บทที่ 9 บทที่ 01 ผมเป็นเจ้าของบริษัท [4]
“เอ้า อะไรของแกวะ ไม่รู้จักแล้วเขาจะฝากของมาให้แกได้ยังไง ในถุงนั่นอะไร บอกมานะเว้ย แกจะมามีความลับกับฉันไม่ได้นะยัยหยี”
“เรื่องไร้สาระน่ะ
ไปหาอะไรกินก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง” พูดจบยาหยีก็ยกแขนขึ้นพาดบ่า ล็อกคอพาขวัญเบาๆ
แล้วพากันเดินออกมาจากตรงนั้นเพราะเธอไม่อยากจะถูกจ้องอีกแล้ว
ทว่าก้าวพ้นประตูทางเข้าบริษัทมาได้เพียงไม่กี่ก้าว
สายตาของยาหยีก็สะดุดเข้ากับรถยนต์คันหนึ่งที่ขับมาจอดบริเวณลานจอดรถหน้าบริษัทพอดี
“มีอะไรวะ”
“ยังไม่แน่ใจ”
ยาหยีบอกทั้งที่ยังไม่ละสายตาออกจากรถคันนั้น
กระทั่งมีหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินตามหลังพวกเธอออกมาจากบริษัทกำลังเดินตรงไปที่รถคันนั้นด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ
มันจะไม่โป๊ะขนาดนี้เลยถ้าหากว่าคนขับรถไม่แสดงความเป็นสุภาพบุรุษด้วยการลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาเพื่อเปิดประตูให้กับผู้หญิงคนนั้น
“ซวยแล้วไหมล่ะ!”
“แกรอตรงนี้นะ”
“เดี๋ยวๆ ยัยหยี แกใจเย็นๆ
ก่อน”
“ไม่เย็น แกรอตรงนี้
หรือถ้าไม่อยากเดือดร้อนแกก็กลับเข้าไปก่อนเลย ไม่ต้องบอกใครว่าเรารู้จักกัน
โอเคนะ แล้วเอาไว้เราค่อยนัดกันใหม่”
ยาหยีกำชับพร้อมกับแกะมือของพาขวัญที่พยายามจะรั้งเธอเอาไว้ออกอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะก้าวตรงไปที่รถคันนั้นทันที
“ไหนนายบอกฉันว่าไม่ว่างไงกอล์ฟ”
ยาหยีตะโกนถามเสียงดังเพื่อดึงความสนใจจากชายหญิงสองคนนั้นให้หันมามองเธอ
ทำเอารอยยิ้มกว้างๆ ของ ‘กรวิทย์’
หายวับไปทันตา
ทั้งยังรีบปิดประตูรถที่หญิงสาวอีกคนเพิ่งจะก้าวไปนั่งด้านในลงแล้วเอาตัวเองบังเอาไว้ทันที
“หยี”
“นั่นใคร”
“หยีใจเย็นๆ ก่อนนะ”
“ตอบ!” ยาหยีถามย้ำอีกรอบ
น้ำเสียงพร้อมจะอาละวาด
ดวงตาวาววับจ้องมองไปที่หญิงสาวที่นั่งอยู่ในรถอย่างท้าทายจนอีกฝ่ายต้องก้าวเท้ากลับลงมาเผชิญหน้า
“นี่มันอะไรกันกอล์ฟ”
“เหอะ”
ยาหยีแค่นหัวเราะในลำคอ
มือทั้งสองข้างกำแน่นเมื่อเห็นกับตาว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ถามเฉยๆ
แต่ยังกล้าหยามเธอด้วยการคล้องแขนของเขาเอาไว้ราวกับกำลังประกาศให้คนอื่นๆ
ที่กำลังมองมาในตอนนี้รู้ว่าหล่อนคือผู้ชนะ
“ขอโทษนะฝ้าย
ไม่มีอะไรหรอก ยาหยีเป็นเพื่อนสมัยเรียนน่ะ”
“เพื่อนเหรอ ใครเพื่อนนาย”
ยาหยีถามด้วยความโกรธแล้วก้าวเข้าไปหวังจะเอาเรื่อง
“ฉันถามว่าใครเพื่อนนาย!”
หมับ!
แต่ไม่ทันจะถึงตัวฝ่ายชาย
ฝ่ามือที่เงื้อขึ้นกลางอากาศหมายมั่นที่จะตบหน้าคนทรยศสักฉาดก็ถูกคว้าเอาไว้เสียก่อน
“คุณศรัณย์”
ฝ่ายหญิงที่ยืนยิ้มอย่างผู้ชนะเมื่อครู่เอ่ยเรียกด้วยความตกใจ
และชื่อที่เธอเพิ่งจะเอ่ยออกมาก็ทำให้ยาหยีต้องรีบหันไปมองคนที่รั้งข้อมือเธอเอาไว้ทันที
ทีแรกเธอคิดว่าจะเป็นพาขวัญที่เข้ามาห้ามเธอจึงไม่คิดจะหันกลับไปมอง
แต่เมื่อตอนนี้เห็นแล้วว่าเป็นศรัณย์จริงๆ
เธอก็ถึงกับเบิกตาโพลงแล้วรีบสะบัดข้อมือออกจากมือของเขาอย่างรวดเร็ว
“คุณ!”
“ที่นี่บริษัทของผม
ถ้าจะทะเลาะวิวาทกันก็เชิญที่อื่น” ศรัณย์บอกเสียงเรียบ
แม้จะไม่ได้มีท่าทีจะโอ้อวดแต่คำว่า ‘บริษัทของผม’
ก็มากพอจะทำให้ยาหยีใจหายวาบ
นึกในใจว่าไม่ต้องไปหาหมอดูก็พอจะรู้แล้วว่าเธอจะได้งานที่นี่หรือเปล่า
“คุณศรัณย์คะ
คือว่าฝ้าย...”
“ฝ้ายไม่มีปัญญาหาแฟนเองก็เลยต้องแย่งแฟนคนอื่น”
“หยุดนะหยี”
“ไม่หยุด
ฉันไม่ได้พูดอะไรผิด”
“ยัย...”
“ก็มาดิ”
“ออกไป”
ศรัณย์เอาตัวเองเข้ามากั้นระหว่างสองฝ่ายเอาไว้เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหา
ยาหยีเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความโกรธ
ทีแรกเธอก็แค่เสียดายที่ช่วยเขา แต่ตอนนี้นอกจากจะเสียดายแล้ว
เธอก็ยังรู้สึกว่าการพบเจอกับเขาคือความซวยที่สุดในชีวิต
ดวงตาของยาหยีวาววับด้วยความไม่พอใจ
แต่เธอรู้ดีว่าไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะต่อรองหรือเอาชนะเขาได้
เพราะคนตรงหน้ามีอำนาจมากพอจะเรียกพนักงานรักษาความปลอดภัยมาจับเธอโยนออกไปบนถนนข้างนอกได้ด้วยซ้ำ
“ยัยหยี ไปๆ กลับก่อนนะแก”
“ยังกลับไม่ได้”
ยาหยีแย้งเสียงดังเมื่อพาขวัญรีบวิ่งมาดึงเธอออกจากวงล้อม
พูดจบก็หันขวับกลับไปที่ผู้ชายที่เธอเคยไว้ใจอีกครั้ง
แม้ศรัณย์จะยังยืนขวางเอาไว้ก็ตาม
“ถอยไป
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“ที่นี่บริษัทของผม”
“รู้แล้ว
คุณบ้าอำนาจมากหรือไงถึงต้องพูดซ้ำๆ ฉันแค่จะบอกให้มันเอาเงินที่ยืมไปมาคืนด้วย
หรือถ้าแฟนใหม่ของมันรวยมากก็เอามาคืนแทน หกพันแปดร้อยสามสิบสี่บาท
ได้ยินมั้ยไอ้คนเฮงซวย!” ยาหยีตะโกนใส่หน้าศรัณย์ด้วยความโมโห
พูดจบเธอก็ฟาดถุงกระดาษในมือใส่คนตัวโตตรงหน้าแล้วหมุนตัวเดินกลับออกมาทันที
“ยัยหยี”
“แกกลับไปทำงานเถอะ
ฉันจะกลับห้อง กินอะไรไม่ลงแล้วว่ะ”
“แกใจเย็นๆ นะเว้ย
เย็นนี้เลิกงานแล้วแวะไปหา”
“เออ โทรบอกก่อนก็แล้วกัน
ไปนะ”
ตกลงกับพาขวัญได้ยาหยีก็แยกตัวออกมาทันที
เธอไม่ได้อายที่คนอื่นกำลังมองแต่กลัวว่าจะทำให้พาขวัญต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยเท่านั้นเอง
ทั้งที่อุตส่าห์พูดแต่สิ่งดีๆ
มาตั้งแต่เช้า ทำความดีมีน้ำในกับคนอื่น
แล้วทำไมทุกอย่างถึงไม่เข้าข้างเธอเอาเสียเลย เธอทำบุญกับคนไม่ขึ้นเลยหรือไง
