บทที่ 10 เสี่ยภาคหวงรัก :: CHAPTER 4 พอที เลิกหวัง [50%]

เสี่ยภาคหวงรัก #4

: พอที เลิกหวัง :

โธ่เว้ย! อ่อยก็แล้ว พูดจาหว่านล้อมก็แล้ว จะให้ทำยังไงอีกวะเนี่ย

ตัวเองก็รู้ว่าเอาเงินล่อฉันไม่ได้ผล ขนาดเอาตัวล่อแล้วฉันแสร้งทำเป็นติดกับดัก ก็ยังที่จะ...

“ไปตายซะไอ้เสี่ยเวรตะไล!”

ฉันตะโกนลั่นคอนโดและมองขึ้นไปยังชั้นบนสุดพร้อมชูนิ้วกลางให้อย่างเหลืออด จากนั้นก็สาวเท้าออกจากคอนโดอย่างหงุดหงิด พลางยกมือเกาศีรษะตัวเองจนหัวฟู

“ช่างแม่งแล้ว อ่อยเสี่ยกัลป์ก็ได้วะ”

นี่พยายามสุดความสามารถที่มีแล้วนะ ขนาดบอกว่า ‘ขอแค่เสี่ยบอก ขนมก็พร้อมยอมรับทุกอย่าง’ เขายังนั่งนิ่งเป็นหิน สุดท้ายพอเขาไม่ให้คำตอบอะไรหรือยื่นข้อเสนอมาฉันก็ต้องแกล้งทำเป็นขอตัวกลับ แม้จะได้เงินค่านวดมาสามพันก็เถอะ โอเค ฉันจะไม่สนใจเสี่ยภาคอีกต่อไปแล้วล่ะ พอที! คนต่อไปที่ฉันเล็งเอาไว้คือเสี่ยกัลป์ อย่างน้อยเสี่ยกัลป์ก็เคยเอ่ยปากให้ฉันไปอยู่ด้วย ดังนั้นฉันจะเมินเขาแบบไม่แม้แต่จะชายตามองเลยคอยดู

ทำให้ฉันหงุดหงิดจนได้นะคนเรา... คำพูดของฉันก็ไม่ได้อ้อมโลกถึงขนาดที่เขาโง่จนฟังมันไม่ออกนะ เป็นคนอื่นป่านนี้คงชอบใจรีบตะครุบฉันเอาไว้แล้ว นี่อะไรสายตาของเขาลังเลมาก เหมือนกับว่าใจหนึ่งก็อยากยื่นข้อเสนออีกใจก็ไม่อยากทำ เหตุผลของเขานอกจากนั้นมันมีอะไรแอบแฝงปะวะ หรือแค่ต้องการจะแกล้งฉันเล่นๆ

“เหอะ เล่นกับความรู้สึกคนเก่งมากเลยนะเสี่ยภาค จำไว้เลย”

เล่นละคร แสร้งทำเป็นผู้หญิงใสซื่อเหนื่อยแทบตาย สุดท้ายที่ทำลงไปสูญเปล่าซะงั้น

เสียงเคาะเหล็กและเสียงซ่อมเครื่องยนต์ดังไปทั่วทั้งอู่ ขณะที่ฉันเดินเข้ามาในอู่พร้อมของกินในมือมากมายในช่วงเที่ยงของวันหลังจากทำงานตกแต่งหน้าเค้กเสร็จเรียบร้อย ช่างที่ทำงานกันอยู่พอเห็นฉันก็ฉีกยิ้มกว้างให้เป็นการทักทาย สองเท้าจึงเดินตัดผ่านเข้าไปด้านหลังซึ่งเป้าหมายของฉันคือหลังอู่ที่เป็นลานกว้างมีต้นไม้และห้องน้ำสำหรับให้ช่างใช้ รถยนต์หนึ่งคันถูกช่างสองคนรุมทำอะไรบางอย่างที่หน้ารถ พอหนึ่งในนั้นเห็นฉันก็ฉีกยิ้มกว้างพลางโบกมือให้

“พี่หนม!” เหมน้องชายที่ตื่นแต่เช้าเนื่องจากวันหยุดก็รีบมาช่วยงานที่อู่ซ่อมรถและผลิตเครื่องยนต์บางชนิด เป็นที่รู้จักในระแวกนี้และโด่งดังมาก เหมน้องชายมาเป็นลูกมือให้กับเฮียพีทที่เป็นลูกจ้างชั่วคราวที่อู่เช่นเดียวกัน

“ซื้อของกินมาฝาก” ยื่นถุงพลาสติกให้กับเหมที่รับไปถือไว้ ก่อนที่สายตาของฉันจะเหลือบมองร่างสูงที่นอนอยู่ใต้ท้องรถ ไม่นานเขาก็ดันตัวออกมาพร้อมลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รอยสักบนตัวและแผ่นหลัง เหงื่อที่ชุ่มบนผิวกายสีแทนนิดๆ พร้อมมือหนาที่สอดเข้าเรือนผมเพื่อเสยเส้นผมเปียกชื้นขึ้นรับกับใบหน้าหล่อเหลาที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“วันนี้ไม่ได้ทำงานหรือไง”

“เพิ่งเลิกงานที่ร้านเค้กค่ะ” ตอบเฮียพีทที่โยนไขควงลงกล่องเครื่องมือ ก่อนจะคว้าเสื้อยืดสีดำของตัวเองที่พาดบนหลังคารถเช็ดเหงื่อบนใบหน้าและตามตัว “กินข้าวก่อนสิคะ หนมซื้อข้าวไข่เจียวหมูสับของโปรดมาให้”

“ซอสมะเขือเทศ”

“ซื้อมาให้เป็นขวด เฮียจะบีบกรอกปากเลยก็ได้นะคะ”

“หึ” เฮียพีทส่ายหน้าไปมาและเดินสวนฉันไปยังก๊อกน้ำเพื่อล้างมือและล้างตัว ลอบมองแผ่นหลังกว้างที่มีรอยสักเต็มแผ่นหลัง เพื่อปกปิดร่องรอยแผลเป็นบางอย่างที่เฮียพีทไม่ต้องการให้ใครได้รู้ มันเป็นรอยที่ฉันเองก็ไม่เคยคิดจะถามเขาหรอกนะ บางอย่างก็ให้มันเป็นเพียงความทรงจำในอดีตก็เพียงพอ

โต๊ะหินอ่อนใต้ต้นไม้มีเฮียพีท เหมและบาสลูกชายเจ้าของอู่ที่เรียนวิศวะเครื่องกลปี 1 รุ่นน้องเฮียพีทร่วมวงด้วย

“เฮียพีทคะ อันนี้เงินที่หนมเคยยืมเฮียมาค่ะ” ฉันดันธนบัตรสีเทาจำนวนสามใบให้กับเฮียพีทที่ตักข้าวเข้าปาก พลางถอนหายใจมองฉันด้วยสายตาราบเรียบ

“เฮียบอกไว้ว่ายังไงหนม”

“ก็เฮีย...”

“เอากลับไป เงินแค่ไม่กี่พัน”

“แต่เฮียก็ใช่ว่าจะมีเงินเยอะนะคะ หนมอยากคืนให้เฮีย เฮียนั่นแหละควรรับไป” เถียงเฮียพีททีไรนะฉันก็ระแวงทุกทีเพราะกลัวแม้กระทั่งสายตาของเขา “เวลาหนมเดือดร้อนหรือเหมเดือดร้อน จะได้ยืมเฮียได้อีกไงคะ”

“เฮียพีทรับไปเถอะครับ ถือว่าผมขอ” เหมช่วยพูดอีกแรงจนทำให้เฮียพีทถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์

“น่ารำคาญชะมัด” ปากก็บ่นฉัน ถึงจะดูปากร้ายแต่บอกเลยนะว่าเฮียพีทน่ะใจดีที่สุดในโลกแล้วสำหรับฉันกับเหม

“เฮียกับพี่หนม น่าคบกันไปเลยนะ จบๆ”

บาสที่นั่งกินข้าวอยู่เอ่ยพูดขึ้นมาท่ามกลางสายตาของเราสามคน บาสเกือบจะพ่นข้าวที่ตักเข้าปาก

“พูดอะไรพี่บาส” น้องชายหรี่สายตามองบาส “พี่หนมกับเฮีย ไม่ได้ชอบกัน”

“ก็กูหมายถึงว่าให้คบกันไง ไม่ได้ชอบกันก็คบกันไปเลย”

“มึงอยากโดนกูเอาไขควงฟาดปากไหมไอ้บาส” เฮียพีทที่นั่งเงียบมานานพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เรื่องจริง เฮียไม่สนใจผู้หญิงคนไหนเลยอะ สภาพ! สาวมาเปย์ก็ไม่สนใจจะไม่ให้คิดแบบนั้นได้ไง แถมยังดีกับแค่พี่หนมคนเดียว” บาสพูดมามันก็ถูกนั่นแหละ เฮียพีทไม่สนผู้หญิงคนไหน ใครมาเปย์ก็ไม่ชอบแล้วก็ดีกับฉันแค่คนเดียว คนนอกจะมองว่าเราสองคนเป็นเหมือนคู่รักก็คงจะไม่แปลกหรอก จริงๆ แล้วฉันกับเฮียพีทน่ะไม่เคยมีความคิดนั้นอยู่ในสมอง

ยิ่งเฮียพีทแล้วด้วยนะ รายนี้คือจริงจังเรื่องความสัมพันธ์มาก ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ไม่สนใจก็คือไม่สนมองฉันเป็นน้องสาวคนหนึ่งก็คือน้องสาวไม่มีวันเลื่อนขั้นหรือเลื่อนสถานะด้วย

“เฮียพีทน่ะหล่อฉิบหาย หล่อวัวตายหล่อควายล้ม เสียอย่างเดียวไงเฮียแม่งเสือกจน”

“เออ กูจนแล้วทำไม กูจนแล้วไปหนักหัวมึงหรือไงไอ้บาส”

“ไม่ใช่แบบนั้น ฟังผมก่อนดิเฮีย” ฉันเท้าคางมองบาสที่นับขีดจำกัดความโกรธของเฮียพีทนะ ฉันให้เวลาเฮียระงับอารมณ์ตัวเองได้แค่สิบนาที สิบนาทีถือว่านานสำหรับเฮียพีทด้วยซ้ำ “แต่จนก็มีสาวสวยรวยๆ พร้อมเปย์ ทำไมเฮียถึงได้โง่ไม่เอาใครสักคนวะ ผมงง”

“กูมีศักดิ์ศรี แล้วศักดิ์ศรีคือไม่ยอมเป็นแมงดาเกาะผู้หญิงแดก ชัดไหม”

ตุ้บ

“นี่ไง! เฮียถึงต้องคบกับพี่หนมเพราะจนเหมือนกัน” บาสเอามือทุบโต๊ะหินอ่อน อยากจะบอกว่าสมน้ำหน้าเจ็บไหมล่ะ เด็กปากมาก

“ไอ้เหี้ยบาส”

“โอเค ผมขอโทษ” พอเห็นเฮียพีทเอาจริงบาสก็ยกมือไหว้ท่วมหัวก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ได้ๆ กันซะ จะได้เป็นผัวเมียกันไปให้สิ้นเรื่อง”

“ไอ้บาส!”

“กลัวแล้วโว้ย!”

“แม่ง ทำให้กูหมดอารมณ์กินข้าวเลยไอ้เด็กส้นตีน” เฮียพีทคว้าขวดน้ำไปกระดกดื่มพลางดันกล่องข้าวไข่เจียวที่เหลืออีกนิดเดียวปิดลงเพื่อเก็บเอาไว้กินต่อเวลาหิว “กินเสร็จก็ตามมาช่วยกูด้วย”

“ครับเฮีย” เหมตอบรับคำเฮียพีทที่เดินตรงไปซ่อมรถต่อ ส่วนฉันก็เหลือบมองร่างสูงใหญ่ความสูงของเฮียพีทอยู่ที่ 187 ซม. ทั้งสูง ทั้งแข็งแรงและทุกอย่างบนตัวเฮียน่ะดูดีไปหมดจริงๆ นั่นแหละ แถมเฮียพีทอายุ 25 ไม่ต้องสงสัยหรอกทำไมอายุยี่สิบห้าถึงเรียนปี 4 วิศวะเครื่องกลอยู่ มันก็เพราะว่าเฮียพีทเข้าเรียนช้ากว่าชาวบ้านชาวช่องเขาไง “หรือพี่หนมคิดจริงจังเรื่องเฮียพีท”

“จะบ้าหรือไงเหม อย่าเที่ยวไปพูดแบบนี้นะ เฮียพีทเขาไม่ชอบ” มองค้อนน้องชายที่อมยิ้มเล็กน้อยจึงเอื้อมมือไปผลักศีรษะน้องเบาๆ “พี่กลับก่อน ต้องเตรียมตัวไปทำงานที่บาร์อีก”

“วันนี้เหมน่าจะกลับดึกนะ เฮียพีทกับพวกพี่บาสจะไปกินเหล้ากัน”

“กินอีกแล้วเหรอ เฮียพีทคือกินเหล้าเก่งยิ่งกว่ากินน้ำอีก” รู้มาแค่ว่าเฮียพีทชอบดื่มมาก แต่ดื่มยังไงก็ไม่รู้นะคอแข็งเวอร์ ไม่เคยจะเมาสักทีและที่สำคัญเขาไม่เคยไปนั่งดื่มที่บาร์เลยสักครั้ง บอกแค่ว่ามันแพงไม่อยากไปนั่ง เหอะ เฮียพีทไปมีเหรอว่าฉันจะยอมให้เฮียเสียเงิน ฉันก็ต้องเลี้ยงดิแต่เฮียคงไม่ยอมหรอก เขาและฉันต่างก็รู้นิสัยของกันและกันดีมาก “อายุเพิ่งจะสิบห้า ห้ามแตะเหล้าแม้แต่นิด”

“ไม่บอกเหม เฮียพีทก็รู้อยู่แล้ว ขืนเหมลองโดนเฮียตบหัวทิ่มแน่”

“ดีมาก พี่ไปแล้ว” ลุกขึ้นหยิบกระเป๋าสะพายบ่า “เฮีย หนมไปก่อนนะคะ”

เฮียพีทที่กำลังยืนทิ้งสะโพกเลือกเครื่องมืออยู่เอี้ยวหน้ามามองฉันแวบหนึ่งก็พยักหน้ารับ เขาก็โยกเครื่องมือลงบนพื้น จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนบนกระดานนอนล้อเลื่อนสีดำและดันตัวเข้าไปใต้ท้องรถ ฉันเม้มริมฝีปากตัวเองเล็กน้อย เฮียพีทไม่พอใจแน่นอนที่บาสพูดจาแบบนั้น โดยปกติทุกคนจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ของฉันกับเฮียพีทว่าไม่มีอะไรเกินเลยแน่ๆ

แต่สำหรับบางคนจะคิดไปอีกรูปแบบหนึ่งมันไม่แปลก เฮียพีทไม่ชอบให้มีเรื่องชู้สาวเกิดขึ้นระหว่างมิตรภาพของเรา อีกอย่างฉันกับเฮียเรารู้จักกันมาได้หนึ่งปีแล้วตอนที่ฉันมาทำงานที่อู่ในฐานะคนทำบัญชี สุดท้ายฉันก็ไม่ได้ทำต่อเนื่องจากพ่อของบาสที่เป็นเจ้าของอู่ท่านจ้างเสมียนประจำมาทำ ระหว่างรอเสมียนใหม่ฉันก็เลยอาสามาทำชั่วคราวแม้ว่าพ่อของบาสจะเสียดายฉันเพราะทำงานได้เป็นระเบียบแบบเป๊ะๆ แต่ทำยังไงได้ในเมื่อฉันยังเรียนอยู่จึงทำประจำไม่ได้ อย่างเฮียพีทเองก็จะมาประจำที่อู่ก็ต่อเมื่อเลิกเรียนเวลาไหน ซึ่งพ่อของบาสให้เป็นกรณีพิเศษเนื่องจากเฮียพีททำเป็นทุกอย่าง เหลืออย่างเดียวเลยนะ

เหลือเฮียพีทเป็นเจ้าของอู่นั่นแหละ ทำแทนพ่อบาสทุกอย่างแค่เขามาสั่งงานก็ออกไปเข้าโรงงานผลิตเครื่องยนต์ต่อ

“อะไรนะ! แกจะเอนเอียงไปหาเสี่ยกัลป์ ละ แล้วเสี่ยภาคตกลงคือไม่เอาแล้ว”

“ฉันเล่าให้แกฟังแล้วนะเกรซ น่าจะรู้นะว่าเพราะอะไร” ฉันยืนกอดอกทำหน้าเหม็นเบื่อเมื่อเล่าเรื่องทุกอย่างให้เกรซฟัง วันนี้ดูเหมือนว่าบรรดาเสี่ยจะไม่เข้าบาร์ซึ่งมันดีมาก ฉันไม่อยากเห็นหน้าเสี่ยภาคเพราะเรื่องเมื่อคืน “อ่อยขนาดที่ว่าทำให้น้ำเขาแตกได้ เขายังไม่ยื่นข้อเสนอให้ฉันสักที”

“ทำไมวะ”

“ลังเลอะไรก็ไม่รู้ น่ารำคาญ ฉันไม่ชอบการรอคอยหรอกนะบอกไว้ก่อน” มาทำทีเล่นทีจริงแบบนี้ ฉันเองก็ไม่ชอบหรอกนะเว้ย! อย่าลืมฉันไม่ได้ใสซื่ออย่างที่เขาคิดแม้แต่นิด หากไม่คีฟลุคที่เขาชอบบอกเลยว่าเสี่ยภาคโดนฉันวีนหน้าแหกไปแล้ว รู้จักอีขนมน้อยไปแล้วไง

“แต่เสี่ยเขาดูจริงจังเรื่องยื่นข้อเสนอให้แกนะไม่งั้นเขาคงไม่มาคุยกับฉันหรอก”

“คุยเรื่อง?”

“ก็คุยเรื่องแกไง ถามว่าแกมีแฟนยัง ฉันก็บอกว่าอย่างแกจะไปมีได้ไง แม้แต่ความรักยังไม่รู้จัก” ฉันขมวดคิ้วเมื่อเห็นเพื่อนสาวพยักและหน้านิ่วคิ้วขมวด “เหมือนเสี่ยภาคกังวลว่าถ้าให้แกมาเป็นเด็กของเขา เท่ากับทำลายความรู้สึกของแก”

“ทำลายอะไรวะ เรื่องพรรค์นั้นมันไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน” ไอ้ความรักบ้าบอคอแตกอะไรนั่นไม่ได้อยู่ในหัวฉันเลย นอกจากเงินของเขาเท่านั้นที่ฉันโหยหา

“แกดันแสดงบทบาทน่าสงสารเกินไปหรือเปล่าวะ เสี่ยถึงได้ลังเลอะ” เกรซเอานิ้วจิ้มศีรษะฉันจนเอนตามแรง

“กะว่าได้เป็นเด็กเขาฉันก็จะค่อยๆ ลดการแสดงลง แต่ตอนนี้คงไม่สำคัญแล้วล่ะ ฉันพอแล้ว จบ!”

“เอาจริงดิขนม”

“เสี่ยกัลป์ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หล่อ รวยและเพอร์เฟกไม่ได้ต่างจากเสี่ยภาค” สำคัญเลยคือเสี่ยกัลป์ค่อนข้างพูดง่าย หลอกล่อได้ไม่ยากหรอก อะไรที่ยากๆ บอกเลยว่าขนมขอบายค่ะ! “เสียเวลาฉันชะมัด แทนที่จะได้รีบๆ ถลุงเงิน”

“ถลุงไปแล้วไม่ใช่เหรอ รองเท้าที่ใส่น่ะคู่เกือบห้าหมื่น”

“ฉันไม่ได้ขอ เสี่ยภาคอยากโง่ซื้อให้ฉันเองทำไม” ให้ด้วยความเสน่ห์หาไม่นับว่าเป็นการหลอกลวงหรอก ดังนั้นอย่าหวังว่าคนอย่างขนมจะสำนึกกับสิ่งที่เขาให้มา เพราะเท่ากับว่าเขายินยอมให้เองอย่างเต็มใจ

“กับพี่พีท...”

[50%]

--------------------------------------------------------

บทก่อนหน้า
บทถัดไป