บทที่ 11 ถ้าอยากได้
“พี่มีฟ้า!”
เสียงมีดาวยังคงดังไล่หลังฝ่าสายฝนกระหน่ำ แต่ผมกำลังวิ่งไปเบื้องหน้าอย่างเจ็บปวด น้อยใจเหลือเกินที่ไม่มีใครเข้าใจ แม้แต่คนที่ผมเคยคิดว่าเขาจะอยู่ข้างผมเสมออย่างเหนือนที ตอนนี้กลับไปยืนเคียงข้างคนเจ้าแผนการอย่างแดนดิน
“พี่มีฟ้า”
มีดาวยังคงตะโกนไล่หลังอย่างเป็นห่วง แต่ห้วงเวลานี้คนเดียวที่ผมต้องการคือเหนือนทีเท่านั้น
“ว้าย!”
แต่แล้วเสียงอุทานของน้องสาวฝาแฝดก็ทำผมชะงักกึก เมื่อหันขวับกลับไปก็พบว่าเธอล้มลงไปอยู่บนฟุตบาทเสียแล้ว
“มีดาว!”
ผมถลาเข้าไปหาน้องสาว ร่างบางเงยใบหน้าเหยเกขึ้นมามองผมอย่างเจ็บปวด
ส้นรองเท้าข้างหนึ่งปักลงไปตรงช่องว่างระหว่างฝาท่อระบายน้ำกับอิฐตัวหนอนที่ใช้ปูทางเดิน มันคงเป็นสาเหตุให้เจ้าของร่างบางล้มลงไปกองอยู่บนพื้นเฉอะแฉะ
“มีดาว!”
“ฮือ… เจ็บ”
มีดาวบาดเจ็บเล็กน้อยแต่อับอายมากกว่า สายตาหลายคู่ของคนที่กำลังหลบฝนอยู่บริเวณป้ายรถเมล์ต่างมองมาอย่างขบขัน บางคนลอบยิ้ม บางคนแสดงสีหน้าสงสาร
“เจ็บเท้าเหรอ?”
“เปล่า… เจ็บใจ ไอ้ฝาท่อบ้า ทำไมไม่หลบ!”
ผมหลงลืมความรู้สึกเจ็บปวดน้อยใจไปชั่วขณะ ด้วยเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของน้องสาว แต่เจ้าตัวกลับเป็นห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองมากกว่า
“จะมีใครถ่ายคลิปมีดาวไว้ไหมพี่มีฟ้า พรุ่งนี้ต้องเป็นข่าวในโซเชียลแน่เลย”
เธอไม่ได้เป็นคนดังขนาดนั้น!
บางครั้งมีดาวก็หลงตัวเองจนเกินจริง แต่มันก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเธอ เป็นสิ่งที่ทำให้ผมยิ้มทุกครั้ง
“ลุกขึ้นมา”
ผมดึงร่างบอบบางขึ้นมาจากพื้น ก่อนจะพยุงให้เดินมาหลบอยู่ใต้ชายคาหน้าร้านสะดวกซื้อ
เสียงสัญญาณเปิดปิดประตูอัตโนมัติดังขึ้นมาเป็นระยะ ผมพาน้องสาวหย่อนก้นลงนั่งบนพื้นยกระดับสูงสักห้านิ้วห่างออกมาจากบานประตูเพื่อไม่ให้เกะกะขวางทางเดินเข้าออก มีดาวพับเข่าทั้งสองข้างแนบกับพื้น ส่วนผมชันเข่าตั้งขึ้นมา
“เป็นไงบ้าง”
ผมเอื้อมมือไปนวดคลึงข้อเท้าให้น้องสาว มันมีรอยถลอกนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับได้เลือด
“รู้สึกขัด ๆ นิดหน่อยเท่านั้นค่ะ ไม่เป็นไรหรอก”
มีดาวโตขึ้นมากแล้วสินะ หากเป็นเมื่อก่อนคงร้องไห้งอแง เพียงแค่มดกัดยังร้องลั่นบ้านลั่นสวน แต่นี่หกล้มลงไปแรงจนกระดูกแทบร้าว เธอกลับยิ้มได้ไม่แสดงอาการเจ็บปวด
“มีดาวเจ็บไม่เท่ามีฟ้าในตอนนี้”
ฝ่ามือเรียววางทาบลงมาบนหลังมือของผมที่กำลังนวดคลึงข้อเท้าให้ สายตาน้องสาวที่มองมาแสดงความเข้าอกเข้าใจโดยที่ผมไม่ต้องบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูด
“รู้สึกขัด ๆ นิดหน่อยเท่านั้น ไม่เป็นไรหรอก”
ผมย้อนคำพูดของมีดาว เพราะผมอยากเข้มแข็งได้สักครึ่งหนึ่งของเธอ
“ขัดตรงไหนคะ?” มีดาวเลื่อนมือข้างเดิมมาจิ้มนิ้วชี้ลงบนหน้าอกข้างซ้ายของผม “ตรงนี้หรือเปล่า?”
ใบหน้าสวยโน้มเข้ามาใกล้ ส่งสายตาซุกซนเข้ามาอ่านความรู้สึกของผม
“วิ่งหนีออกมาแบบนี้ไม่ดีนะคะ ป่านนี้แดนดินคงกำลังทำคะแนนสงสารนำหน้าพี่มีฟ้าไปแล้ว”
จะพูดเพื่อ?
ผมช้อนตาขึ้นมองค้อนน้องสาว
“ถ้าเป็นมีดาวนะ เล่นมาจะเล่นกลับ แสดงเก่งนักใช่ไหม เดี๋ยวได้เจอเจ้าแม่ละครเวที จะเล่นให้ใหญ่รัชดาลัยไปเลย”
สมกับเป็นนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชา วาทวิทยาและสื่อสารการแสดง มีดาวใส่แอ็กติ้งราวกับเป็นโค้ชพวกสร้างแรงบันดาลใจ
“มันหมดยุคนางเอกอ่อนแอเอาแต่ร้องไห้วิ่งหนีแล้วนะคะ อยากได้ก็ต้องยื้อแย่ง”
มีดาวใส่มาอีกชุดใหญ่
“เหนือนทีมีฟ้ามาตั้งแต่จำความได้ ไม่มีทางที่คนอื่นจะมาแทรกกลางได้หรอก แค่ฝุ่นแค่ผง แค่เป่าก็ปลิวไปตามลมแล้ว สู้ ๆ นะพี่ชาย”
มีดาวชูสองนิ้วยื่นมาตรงหน้า ก่อนจะจิ้มปลายนิ้วลงตรงมุมปากทั้งสองข้างของผม เธอกางนิ้วออกจากกันบังคับให้ผมยิ้ม พร้อมกับส่งยิ้มกว้างทำเป็นตัวอย่าง
“ฮัดชิ้ว!/ฮัดชิ้ว!”
ยิ้มยังไม่ทันสุด เราทั้งสองก็ส่งเสียงจามประสานกันออกมา หวัดคงจะเล่นงานฝาแฝดแล้วละครับ
เหนือนที…PART
หลังจากสองพี่น้องพากันขึ้นแท็กซี่ไป ผมก็เดินห่างออกมาจากกลุ่มคนตรงป้ายรถเมล์ กวาดสายตามองหาสัญลักษณ์รูปกากบาทสีเขียว ไม่นานก็เห็นว่ามันอยู่ไม่ห่างจากร้านสะดวกซื้อ
ที่ห้องมียาสามัญประจำบ้านอย่างพวกยาแก้ปวดลดไข้ แก้ปวดท้องอยู่พร้อมเสมอ เพราะมีฟ้าไม่ค่อยแข็งแรงนัก แค่เจอไอฝนก็ป่วยได้ง่าย ๆ หรือถ้ากินข้าวไม่ตรงเวลาก็จะปวดท้อง แต่คืนนี้คงต้องซื้อสำรองไว้มากหน่อย โดนฝนเข้าไปขนาดนั้น คืนนี้คงไข้ขึ้น และอีกอย่างป่านนี้ก็คงยังไม่ได้ทานมื้อเย็น อาการโรคกระเพาะก็คงจะกำเริบในไม่ช้า ผมจึงต้องเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อม
ส่วนเรื่องแดนดินนั้น สำหรับผมมันไม่มีอะไรมากไปกว่าความสงสาร แดนดินเป็นเพียงเด็กอายุสิบเก้า แต่กลับต้องมาเจอกับปัญหามากมายที่คนเป็นพ่อสร้างเอาไว้ เขาแค่ต้องการที่พึ่งทางใจก็เท่านั้น แต่การที่มีฟ้าทำเรื่องแบบนั้นมันทำให้ผมไม่สบายใจ ผมไม่อยากให้เขาเป็นคนร้ายกาจจนเสียนิสัย ทำร้ายคนอื่นแบบนี้ไม่น่ารักเลย
จบ PART… เหนือนที
