บทที่ 8 เหลี่ยม 8

 “ขืนอยู่กับพี่คงได้เป็นเมียเฮียสมชายสักวัน”หล่อนปากคอสั่น กระดากใจไม่น้อยที่เอ่ยอย่างนั้น “เอาอะไรมาพูด เฮียเขาไม่ทำรุ่มร่ามแบบนั้นหรอก...”ผู้เป็นพี่สาวเนื้อเต้น ดวงตาแดงก่ำ

“ถ้ารักเฮียบ้ากามมากก็ไม่ต้องมาสนใจลูกจันทร์ ถึงเวลาที่ลูกจันทร์ต้องออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองแล้ว ให้มาแบมือขอเงินเขาใช้แบบนี้ ลูกจันทร์อาย ! “

หล่อนตอบเสียงสะบัด ใจเดือดปุดๆ หลายครั้งที่พี่เขยเข้ามาเกาะแกะตน พุดตานก็ไม่เคยห้ามปราม

ลินจันทร์จึงนึกครั่นคร้ามใจ กลัวว่าคนที่พี่สาวตั้งใจอยากให้อุ้มบุญคือหล่อน อนิจจา...หากเป็นความจริง แค่คิดหัวใจก็แตกสลาย

“โอ๊ย แค่ได้ยินคนอื่นบอกว่าเฮียไปนอนกับผู้หญิงอื่น ฉันก็จะบ้าตายอยู่แล้ว แกยังจะหาเรื่องให้กลุ้มใจไปถึงไหน”

“...ต่อไปนี้พี่น้ำตาลไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องลูกจันทร์แล้ว พอฉันไม่อยู่ จะได้มีเวลาจับตาดูเฮียไงว่ามันไปทำระยำตำบอนที่ไหนบ้าง”

“ลูกจันทร์! รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่หน่อยเถอะ เฮียเขามีบุญคุณกับเราแค่ไหนหัดคิดบ้าง...ถ้าไม่เห็นว่าเป็นน้องคลานตามกันมา ฉันส่งแกให้พวกลูกเจ้าของเขียงหมูไปตั้งแต่เป็นสาวรุ่นๆ แล้ว”

“เป็นเมียพ่อค้าในตลาดก็ดี จะได้ไม่ต้องเป็นขี้ปากชาวบ้านว่าใช้ผัวคนเดียวกันกับพี่สาว”สิ่งที่เอ่ยนั้นเจ็บเสียยิ่งกว่าการตบลงบนหน้าพุดตานเป็นร้อยเท่าพันทวี

ลินจันทร์ลุกขึ้นไปหยิบกระเป๋าใบเล็กที่จัดของใช้กระจุกกระจิก หล่อนแอบเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาด้วยความน้อยใจ แปลกนักเมื่อครั้งยังเด็กหล่อนกับพี่สาวรักกันมาก แต่พอเข็มชีวิตเดินทางมาถึงวันนี้ ลินจันทร์รับรู้ด้วยหัวใจว่าหล่อนกับพุดตานต่างสร้างกำแพงใจขึ้น

พุดตานนิ่งงันไปครูหนึ่ง เธอเปรียบเสมือนแม่คนที่สองของลินจันทร์ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเคยอดมื้อกินมื้อ ทุกข์ยากแค่ไหนก็ไม่เคยทิ้งกัน กระทั่งได้มาใช้ชีวิตคู่กับชายซึ่งแก่คราวพ่อลินจันทร์จึงเกิดวิตกจริตหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคืออาการหวาดกลัวความเจ้าชู้ของสามี

“ถ้ายังรักคุณเชน ก็อภัยเขาเสีย รู้จักฟังเหตุผลบ้าง คนรักกันต้องให้อภัยกันอย่าหัวแข็งไปหน่อยเลย ชีวิตแกมีผู้ชายรวยๆ มาสนใจบุญเท่าไหร่แล้ว อยากกลับไปอยู่บ้านเท่ารูหนูเหมือนก่อนรึไง”

“ฮึ ต่อให้ต้องอยู่สลัมอดมื้อกินมื้อก็ดีกว่าอยู่กับผู้ชายที่ไม่ซื่อสัตย์!! ”ลินจันทร์เสียงแข็ง ‘ความซื่อสัตย์’ คำนี้มันกรีดก้องในใจ

“ฉันถามหน่อย ความซื่อสัตย์มันทำให้แกสุขสบายไหม?”

“มีความสุขที่ใจยังไงล่ะพี่น้ำตาล มันทำให้ลูกจันทร์รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า”

“ตามใจเถอะ...แต่ถ้าคิดจะเลิกกับคุณเชนจริงๆ ก็ไม่เห็นต้องหนีไปอยู่ที่อื่น เรามีกันแค่สองคนนะลูกจันทร์”

“แน่ใจนะว่ามีกันแค่สองคน แล้วเฮียละพี่เอามันไปไว้ที่ไหน”

“พูดดีด้วยก็แล้ว หัวดื้อไม่รู้จักฟัง...อย่างแกไปอยู่ที่ไหนก็หนีไม่พ้นความทุกข์ที่ติดอยู่ในใจหรอก”

“ดูสิไม่ให้พรแล้วยังมาแช่งอีก ปากอย่างงี้ไงเด็กมันถึงไม่อยากมาอยู่ด้วย”ลินจันทร์หัวเราะขื่นๆ พลางใช้หลังมือเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

“เฮ้อ...แล้วบ้านนอกคอกนาอย่างนั้นจะอยู่ได้ยังไง แล้วเพื่อนแกคนนั้นไม่เจอกันกี่ปีแล้ว จู่ๆ ไปอาศัยเขาทำตัวอย่างกับบ้านช่องไม่มีซุกหัว...เกิดไปพลาดท่าเสียตัวให้ผู้ชายไม่มีหัวนอนปลายเท้าขึ้นมาแกจะทำยังไง”

“พี่น้ำตาล! พูดเหมือนไม่รู้จักน้องสาวตัวเอง ไปเลย ไปดูผัวดีกว่าไหม ป่านนี้คงวิ่งแก้ผ้าไล่ปล้ำหมาตัวเมียที่ไหนก็ไม่รู้”

“นังลูกจันทร์! ผัวฉันๆ รู้จักดี ตอนนี้คงทำงานงกๆ หาเงินมาให้แกเสวยสุขเป็นคุณนายลินจันทร์น่ะสิ”

“...เงินของเขาสักวันลูกจันทร์จะหามาคืนทุกบาททุกสตางค์รับรองไม่เอามาใช้ฟรีๆ แน่”

“ฉันไม่อยากให้แกคิดอย่างนั้นนะ…พี่ขอโทษ”เมื่อเห็นดวงตาคู่งามวาวโรจน์คนเป็นพี่ก็ใจอ่อน กลัวความคิดของหล่อนยิ่งนัก “ลูกจันทร์จะไม่ยอมเป็นหนี้เขา ขอจบกันแค่ชาตินี้ ไม่อยากตามไปชดใช้ชาติอื่นเป็นห่วงก็แต่พี่น้ำตาล เมื่อไหร่จะดูออกว่าเฮียมันหน้ามืดแค่ไหน ทั้งเสมียนที่โรงพิมพ์ ไหนจะสาวๆ ที่ร้านอาหารอีก ดูเอาเถอะระรี้ระริกทั้งตัวผู้ตัวเมีย!”

“ลูกจันทร์! หยุดพูดพล่อยๆเสียที”

“โอ๊ย! เมื่อไหร่จะเลิกทำเป็นหูหนวกตาบอดสักทีพี่น้ำตาล...”ไม่ทันที่ลินจันทร์จะเอ่ยจบประโยคเสียงประตูห้องก็ดังปังขึ้น การปรับความเข้าใจกับพุดตานพังลงไม่แพ้ชีวิตรักของหล่อนกับรหัท

ลินจันทร์ซุกหน้ากับหมอนด้วยใจที่ทุกข์หนัก คีรษะปวดตุบๆ เมื่อนึกถึงภาพในวันวานพุดตานพาหล่อนหนีออกมาจากครอบครัวใหม่ของพ่อ เพราะถูกกดขี่สารพัด และสิ่งที่จำได้ขึ้นใจในวัยสิบขวบก็คือคำกล่าวหาของแม่เลี้ยงที่บอกว่าแม่บัวของหล่อนขายตัวให้ชาวชายชาวต่างชาติ และหนีไปเสวยสุขที่ต่างประเทศ!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป