บทที่ 12 ก็ต้องยื้อแย่ง

หลังจากพามีดาวไปส่งที่บ้านคุณพ่อ ผมก็นั่งแท็กซี่กลับมาที่คอนโด จริงของมีดาวที่บอกว่า… ถ้าอยากได้ก็ต้องยื้อแย่ง โบราณท่านว่า แข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งได้ แต่จะแข่งบุญแข่งวาสนานั้น ไม่มีทาง เหนือนทีเกิดมาเพื่อเป็นของมีฟ้าคนเดียวเท่านั้น ทุกอย่างมันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

แต่ครั้นจะให้ผมนั่งรอวาสนา ก็อย่ามาเรียกผมว่ามีฟ้าเลย คนอย่างมีฟ้าจะไม่ยอมเสียเหนือนทีให้ใครเด็ดขาด ถ้าอยากได้นัก ก็ต้องมาวัดกัน!

แต่ตอนนี้ผมขอพักก่อน โคตรปวดท้องแล้วก็หนักหัวชะมัด ทั้งไข้ทั้งโรคกระเพาะกำลังโจมตีผมอย่างไม่ปรานี

ผมเดินโซเซพยายามจะพาตัวเองไปให้ถึงห้องพัก กดรหัสผิด ๆ ถูก ๆ ไปสองครั้ง หากผิดอีกครั้งมันจะล็อก แล้วผมจะเข้าห้องไม่ได้

แต่ในระหว่างที่ผมกำลังพยายามตั้งสติ เสียงติ๊ดก็ดังออกมาจากด้านใน มันเป็นสัญญาณว่าบานประตูถูกปลดล็อก แล้วมันก็ค่อย ๆ เปิดออกมา

“เหนือ!”

เมื่อคืนภาพตัดไปตอนที่ผมได้เห็นหน้าเหนือนทีที่ยืนอยู่หลังบานประตู หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน แต่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามีคนคอยเช็ดตัวลดไข้ให้ทั้งคืน

“เหนือ!”

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ พร้อมกับเสียงแหบโหยที่พยายามจะร้องเรียกใครอีกคน

“นอนพักก่อนอย่าเพิ่งลุกขึ้นมา คุณฟ้ายังมีไข้อยู่”

เหนือนทีผลักประตูห้องนอนเข้ามาทันทีที่ได้ยินเสียงแหบโหยของผม

“ดื่มน้ำก่อนครับ”

น้ำดื่มอุณหภูมิห้องถูกยื่นมาตรงหน้า

“อยากกินน้ำเย็น” ผมส่งสายตาอ้อนวอนเพราะไม่ชอบกินน้ำที่มันไม่เย็น

“ไม่ได้ครับ”

เหนือนทีปฏิเสธเสียงทุ้ม ส่งสายตาบังคับว่าอย่างอแง

ผมรับแก้วน้ำมาจิบเล็กน้อยเพียงแค่ให้หายกระหาย ก่อนจะส่งกลับไปให้บุรุษพยาบาลสุดหล่อ

“ปวดหัวจัง” ผมยกมือขึ้นนวดคลึงตรงขมับ รับรู้ได้ถึงไอร้อนบริเวณนั้น

เหนือนทียื่นหลังมือมาอังบนหน้าผาก “ยังมีไข้อยู่ แต่ก็ลดลงจากเมื่อคืน เดี๋ยวกินข้าวกินยาแล้วก็นอนพักนะครับ”

“เมื่อคืน… ได้นอนบ้างหรือเปล่า เฝ้าไข้ให้ตลอดเลยเหรอ?”

ผมจับมืออุ่นที่กำลังชักกลับไปมากุมไว้ เหนือไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ส่งสายตาห่วงใยมาให้

“ขอโทษนะ” ผมเอ่ยคำขอโทษเสียงเบาหวิว แต่มันรู้สึกหนักอึ้งจริง ๆ

เหนือคลี่ยิ้มบาง ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ “ขอโทษทำไมครับ มันเป็นหน้าที่ของพี่อยู่แล้ว คุณฟ้าป่วย พี่ก็ต้องดูแล ก็เป็นแบบนี้มาตลอด”

“ขอโทษ… เรื่อง… แดนดิน” ผมกลั้นใจพูดออกไป เหนือนทีมีสีหน้าเครียดลงเล็กน้อย ก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะโยกขึ้นลงเบา ๆ

“คราวหน้าอย่าทำอะไรแผลง ๆ แบบนั้นอีกนะครับ มันไม่ดีเลย พี่ไม่ชอบเห็นคุณฟ้าเป็นแบบนั้น”

“เป็นแบบไหน?”

