้แล้ว”

“...”

“ถ้าจะกลัวขนาดนั้นก็ไม่ควรมาตรงนี้นะ” ชาร์วีทิ้งผ้าในมือลงแล้วจองหน้าหญิงสาวตรงหน้านิ่ง

“นะ...หนูหลงค่ะ ฮึก”

“เหอะ! ทำเป็นไม่เคยมาไปได้”

“เธอโชคดีนะที่วันนี้ฉันกำลังหาที่ลงพอดี ไม่งั้นฉันคงไม่มาวุ่นวายให้เสียเวลา” ชายหนุ่มพูดกับเธอเพียงแค่นั้นแล้วเดินออกมาจากตรงนั้นทันที ทางด้านมินตราที่ยืนอยู่ก็รีบตั้งสติ มือบางยกขึ้นมาเช็ดน้ำตาบนใบหน้าลวกๆ แล้วรีบเดินกลับไปหาเพื่อนของตัวเองด้วยกลัวว่าสองคนนั้นจะย้อนมาอีกถึงสภาพของทั้งคู่จะดูไม่น่ากลับมาได้เลยก็ตาม

@อีกด้าน

“กว่าจะเสด็จมาได้นะมึง” เหมันต์ที่นั่งดื่มอยู่คนเดียวเอ่ยแซวเพื่อนรักที่เพิ่งเดินเข้ามาด้วยอารมณ์คุกรุ่นก่อนที่ชาร์วีกระแทกตัวลงฝั่งตรงข้ามอย่างแรง มือหนาหยิบเหล้าขึ้นมาเทใส่แก้วของตัวเองแล้วกระดกเข้าปากอึกใหญ่

“แล้วนี่เป็นไร ที่บอกกูว่าอารมณ์ไม่ดี”

“เจอพวกน่ารำคาญมา หาว่ากูไปยุ่งกับเมียมัน” ชาร์วีวางแก้วเหล้าที่หมดแล้วลงและเริ่มเทเหล้าลงไปใหม่อีกครั้ง

“ก็เลยชวนกูมาดื่ม? ”

“เออ”

“ถ้ามันมีตามันก็น่าจะรู้นะว่าเมียมันแทบจะแก้ผ้าโชว์มึงอยู่ละ แต่มึงไม่เล่นด้วย”

“แต่มึงดูไม่ค่อยหงุดหงิดแบบตอนที่โทรมาหากูนะ หรือว่าเจอเหยื่อดีๆ?” เหมันต์เอ่ยกระแนะกระแหนเพื่อนรักเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มีอารมณ์ที่หงุดหงิดมากแบบตอนแรก

“เปล่า เมื่อกี้มีพวกดวงซวยมาให้กูระบายอารมณ์พอดี”

“หึ ก็ถือว่าเป็นโชคร้ายของมัน” เหมันต์ยกแก้วเหล้าขึ้นมาจิบพลางนึกถึงสภาพของคนที่โดนชาร์วีเล่นงานไปด้วยเพราะชาร์วีเรียนศิลปะการป้องกันตัวมาตั้งแต่เด็กจึงไม่แปลกถ้าจะบอกว่าคนที่ต้องมาดวลกับชาร์วีนั้นเป็นคราวซวยของพวกเขา

แล้วทั้งสองคนก็นั่งดื่มกันเงียบๆ จนเวลาล่วงเลยไปถึงตีหนึ่งจึงแยกย้ายกันกลับแบบที่เคยทำ

@คอนโดมินตรา

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

เสียงหัวใจของหญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้มคนหนึ่งกำลังเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งในขณะที่เธอนอนอยู่บนเตียง หัวใจของเธอมันยังคงเต้นแรงและแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนึกถึงภาพที่ชาร์วีเข้ามาช่วยเธอไว้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เพียงแค่การกระทำเล็กน้อยที่ไม่ตั้งใจของเขาก็พาลทำให้หัวใจของเธอพองโตได้ไม่ยาก

“ทำไมเธอใจร้ายกับเราอย่างนี้นะ” หญิงสาวพูดขึ้นพลางใช้มือลูบที่อกด้านซ้ายของตัวเองอย่างแผ่วเบา

“ทั้งๆ ที่เมื่อเย็นเพิ่งเจอแบบนั้นแท้ๆ แต่มันก็ห้ามความรู้สึกไม่ได้เลย...”

“พี่ชาร์วีจะเป็นยังไงบ้างนะ...เขามาช่วยเราขนาดนั้น”

“ยังไม่ได้ขอบคุณเขาเลย” ดวงตากลมโตฉายออกมาถึงความคิดอะไรบางอย่างก่อนที่เธอจะลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องนอนไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป