บทที่ 4 เสี่ยภาคหวงรัก :: CHAPTER 1 ทีเล่นทีจริง [50%]
เสี่ยภาคหวงรัก #1
: ทีเล่นทีจริง :
ฉันเปิดประตูเข้ามาในห้องก็เห็นร่างสูงของเด็กผู้ชายวัย 15 ปี จากเด็กตัวน้อยสู่เด็กที่สูงกว่าพี่สาวตัวเองแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาหันมามองฉันพลางฉีกยิ้มกว้าง ใบหน้าของเราสองคนละหม้ายคล้ายกันมากและด้วยความที่ฉันไม่ค่อยมีเวลาสักเท่าไหร่ ทำให้งานบ้านทุกอย่างตกเป็นของเหมที่ตอนนี้กำลังยืนรีดเสื้อนักเรียนของตัวเอง ส่วนของฉันเหรอรีดให้เรียบร้อยแขวนอยู่ตรงด้ามจับตู้เสื้อผ้า
“ทำไมยังไม่นอนอีก พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปเรียนนะ”
“เหมรอพี่หนม” ตอบพลางดึงปลั๊กเตารีดออก “กินข้าวกัน”
“แล้วทำไมไม่กิน รอพี่ทำไม”
ปากก็บ่นน้องชายไปแบบนั้น ทุกวันเหมจะรอฉันกลับจากบาร์เพื่อกินข้าวด้วยกัน ฉันชะโงกหน้ามองไปยังระเบียงหลังห้องก็เห็นว่าน้องซักเสื้อผ้าตากให้ ในห้องก็เก็บกวาดสะอาดเรียบร้อย แม้ว่าห้องจะแคบตามจำนวนเงินที่มีไม่มาก แต่ดันเป็นห้องที่อบอุ่นทุกครั้งเวลากลับมาจากงานเหนื่อยๆ
“เลิกบ่นเหมเหอะน่า ไปอาบน้ำจะได้กินข้าวพร้อมกัน”
“วันนี้ได้ไปอู่หรือเปล่า?”
“เหมไปทุกวันหลังเลิกเรียน ส่วนมินิมาร์ทเหมขอผู้จัดการทำช่วงวันหยุดแทน”
“พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ต้อง...”
“พี่หนมห้ามเหมไม่ได้แล้ว รู้ใช่ปะ” เดี๋ยวนี้คือพูดอะไรไปก็ไม่ฟังกันแล้วไง “เหมโตแล้ว ช่วยพี่หนมได้”
ไม่อยากจะเถียงอะไรกับน้องแล้วจึงคว้าผ้าขนหนูตรงเข้าห้องน้ำ อาบน้ำชำระร่างกายจนรู้สึกสบายตัวก็สวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงวอร์มออกมาจากห้องน้ำ ดีหน่อยนะที่ว่าห้องยังกว้างพอมีเตียงเดี่ยวสองเตียงให้เราสองคนพี่น้องได้นอน ไม่งั้นคงนอนพื้นแข็งๆ เหมือนห้องเช่าเก่าแน่ เหมเปิดฝาชีที่ปิดอาหารบนโต๊ะญี่ปุ่นพลางเปิดทีวีดูรายการทำอาหารต่างประเทศ
ธนบัตรสีเทาจำนวนแปดพันถูกส่งให้ไปให้เหมที่ตักข้าวเข้าปากขมวดคิ้วเมื่อจดจ้องมองจำนวนเงินที่ฉันวางไว้ให้
“พรุ่งนี้เอาไปจ่ายค่าเทอมที่ค้างไว้ได้เลย ครบ”
“ไปเอามาจากไหน ทิปจากที่บาร์ไม่น่าได้เยอะขนาดนี้”
“ที่กลับช้า พี่ไปนวดให้ลูกค้ามา กระเป๋าหนักมาก”
“พี่หนม นี่พี่...”
“พี่ไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นนะ อย่ามองด้วยสายตาแบบนั้นดิ” รู้ได้ทันทีว่าน้องชายกำลังสื่อความหมายไปทางไหน สิ่งเดียวที่เหมบอกฉันมาตลอดก็คือ ‘ต่อให้ลำบากแค่ไหน พี่หนมห้ามทำอะไรที่ขายศักดิ์ศรีของตัวเองเด็ดขาด ไม่งั้นเหมไม่ยอมแน่’ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ฉันอยากจะไปเป็นเด็กเสี่ยภาคจึงต้องเก็บเป็นความลับไม่ให้น้องชายได้รู้ “เราบอกพี่ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนใช่ปะ พี่ก็เก็บเงินจากทิปไว้ด้วยไง”
“ไม่โกหกเหมนะ”
“เห็นพี่เป็นคนยังไง” มองอาหารที่เหมเป็นคนลงมือทำและตักกินด้วยความหิว ไม่วายก็ยื่นเงินไปให้เหมอีกสองพัน “อันนี้เงินไปโรงเรียน น่าจะใช้ได้สองอาทิตย์”
“ครึ่งเดือนเหมก็เหลือๆ เลยเนี่ย ไม่ต้องให้เหมเยอะก็ได้ เหมได้เงินจากอู่กับมินิมาร์ทก็เยอะอยู่ จะได้เอามาช่วยจ่ายค่าห้อง ค่าน้ำแล้วก็ค่าไฟ”
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเลย พี่จัดการเองได้ เราน่ะเก็บเงินเอาไว้ซะ”
“เหมบอกว่าจะช่วยก็คือจะช่วย จะให้เหมอยู่เฉยๆ ให้พี่หนมเลี้ยงเหรอ เหมไม่เอาด้วยหรอกนะ” ฉันถึงกับผุดขำออกมาเอื้อมมือไปยีเส้นผมของน้องชายอย่างนึกเอ็นดู “เหมโตแล้ว จะเป็นที่พึ่งให้พี่หนมเอง”
“รู้แล้ว”
“พี่หนมจะมีแฟนก็ได้ แต่ต้องผ่านเหมก่อน”
“จะบ้าหรือไง! พี่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ” เพราะน้องชายรู้ดีว่าฉันไม่ใส่ใจเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่สนใจอย่างเดียวคือเงินเท่านั้น เพราะมีเงินก็บันดาลให้ได้ทุกสิ่ง อย่างที่เขาบอก ‘มีเงิน ไม่มีผัวก็ได้’ ถือคตินี้เอาไว้ในใจเลยว่าไม่มีผัว ขอแค่มีเงินใช้ไม่ขาดมือฉันก็มีความสุขแล้ว “รีบกินจะได้รีบนอน”
ทุกวันมันกลายเป็นว่าห้องที่แม้จะไม่ได้ใหญ่โต มีเครื่องอำนายความสะดวกสบายใช้ แต่กลับทำให้รู้ว่ามีใครบางคนรอกลับมาที่ห้อง กินข้าวพร้อมกันและพูดคุยกันได้ในทุกๆ เรื่อง พอทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ฉันก็เสมองแผ่นหลังของน้องชายที่หันหลังให้ เป็นห้องเช่าห้องเดิมเราสองคนพี่น้องจะนอนฟูกที่ปูติดกัน มันเป็นครั้งแรกเลยนะที่ได้นอนบนเตียงนุ่มๆ เหมบอกว่านอนหลับสบายไม่ปวดหลังด้วย
เพราะแบบนี้ไงเหม... พี่ถึงอยากทำทุกอย่างเพื่อให้เหมได้มีชีวิตที่ดี ไม่ว่าพี่จะต้องแลกด้วยอะไร พี่ก็ยอม
“ศักดิ์ศรีเหรอ?”
มันกินไม่ได้หรอกนะเหม นายยังเด็กมากและไม่รู้หรอกว่าการที่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอมันพาให้เราสองคนพี่น้องอดตายก่อนจะได้จับเงินก้อนใหญ่ซะอีก ความฝันที่ว่าอยากมีบ้านหลังเล็กๆ สักหลัง มีห้องส่วนตัวให้กับเหมได้ทำอะไรก็ได้ตามที่ใจอยากจะทำ มีเงินให้เหมใช้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าได้เงินมาจะต้องมาช่วยอะไรฉันได้บ้าง สิ่งเดียวที่ฉันต้องการมาตลอดชีวิตคือการผลักดันให้น้องชายเพียงคนเดียวมีทุกอย่าง แม้ว่าเหมจะไม่เคยบอกว่าอยากได้อะไร
แต่การได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อคนที่ตัวเองรักมันมีค่ามากเลยนะ ความรักสำหรับฉันมีไว้ให้แค่น้องชายคนเดียวเท่านั้น ความรักสำหรับฉันถูกให้กับเด็กผู้ชายตัวน้อยที่คอยหลบอยู่ข้างหลังฉันเสมอเวลาถูกทำร้ายหรือทุบตีจากผู้เป็นป้าหรือไอซ์ ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรน้องชายของฉันได้อีก รวมถึงตัวของฉันเองก็ด้วย
ฉันถอนหายใจนอนมองเพดานห้องที่มืดมิดมีเพียงแสงจากด้านหลังเล็ดลอดบานเกร็ดเข้ามา แขนก่ายหน้าผากครุ่นคิดเรื่องที่ตัดสินใจเอาไว้แล้วว่าจะทำยังไงต่อจากนี้ ขอโทษนะเหม... ที่พี่ทำทุกอย่างก็เพื่อเหม ไม่ใช่เพื่อตัวเอง
“เหมไปก่อนนะ”
“เลิกกี่โมงวันนี้” ฉันเอ่ยถามน้องชายที่กำลังนั่งผูกเชือกรองเท้าอยู่ “ไปเดินห้างกัน”
“อ้าว แล้ววันนี้ไม่ทำงานที่ปั๊มเหรอ?”
“วันนี้พี่รับจ็อบที่ห้าง” เป็นงานล้างห้องน้ำแค่ไม่กี่ชั่วโมงเองได้ตั้งห้าร้อย เห็นบอกว่าป้าคนทำความสะอาดลา ฉันก็รีบตะครุบเลยดิ ส่วนปั๊มน้ำมันฉันไม่ได้ทำแล้วล่ะเพิ่งลาออกไปเนื่องจากเพิ่งเตะผ่าหมากเจ้าของไปเพราะพูดจาลวนลาม เรื่องนี้ไม่ได้บอกเหมหรอกนะ กลัวว่าน้องจะไม่สบายใจ “พี่พาเหมไปกินเค้กก่อน จะฝากของไปให้เฮียพีทด้วย”
“โอเค งั้นเหมไปหานะส่งข้อความมาแล้วกัน”
โบกมือให้น้องชายที่ออกจากห้อง ส่วนฉันก็หันกลับมาเตรียมตัวไปเรียนบ้าง ฉันหยิบเสื้อนักศึกษามาสวมพร้อมกับกระโปรงทรงเอรัดรูปมาสวม ผมสีดำที่ปลายดัดลอนใหญ่คลายจนเข้าทรงก็มัดรวบเป็นหางม้า แต่งหน้าเรียบร้อยก็สวมรองเท้าผ้าใบกระชับกระเป๋าออกจากห้องล็อกเรียบร้อยก็ออกจากหอพักตัดผ่านบาร์ที่ทำงานอยู่ ตอนนี้ก็เงียบสงบเพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะคึกคัก ระหว่างที่ยืนรอรถเมล์อยู่รถหรูคุ้นตาที่เพิ่งมาส่งฉันเมื่อคืนมาจอดเทียบตรงหน้าพร้อมกระจกที่ลดลง
“จะไปเรียนเหรอ?”
“เสี่ยภาค มาทำอะไรแถวนี้คะ”
“ผ่านมา กำลังจะไปบริษัท” เขาตอบแค่นั้นพลางยกยิ้มมุมปาก “ขึ้นมาสิ เดี๋ยวไปส่ง”
“เอ่อ จะดีเหรอคะ” เล่นตัวเข้าไว้ขนม เสี่ยภาคดูเหมือนจะตกหลุมพรางเธอมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเว้ย! ในเมื่อเขาทีเล่นทีจริงกับฉันก่อน ก็ต้องเจอฉันทีเล่นทีจริงกลับไปเช่นกัน
“ขนม”
“กะ ก็ได้ค่ะ”
ฉันทำหน้าบูดใส่เสี่ยภาคและเปิดประตูรถขึ้นมานั่งประจำที่เรียบร้อย สายตาคมเหลือบมองเรียวขาของฉันที่ขาวเนียนละเอียดกระโปรงทรงเอก็สั้นจนแอบเห็นว่าเขากลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อย วันนี้แต่งตัวหล่อกว่าปกติหรือเปล่านะ สวมเสื้อสูทสีดำอีกต่างหากดูเป็นทางการมาก แถมผมก็เซตขึ้นรับใบหน้าหล่อคมเข้มของเขา เสี่ยภาคเป็นผู้ชายวัย 33 ปีที่หล่อมากจริงๆ นะ ดูเป็นผู้ใหญ่ที่ร้ายและเจ้าเล่ห์มาก เหตุผลที่เขาชอบสาวซื่อก็คงจะเป็นเพราะอยากชักจูงใครได้ง่าย อยากชักนำเพื่อให้ตัวเองดูเหนือกว่า ทำไมจะมองไม่ออกกันล่ะผู้ชายประเภทเขาน่ะไม่ชอบให้ใครมาชนะ แต่ชอบที่ตัวเองจะเป็นฝ่ายชนะเสียมากกว่า
แน่นอนว่าเขาชนะในแบบที่เขาคิด ส่วนความเป็นจริงฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายชนะเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว
“ขอบคุณเสี่ยภาคนะคะ” เพราะในรถมันเงียบเกินไป ฉันเลยคิดว่าการเปิดประเด็นก่อนน่าจะดีที่สุด พอเสี่ยภาคเห็นว่าฉันยกมือไหว้ขอบคุณเขาก็มีสีหน้างุนงง “เงินของเสี่ยเมื่อคืน ขนมให้น้องไปจ่ายค่าเทอมแล้วค่ะ”
“งั้นเหรอ”
“เสี่ยไม่ให้ขนมชดใช้คืน ขนมควรตอบแทนเสี่ยยังไงดีคะ?” การดูเป็นคนซื่อบื้อในสายตาของเสี่ยภาค มันทำให้พึงพอใจเสียจนเผลอยิ้มมุมปากทุกครั้งที่ฉันแสดงท่าทีแบบนี้ออกไป รถหรูของเขาจอดติดไฟสัญญาจราจร จากนั้นเขาก็ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เสียจนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนรดรินบนกลีบปาก “สะ เสี่ย”
“นั่นสินะ ตอบแทนอะไรดี” สองมือยันแผงอกแกร่งของเขาที่แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อหวังให้เขาขยับออกไป ทั้งที่ใจจริงฉันนะอยากจะยั่วให้เขารีบรับฉันไปเลี้ยงดูสักที บางทีก็แอบเบื่อที่จะต้องเล่นตัวหรือเล่นละครตามน้ำในแบบที่เขาชอบ ไม่เป็นไร เมื่อไหร่ที่ฉันเป็นเด็กของเขา ฉันจะทำให้เขาคล้อยตามเหมือนที่เขากำลังปั่นหัวฉันเลยล่ะคอยดู “เอาเป็นว่าคืนนี้เลิกงานที่บาร์... ไปนวดให้ฉันได้หรือเปล่า”
“เสี่ยเมื่อยคออีกแล้วเหรอคะ” ฉันถามออกไปด้วยน้ำเสียงสงสัย ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเสี่ยกำลังเล่นงานฉันในรูปแบบไหน “หรือวันนี้เสี่ยมีประชุมอีก”
“ฉันทำงานหนักทุกวัน วันนี้ก็ต้องพาลูกค้าไปเลี้ยงรับรองอีก หนักแน่”
“งั้นขนมตกลงค่ะ” รีบตกลงทันทีโดยไม่รีรอ “ขนมอยากตอบแทนเสี่ยที่ช่วยขนมเรื่องค่าเทอมน้องชาย”
“รอบนี้ไปคอนโดฉัน”
[50%]
-------------------------------------------------