“ร้ายกาจ”

เหนือนทีต่อว่าแต่นัยน์ตายิ้ม ผมรู้ว่าเขาโกรธผมได้ไม่นานหรอก อ้อนอีกหน่อยก็หายแล้ว

“ฟ้าก็ไม่ชอบให้พี่เหนือเป็นแบบนั้น”

ทุกครั้งที่ผมเรียกเหนือนทีว่าพี่ สายตาคมจะวูบไหว ฉายแววพอใจจนปิดไม่มิด ริมฝีปากหยักจะเม้มเข้าหากันเพื่อกลั้นยิ้ม และเขาจะจับจ้องรอฟังสิ่งที่ผมจะออดอ้อน

“เป็นแบบไหน?”

น้ำเสียงก็จะเปลี่ยนไป จากเสียงนุ่มทุ้มเป็นโทนเสียงโคตรละมุน

ผมเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ไม่ได้ตอบออกไป เพียงแต่ส่งสายตาแสดงความน้อยใจ

ฟ้าไม่ชอบให้พี่เหนือมองฟ้าด้วยสายตาตำหนิแบบเมื่อคืน ฟ้าไม่ชอบให้พี่เหนือเห็นคนอื่นสำคัญกว่าฟ้า และฟ้าไม่ชอบให้พี่เหนือพาตัวเองไปอยู่ใกล้ใคร ให้มันจับมือ ให้มันเกาะแขน ให้มันเข้าไปอยู่ในระยะต้องห้ามที่มันควรเป็นของมีฟ้าคนเดียว

ผมส่งสารทุกอย่างผ่านทางสายตา ไม่รู้ว่าเหนือนทีจะสัมผัสได้หรือไม่ แต่ผมก็เขินเกินกว่าจะพูดมันออกไปตรง ๆ

เหนือนทีกดใบหน้าตัวเองก้มลงเล็กน้อย เขาคงกำลังซ่อนอะไรบางอย่าง อาจเป็นรอยยิ้ม หรือไม่ก็เป็นอาการขัดเขิน เพราะวันนี้เราจ้องตากันนานเกินกว่าที่เคยทำ

“เวลาป่วยแล้วคิดถึงคุณพ่อคุณแม่จัง ถ้าได้กอดท่านก็คงรู้สึกดี” ผมเสเปลี่ยนเรื่อง แต่ลึก ๆ แล้วก็คาดหวัง

เหนือนทีช้อนตาขึ้นมาสบกันอีกครั้ง ก่อนจะรั้งต้นแขนของผมพร้อมกับโน้มตัวเข้ามาใกล้

ผมรีบคว้าโอกาสนั้นไว้โดยไม่ขัดขืน พาร่างร้อนระอุพุ่งเข้าสู่อ้อมกอด แลกเปลี่ยนไออุ่นซึ่งกันและกัน

“ดีขึ้นไหม?”

เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะ ผมรีบส่ายหน้าอยู่กับอกแกร่ง “ยังไม่ค่อยดีเท่าไร” แล้วผมก็รัดวงแขนแน่นขึ้น กระชับสองร่างให้แนบแน่นกว่าเดิม

“ดีขึ้นยัง?”

ผ่านไปหลายนาที เหนือนทีก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง ผมก็ยังส่ายหน้า และคราวนี้ผมฝังจมูกลงบนแผ่นอกแข็งแรง ลอบสูดกลิ่นหอมอ่อนเฉพาะตัว พร้อมกับคลอเคลียใบหน้าเสียดสีรุนแรงจนเหนือนทีต้องงอตัวหนี

“มีฟ้า! พอแล้ว!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป