บทที่ 1 ขาเก้าอี้หัก
- บทที่ 1 ขาเก้าอี้หัก -
ผู้อำนวยการทัพฟ้าและครูนับเก้าพาลูก ๆ ของตนมาเที่ยวบนดอย ณ ไร่กฤตกล้าธนาดรของหม่อมเจ้าภูวสินที่แม่ฮ่องสอน เนื่องจากลูกสาวคนโตกำลังจะไปหาประสบการณ์การทำงานที่ต่างประเทศและเรียนต่อปริญญาโทที่นั่น
ส่วนคนเล็กที่อยู่มหาลัยปีสองก็เพิ่งสอบปลายภาคเสร็จพ่อแม่จึงอยากให้ลูก ๆ ได้มีโอกาสพักผ่อนหย่อนใจบ้าง
"เฮ้ยไอ้ฟ้า มึงมาถึงเร็วจังวะ" เจ้าของไร่ชาบนดอยตะโกนเรียกเพื่อนสนิทที่เพิ่งลงมาจากรถกอล์ฟของรีสอร์ต
"มาถึงช้าก็อดดื่มด่ำบรรยากาศสิวะ เออ ไนท์ เหนือ หวัดดีอาภูสิลูก" ทัพฟ้าบอกลูกสาวทั้งสองคน
"สวัสดีค่ะอาภู" หลานสาวสองคนยกมือไหว้ด้วยกิริยานุ่มนวลอ่อนหวาน
"หวัดดีลูก มาถึงเหนื่อย ๆ ไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ"
"แล้วภาคีละวะ เห็นเพิ่งประกวดหนุ่มหล่อแห่งชาติอะไรมา ลูกมึงนี่ฮ็อตจริง ๆ ว่าไหมยัยเหนือ"
"ค...คะ พ่อถามเหนือทำไม เหนือไม่รู้" เหนือฟ้าสาวอวบผิวขาวอมชมพูถักเปียก้างปลา รีบตอบพลางหลุบตาลง
"ตอนอยู่บ้านยังอัปเดตข่าวเร็วกว่าใครเลยนะ" ราตรีพี่สาวแกล้งบีบแก้มจ้ำม่ำของน้อง
"เด็ก ๆ นี่กุญแจห้องพักจ้ะ" นับเก้าส่งคีย์การ์ดห้องพักให้ลูกสาวคนละอัน
"พี่ไนท์น่าจะให้เหนือนอนด้วย ทำไมต้องนอนคนละหลังกัน เปลืองเงินเปลืองทอง" เหนือฟ้าบ่นพี่สาว
เธอไม่เต็มใจที่จะนอนแยกห้องกับพี่เลยสักนิด
"โตเป็นสาวแล้วนะเรา ต้องหัดนอนคนเดียวให้เป็น" พี่สาวผิวสีน้ำผึ้งตัดบท ก่อนยกกระเป๋าเข้าบ้านพักไป
เหนือฟ้าลากกระเป๋าเข้าห้องอย่างเซ็ง ๆ แล้วก็ออกมาเดินเล่นคนเดียว หญิงสาวเห็นพ่อแม่กำลังชนแก้วคุยกับอาภูและอาต่ายอย่างออกรส เธอจึงไม่อยากรบกวน ส่วนพี่สาวก็ขลุกตัวนอนอยู่ในห้อง
หญิงสาวในชุดเสื้อปาดไหล่แขนตุ๊กตาเผยเนินอกอวบขาวเนียน เดินมาสั่งเครื่องดื่มที่คาเฟของรีสอร์ต
ขณะที่กำลังอ่านเมนูตรงหน้าเคาน์เตอร์ บาริสตาหนุ่มก็ชะโงกหน้าออกมา
"รับอะไรดีครับ คุณลูกค้า"
"เอาข้าวโพดปั่นนมสดฮอกไกโดค่ะ" สาวแก้มยุ้ยเงยหน้าขึ้น พลันนั้นดวงตาคู่คมที่อยู่ห่างกับเธอเพียงไม่กี่เซนติเมตรเกือบทำให้โลกทั้งใบแทบหยุดหมุน แม้กระทั่งหัวใจและร่างกายของเธอด้วย
เพราะผู้ชายหล่อเหลาตรงหน้าคือ ‘ภาคี’ หรือ ‘พี่คี’ ของสาว ๆ ทั้งประเทศ ฉายาหนุ่มหล่อแห่งชาติมาดขรึมแห่งยุค มีดีกรีเป็นถึงนักกีฬายิงปืนเก่า เก่งกีฬาแทบทุกประเภท เรียนจบปริญญาตรีจากควีนส์แลนด์ มหาวิทยาลัยอันดับต้นของโลกที่เลื่องลือด้านการเกษตร
เขาคือชายหนุ่มที่เพียบพร้อมจนนึกไม่ออกว่าคนแบบนี้จะมีตัวตนอยู่จริง ๆ
"นั่งรอพี่ก่อนนะ ใส่วิปครีมไหมครับ" เจ้าของร้านถามขณะที่ฝานข้าวโพดสีขาวลงโถปั่น
"ใส่ค่ะ" เหนือฟ้าตอบสั้น ๆ แล้วนั่งลงที่เก้าอี้โดยไม่ได้ดูว่ามันเป็นเก้าอี้พลาสติกเก่ากึกที่จวนเจียนจะหักเต็มที
โครม!!!!!!
ขาเก้าอี้พลาสติกเก่าทรุดตัวหักครืนลง หญิงสาวร่างอวบหงายหลังกลิ้งขลุก ๆ ไปกองอยู่กับพื้นกลางคาเฟ่
"โอ๊ย...ตูดแหกหมดแล้วมั้งเนี่ย"
ภาคีรีบวิ่งออกมาจากเคาน์เตอร์บาร์ด้านในแล้วงัดร่างตุ้ยนุ้ยของหญิงสาวขึ้นมา "เฮ้ยน้อง...เจ็บไหม มานั่งตรงนี้ก่อนเร็ว"
ชายหนุ่มผมหยักศกมัดผมครึ่งหัวอุ้มเธอขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดายราวกับตัวเธอไม่มีน้ำหนัก เหนือฟ้าตัวแข็งทื่อ ก่อนจะเผลอคล้องแขนไปรอบต้นคอเขาด้วยสัญชาตญาณ
"เอ่อ...พี่ไม่หนักเหรอคะ" เจ้าของน้ำเสียงหวานใสถามแบบไม่สบตา ภาคียิ้มแล้ววางคนซุ่มซ่ามลงบนโซฟาหวายตัวยาว พร้อมกับชันเข่าหนึ่งข้างสำรวจใบหน้าจิ้มลิ้มและแก้มอวบอิ่มของสาวเก้าอี้หักตรงหน้า
"ไม่หนักครับ แค่นี้พี่อุ้มไหว" เจ้าของเสียงนุ่มเอ่ย เพียงแค่ฉีกยิ้มมุมปากจนเห็นเขี้ยวขาวคม คนฟังก็ถึงกับละลายกลายเป็นของเหลว บาริสตาหนุ่มเดินไปล้วงบางอย่างในกล่องพลาสติก แล้วกลับมาพร้อมกับขวดยาหม่อง "เอาไว้นวดก้นนะ"
อายชะมัด มาเจอคนหล่อขวัญใจสาวระดับประเทศ แต่กลับมาทำทุเรศต่อหน้าด้วยการทำเก้าอี้ร้านเขาหัก
"ขอบคุณค่ะ" สาวขี้อายพยักหน้ารับ
เจ้าของร้านกาแฟจึงคลี่ยิ้มกว้าง จากนั้นเดินกลับไปทำข้าวโพดปั่นต่อ และเพียงไม่กี่นาทีเครื่องดื่มที่เธอสั่งก็ถูกเสิร์ฟด้วยคนหล่ออีกครั้ง
"ค่อย ๆ ดูดนะไม่ต้องรีบ เดี๋ยวจะสำลัก" เขาบอกแล้วเดินกลับไปรับออร์เดอร์จากลูกค้าที่มายืนสั่งเครื่องดื่มอีกสองสามคน
