บทที่ 6 เสี่ยง(รัก)
@บ้านของมินตรา
ร่างบางเดินเข้ามาในบ้านหลังใหญ่อย่างอารมณ์ดีพลางกวาดสายตามองไปยังสิ่งของต่างๆ ไปด้วยก่อนที่เสียงเรียกของผู้เป็นแม่จะดังขึ้นทำให้ใบหน้าหวานหันไปมองยังต้นทางของเสียงอัตโนมัติ
"มาแล้วเหรอมิน" มีนาที่กำลังเดินลงมาจากชั้นสองเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นลูกสาวตัวเล็กที่กำลังเดินเข้ามา
"หม่ามี๊~” ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าของผู้เป็นแม่ มินตราก็รีบวิ่งเข้าไปสวมกอดแม่ของตัวเองไว้ทันทีด้วยความคิดถึง จมูกเล็กฝังลงบนแก้มนวลฟอดใหญ่จนมีนาหลุดยิ้มออกมาให้กับความขี้อ้อนของลูกสาว
"อ้อนเก่งเหมือนเดิมนะเรา"
"ก็มินคิดถึงหม่ามี๊นี่นาา แล้วปะป๊าล่ะคะ"
"นั่งรออยู่ที่โต๊ะน่ะ ไปลูก ไปกินข้าวกัน หม่ามี๊ทำอาหารไว้เยอะเลย" แล้วมินตราก็เดินตามผู้เป็นแม่เข้าไปยังห้องรับประทานอาหารทันที โดยมีธันวาผู้เป็นพ่อนั่งรออยู่ และ...
"ปะป๊าา อ๊ะ! น้าเพลง"
“ว่ายังไงตัวเล็ก” เพลงพิณที่นั่งอยู่เอ่ยทักทายคนตัวเล็กที่เพิ่งเดินเข้ามาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ซึ่งเธอนั้นเป็นเพื่อนสนิทของมีนาตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนอยู่ ทำให้ทั้งสองบ้านจึงไปมาหาสู่กันบ่อยๆ แต่หลังจากที่ลูกชายของเธอไปอยู่ที่ต่างประเทศเธอก็ไม่ค่อยได้มาที่บ้านหลังนี้เท่าไหร่นัก ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นการมาหาเพื่อนสนิทในรอบหลายเดือนของเธอ
“สะ...สวัสดีค่ะ” มินตรายกมือไหว้หญิงสาววัยกลางคนตรงหน้าอย่างนอบน้อมแม้จะยังคงมีความตกใจอยู่ก็ตาม
“สวัสดีจ้ะ”
“เป็นไงเซอร์ไพรส์ไหม”
“หม่ามี๊ทำไมไม่บอกมินก่อนล่ะคะ มินไม่ได้เตรียมอะไรมาให้คุณน้าเลย”
“มินขอโทษนะคะ...” หญิงสาวหันกลับไปพูดกับเพลงพิณอย่างมีมารยาทพร้อมกับหย่อนตัวนั่งลงตรงเก้าอี้ข้างๆ มีนาไปด้วย
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ น้าไม่ถือหรอก”
“แล้วเรียนเป็นไงบ้างเรา อยู่ปีสองแล้วใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ มินอยู่ปีสองแล้ว~”
“ว่าแต่มินไม่สงสัยเหรอลูกว่าน้าเพลงมาทำอะไร” มีนาที่นั่งอยู่หันมาเอ่ยถามลูกสาวอย่างอารมณ์ดี ซึ่งธันวาที่ได้ยินคำถามนั้นก็เค้นหัวเราะในลำคอเล็กน้อยด้วยความรู้ทัน
“หึ”
“เอ๋...มาทำอะไรเหรอคะ” มินตราที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็หันไปถามและมองหน้าทุกคนอย่างสงสัย โดยท่าทางเหล่านั้นทำให้เพลงพิณเผลอยิ้มออกมากับความใสซื่อของเด็กสาวตรงหน้า
“มาสู่ขอลูกสะใภ้น่ะ”
“..!!”
“ฮ่าๆๆ น้าล้อเล่น ไม่ต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้น แต่น้าแค่เอาข่าวดีมากบอกน่ะ”
“ข่าวดีอะไรคะ มินงงไปหมดแล้ว” ใบหน้าหวานหันมองทุกคนด้วยความงุนงง เพราะดูเหมือนทุกคนกำลังตั้งใจจะกลั่นแกล้งเธอยังไงอย่างนั้น ตอนนี้มินตราจึงสับสนไปหมดและไม่รู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริงกันแน่
“พี่กล้าเขาจะกลับมาแล้วนะ”
“พะ...พี่กล้า”
“ดีใจไหม น้าเองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน พอรู้เรื่องเลยรีบมาบอกหนูมินตราเองเลย”
“อะ...เอ่อ ค่ะ”
“ได้เจอกันสักทีนะลูก” มีนาหันไปลูบศีรษะเล็กของลูกสาวอย่างอ่อนโยนด้วยความดีใจไม่ต่างกัน
“รู้ไหมว่าพี่เขาพูดถึงเราให้น้าฟังทุกวันเลยนะ วันก่อนเห็นบอกว่าจะติดต่อให้เราไปเรียนที่นู่นด้วย น้าเองก็คุยกับปะป๊าของเราแล้วล่ะปะป๊าเขาก็เห็นด้วย”
“ปะป๊าเห็นด้วยเหรอคะ” มินตราหันไปถามผู้เป็นพ่อด้วยแววตาสั่นไหวอย่างปิดไม่มิดที่อีกไม่นานเธอจะต้องไปอยู่ไกลบ้านและเป็นที่ที่ไม่มีคนรู้จักอยู่เลย
“ใช่ ป๊าเคยบอกแล้วไงว่าอยากให้เราไปเรียนต่อที่นู่น แล้วพี่กล้าเขาก็อยู่ด้วยป๊าก็เลยมั่นใจว่ามินจะมีคนดูแล” เพราะกล้าเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของเพลงพิณและกล้ากับมินตราเองก็สนิทกันมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ หรือเรียกว่าโตมาด้วยกันก็ได้ ธันวาจึงวางใจหากลูกสาวของตัวเองจะมีคนคนนี้คอยดูแล
“เป็นอะไร อย่าบอกนะว่าจะงอแงไม่ไปเพราะติดเพื่อนอีกแล้วน่ะ” มีนาเอ่ยหยอกล้อเมื่อเห็นลูกสาวเงียบไป จริงๆ เธอกับธันวาอยากให้มินตราไปเรียนต่อที่ต่างประเทศตั้งนานแล้วแต่มินตราก็ไม่ยอมไปเพราะติดเพื่อนที่ไทย ดังนั้นเธอกับธันวาจึงต้องตามใจคนตัวเล็กเพราะเห็นว่าตอนนั้นมินตรายังเด็กอยู่ แต่ก็มีข้อแม้ว่าหากทั้งคู่เห็นสมควรเมื่อไหร่มินตราจะต้องไปตามที่ตกลงกันไว้ทันที
“ปะ...เปล่าค่ะ มินแค่ตกใจนิดหน่อย”
“ไม่ต้องห่วงนะหนูมิน น้าคุยกับพี่กล้าแล้วอยู่ที่นู่นพี่กล้าเขาจะดูแลหนูอย่างดีเลยล่ะ แล้วก็...พร้อมดูแลทั้งชีวิตด้วย”
“เมื่อไหร่เธอจะเลิกขายลูกตัวเองสักทีเนี่ย” มีนาที่นั่งอยู่บ่นออกมาอย่างไม่จริงจังนักเมื่อเพื่อนของเธอมักจะพูดอย่างนี้กับมินตราอยู่บ่อยครั้งที่มีโอกาส
“คงไม่มีวันนั้นหรอก หนูมินน่ารักขนาดนี้ต้องขายให้บ่อยๆ กลัวจะมีคนอื่นมาแย่งไป ห้ามยกให้ใครนะธันวาคนนี้เพลงจองมาตั้งแต่เด็กแล้ว”
“ฮ่าๆๆ เธอนี่ก็” มีนาหัวเราะออกมาทันทีให้กับความขี้เล่นของเพื่อนสนิท โดยมีมินตรานั่งฟังอยู่อย่างเงียบๆ ทว่าในใจของเธอตอนนี้มันกลับว้าวุ่นเป็นอย่างมากที่จะต้องจากคนที่รู้จักไปไกลขนาดนั้น สำหรับเธอแล้วเธอไม่ชอบการจากลาหรือการที่ต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ไม่รู้จัก ถึงแม้เธอจะสามารถกลับมาหาพวกเขาได้ตามที่ต้องการ แต่สำหรับมินตรามันก็น่าใจหายอยู่ดี
@คอนโดมินตรา
หลังจากกินข้าวเสร็จมินตราก็ขับรถกลับมาที่คอนโดของตัวเองทันที เพราะเธอมีรายงานต้องทำที่คอนโดจึงทำให้ไม่สามารถนอนค้างที่บ้านได้ มือเรียวเปิดประตูเข้ามาในห้องอย่างเหนื่อยล้าจากการเรียนรวมถึงความรู้สึกว้าวุ่นที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ หญิงสาววางกระเป๋าแบรนด์เนมใบหรูลงบนโซฟาแล้วเดินไปหยิบตุ๊กตาหมีสีชมพูที่เก็บรักษาไว้อย่างดีออกมาจากตู้โชว์ ตุ๊กตาที่เธอตั้งใจเลือกทำให้นึกถึงคนคนหนึ่ง...คนที่อยู่ในใจของเธอตลอดมา
“พี่ชาร์วี...”
“...มินคิดถึงพี่จังเลยค่ะ” มินตราพูดกับตุ๊กตาที่อยู่ในมือแล้วลูบที่ใบหน้าของมันอย่างอ่อนโยน
กริ๊ง กริ๊ง~
เสียงโทรศัพท์มือถือฉุดรั้งสติของคนตัวเล็กให้กลับมาอีกครั้ง มือบางค่อยๆ วางตุ๊กตาลงอย่างทะนุถนอมแล้วจึงเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าสะพายข้างออกมาเพื่อกดรับสาย
“ว่าไงเม็ดทราย”
(นอนหรือยัง ฉันโทรมากวนหรือเปล่า)
“ไม่กวนหรอก เราเพิ่งถึงคอนโดพอดีน่ะ วันนี้ไปกินข้าวที่บ้านมา”
(ว่าแล้วว่าเธอยังไม่เห็น)
“หื้ม? ”
(ก็วันนี้เพจวิศวะฯเขาลงรับสมัครคนไปค่ายน่ะสิ มันเป็นค่ายอาสาที่รุ่นพี่ปีสี่จัดขึ้นก่อนเรียนจบน่ะ รุ่นพี่วิศวะฯไปกันหมดเลยนะ พี่ชาร์วีก็ไปด้วย)
“พี่ชาร์วี...” หัวใจดวงน้อยที่เคยสงบกลับมาเต้นแรงอีกครั้งเพียงเพราะได้ยินชื่อของคนคนนั้น คนที่เธอคิดถึงมากที่สุดในตอนนี้
(ใช่ ฉันว่าไหนๆ เธอก็ไม่ยอมสารภาพรักออกไปอยู่แล้ว จะไปเพื่อเก็บเป็นความทรงจำไว้ก็ไม่เสียหายอะไรนะ เพราะพอพี่เขาเรียนจบก็จะไม่ได้เจอกันแล้ว)
“...” ประโยคถัดมาของคนปลายสายทำให้มินตราชะงักไปเล็กน้อย ซึ่งมันเป็นความจริงที่ว่าชาร์วีกำลังจะเรียนจบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าและเธอกับเขาก็อาจจะไม่ได้เจอกันอีก
(ว่ายังไงเธอจะไปรึเปล่า) เม็ดทรายถามย้ำเมื่อปลายสายเงียบไป
“อืม...ไป”
(ต้องแบบนี้สิ! ก็เธอออกจะชอบพี่เขาขนาดนั้น ฉันใส่ชื่อของเธอไปแล้วล่ะไม่ต้องห่วง ยังดีนะที่ฉันเห็นตอนลงรับสมัครแรกๆ ไม่งั้นไม่ทันหรอก คนแย่งกันลงจนไม่ถึงสองชั่วโมงก็เต็มหมดแล้ว)
“ขอบคุณนะเม็ดทราย” ประโยคยาวเหยียดที่ปลายสายพูดออกมาไม่มีคำไหนที่มินตราได้ยินเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะตอนนี้ความรู้สึกของเธอมันกำลังรู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูกเมื่อต้องรู้ว่าจะไม่ได้เจอกับคนที่ตัวเองรักอีก มินตราตอบกลับไปแค่คำขอบคุณเท่านั้นก่อนที่เม็ดทรายจะเป็นฝ่ายกดตัดสายไป
(ด้วยความยินดีค่ะ)
ฟุ่บ~
มินตรานั่งลงบนโซฟาอย่างหมดแรงแล้วมองไปตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ริมฝีปากเล็กขยับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาตามความคิดของตัวเอง
“อีกไม่กี่เดือนก็จบ...”
“...แล้วจะไม่ได้เจอกันงั้นเหรอ” มันคงเป็นเรื่องที่ยากหากเธอกับชาร์วีจะพบกันอีก ระหว่างเขาที่กำลังจะเรียนจบและเธอที่กำลังจะไปอยู่อีกประเทศหนึ่ง เพียงแค่คิดถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน น้ำตาใสก็เริ่มไหลออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่
“ถ้ามินลองเสี่ยง มินจะได้ความรักจากพี่ไหมคะ”