"น่ารักจัง" หญิงสาวพูดพึมพำแล้วนั่งรอจังหวะที่คนโล่งถึงจะเดินไปจ่ายเงิน "มาจ่ายเงินค่าข้าวโพดปั่นค่ะ"
"ห้าสิบห้าบาทครับ" ภาคีตะโกนบอกเพราะกำลังยุ่งกับการชงกาแฟอยู่
"งั้นวางเงินไว้ตรงนี้นะคะ" เหนือฟ้าหยิบแบงก์ยี่สิบสามใบเท่ากับเงินหกสิบบาทลงบนเคาน์เตอร์ เธอตัดสินใจทิปพิเศษให้เขาห้าบาทแล้วจากไปเงียบ ๆ
ช่วงเวลาโพล้เพล้หม่อมเจ้าภูวสินกับอาต่ายเรียกทัพฟ้าและนับเก้า รวมทั้งลูกสาวอีกสองคน ให้ขึ้นมาร่วมวงหมูกระทะบนบ้านเนินเขา ยามตะวันกำลังจะลับฟ้า เสียงหัวเราะปะปนกับกลิ่นหอมของน้ำซุปโชยมาแต่ไกล
เหนือฟ้ากับราตรีเดินตามพ่อแม่ขึ้นมายังระเบียงชมดาวของบ้าน ก่อนจะนั่งลงบนเสื่อฟางที่ปูรอไว้อย่างเรียบร้อย ตรงหน้าเป็นชุดเตาหมูกระทะร้อนฉ่า ควันบาง ๆ ลอยฟุ้งเหนือกระทะ เติมกลิ่นหอมและความอบอุ่นให้บรรยากาศดูเป็นกันเองยิ่งขึ้น
ขณะที่เธอกำลังเหม่อลอยระหว่างจ้องมองดูถ่านเชื้อเพลิงที่กำลังปะทุอยู่ในเตา จู่ ๆ ชายหนุ่มตัวสูงใหญ่ก็ปรากฏกายขึ้น
“พ่อครับ ขอโทษที วันนี้ที่คาเฟลูกค้าเยอะมากเลยครับ” ภาคีเอ่ย พลางปรายตามองลูกค้าน้ำข้าวโพดปั่นที่กำลังจ้องเขม็งอยู่ไม่วางตา
“อุ๊ย” ราตรีรีบสะกิดน้องสาว ก่อนจะยื่นมือไปเขี่ยเบา ๆ ที่ต้นแขนพ่อกับแม่ ทั้งสามรู้ดีว่าช่วงนี้เหนือฟ้ากำลังกรี๊ดกร๊าดภาคีอยู่
พอเห็นเช่นนั้นผู้อำนวยการทัพฟ้าจึงหันไปกระซิบข้างหูหม่อมเจ้าภูวสินอย่างรู้ทัน
ชายวัยกลางคนลุคเซอร์ผมยาวคลุมต้นคอที่เหมือนก็อปแปะจากลูกชายมาเป๊ะ ฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะพยักหน้าตอบรับแผนบางอย่างในใจเพื่อนซี้
“ไม่เป็นไรลูก แต่คีทักทายอาฟ้ากับอานับก่อนสิลูก”
ภูวสินพูดเสียงเรียบ แต่มือก็กระชับหัวไหล่ล่ำของลูกชายด้วยท่าทีหมายมาด
“สวัสดีครับ อาฟ้า อานับ ไม่เจอกันนานเลยนะครับ อ้อ แล้วก็นั่นพี่ไนท์ใช่ไหมครับ” ภาคียกมือไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อม
“จ้ะ พี่เอง คีโตขึ้นเยอะเลยนะ แถมหล่อระเบิดเถิดเทิงเลยด้วย จริงไหมเหนือฟ้า” ราตรียิ้มกริ่ม หันไปหาน้องสาวที่นั่งหันหลังให้ภาคีอยู่ที่โต๊ะหมูกระทะของเธอ
“แล้วนั่นลูกสาวคนเล็กของอาฟ้ากับอานับใช่ไหมครับ” ภาคีถามด้วยน้ำเสียงชวนคุย พลางเอี้ยวใบหน้าไปมองหญิงสาวร่างอวบที่ดูคุ้นตา ซึ่งคล้ายกับลูกค้าข้าวโพดปั่นที่เพิ่งเจอเมื่อตอนกลางวัน
“เหนือฟ้า รักษามารยาทหน่อยลูก สวัสดีพี่คีเร็วเข้า”
นับเก้าสะกิดไหล่ลูกสาวเบา ๆ
หญิงสาวไม่มีทางเลือก จำต้องค่อย ๆ หันหน้าไปหาชายหนุ่มและในวินาทีนั้นเอง ภาคีก็จดจำได้อย่างแม่นยำ
“อ๋อ ฮ่าฮ่า” เสียงหัวเราะหลุดออกมาทันที ราวกับความทรงจำบันเทิงเฉพาะตัวผุดขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
เหนือฟ้าชักสีหน้าไม่พอใจทันที เธอรู้ดีว่าภาคีกำลังจะนึกถึงเรื่องอัปยศเมื่อช่วงกลางวันที่เป็นเหตุให้เก้าอี้พลาสติกพังยับจนกลายเป็นเศษซากต่อหน้าสายตาลูกค้าในร้าน
“สวัสดีค่ะ คุณภาคี” เธอพูดเรียบ ๆ ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีด้วยสีหน้าขุ่นเคือง
“สวัสดีครับ” เขาทักทายกลับ แต่ริมฝีปากยังยกยิ้มกลั้นขำไม่หยุด
เหนือฟ้ากำหมัดแน่น ลุกพรวดขึ้นจากโต๊ะด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว แล้วก้าวฉับ ๆ ตั้งใจจะเดินหนีจากตรงนั้นทันที
“อ้าว ยัยเหนือจะไปไหน” ราตรีร้องถาม
“ไปทำธุระส่วนตัวค่ะ” เหนือฟ้าตะโกนตอบกลับมาโดยไม่หันหลัง
“สงสัยน้องคงจะโกรธผมมั้งครับ” ภาคีหันไปสารภาพกับทุกคนด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“แล้วไปเจอกันตอนไหน แล้วไปทำอะไรน้องโกรธเข้าล่ะเจ้าคี” หม่อมเจ้าภูวสินเลิกคิ้วเข้มจนแทบจะผูกกันเป็นปม
"น้องไปซื้อน้ำที่ร้านครับ แล้วก็ทำเก้าอี้ที่ร้านหัก แต่ไม่ใช่ความผิดน้องครับ เก้าอี้มันเก่าแล้ว"
“หักเลยเหรอ!? โธ่ น้องฉัน” ราตรีอุทาน เวทนาน้องสาวจับใจ
เพราะการที่น้องสาวเธอมีน้ำหนักตัวทะลุเกือบเจ็ดสิบทำให้เธอถูกบุลลีบ่อยครั้ง และราตรีก็เกลียดพวกปากหอยปากปูพวกนั้นสุดหัวใจ
“เดี๋ยวผมไปตามน้องกลับมาเองครับ” ภาคียิ้มกว้าง ก่อนจะก้าวยาว ๆ วิ่งลงจากบ้านเนินเขาตามร่างกลมที่เดินกระแทกเท้าลงไปด้วยอารมณ์บูดอย่างชัดเจน
