บทที่ 1 เงื่อนงำในอดีต

สิบปีก่อน ครอบครัวของพิมพ์ชนกสูญเสียทุกอย่างในคืนเดียว

โรงงานแห่งหนึ่งถูกไฟเผาจนเหลือเพียงซาก พ่อของเธอกลายเป็นคนที่สังคมตราหน้าว่าเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรม ธุรกิจที่สร้างมาทั้งชีวิตพังทลายลงพร้อมชื่อเสียง ขณะที่คนซึ่งเคยเรียกตัวเองว่าเพื่อนทยอยหายไป และคนบางกลุ่มกลับเติบโตขึ้นบนความสูญเสียของครอบครัวเธอ

ไม่นานหลังจากนั้น พ่อของเธอก็จากไป ทิ้งไว้เพียงคำกล่าวหา ความเงียบ และคำถามที่ไม่มีใครยอมตอบอย่างตรงไปตรงมา

พิมพ์ชนกเคยคิดว่าหากเธอรู้ความจริง ทุกอย่างคงง่ายขึ้น

จนกระทั่งวันหนึ่งเธอเข้าใจว่า ต่อให้รู้ว่าใครเป็นคนทำลายครอบครัวของเธอ แต่ถ้าคนเหล่านั้นยังมีอำนาจมากพอจะเดินหน้าต่อไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ความจริงก็อาจเป็นได้เพียงเรื่องเล่าที่ไม่มีใครสนใจ

ดังนั้น เธอจึงไม่กลับมาเพื่อขอคำขอโทษ

เธอกลับมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป และทำให้คนที่เคยคิดว่าตัวเองได้ประโยชน์จากความพินาศของครอบครัวเธอ ต้องเริ่มตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่พวกเขาครอบครอง

คืนนี้ พิมพ์ชนกจะกลับเข้าสู่สังคมธุรกิจอีกครั้ง

ในชุดเดรสสีแดงไวน์ พร้อมรอยยิ้มที่ไม่มีใครอ่านออก

เพราะคนที่กลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เด็กสาวที่เคยสูญเสียทุกอย่างอีกต่อไป

พิมพ์ชนกกลับเข้ามาในชีวิตของคนเหล่านั้นพร้อมรอยยิ้มที่ไม่มีใครรู้ว่าซ่อนอะไรอยู่

เธอไม่ได้สวมชุดดำ ไม่ได้เดินเข้ามาด้วยท่าทีอาฆาต และไม่ได้คิดจะประกาศให้ใครรู้ว่าตลอดสิบปีที่ผ่านมาเธอเกลียดพวกเขามากเพียงใด

คืนนี้เธอสวมชุดเดรสสีแดงไวน์ ตัดเย็บเรียบหรู เครื่องประดับมีเพียงต่างหูเพชรเม็ดเล็ก และรองเท้าส้นสูงสีดำที่ทำให้ทุกย่างก้าวมั่นคงอย่างคนรู้ว่าตัวเองกำลังจะไปที่ไหน

สถานที่จัดงานคือโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ งานเลี้ยงต้อนรับนักลงทุนรายใหญ่ของกลุ่มธุรกิจชั้นนำ แขกเหรื่อส่วนใหญ่เป็นผู้บริหาร เจ้าของกิจการ และบุคคลที่สื่อธุรกิจชอบเรียกว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลของประเทศ

รวมถึงคนที่เธออยากพบมากที่สุดด้วย

“คุณพิมพ์ชนกคะ ท่านประธานกำลังรออยู่ทางด้านในค่ะ”

พนักงานต้อนรับเอ่ยอย่างสุภาพหลังตรวจสอบรายชื่อแขกเรียบร้อย

พิมพ์ชนกยิ้มตอบ “ขอบคุณค่ะ”

เธอเดินผ่านประตูเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยง เสียงดนตรีบรรเลงคลอไปกับเสียงสนทนา กลิ่นน้ำหอมราคาแพงลอยปะปนกับกลิ่นอาหารจากโต๊ะบุฟเฟต์ แสงไฟสีทองตกกระทบแก้วคริสตัลจนทั้งห้องดูงดงามราวกับโลกใบนี้ไม่เคยมีใครต้องสูญเสียอะไรเลย

ช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะกับคนบางประเภทเสียจริง

คนที่ทำผิดพลาดได้ แต่ยังมีเงินจ่ายเพื่อให้ตัวเองดูสง่างาม

คนที่ทำให้ครอบครัวหนึ่งพังทลาย แต่ยังได้รับเชิญขึ้นเวทีเพื่อกล่าวสุนทรพจน์เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม

และคนที่เคยปล่อยให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งสูญเสียทุกอย่าง ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่คิดว่าต้องรับผิดชอบอะไร

พิมพ์ชนกหยิบแก้วน้ำแร่จากถาดของพนักงานเสิร์ฟ ดวงตากวาดผ่านผู้คนอย่างใจเย็น จนกระทั่งหยุดลงที่ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีกรมท่า

ธนกฤต อัครบดินทร์

ประธานบริษัทอัครบดินทร์โฮลดิ้ง หนึ่งในนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในกลุ่มทุนอุตสาหกรรม และชายผู้ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของธุรกิจหลังเหตุไฟไหม้โรงงานเมื่อสิบปีก่อน

เขากำลังหัวเราะกับกลุ่มนักลงทุน ท่าทางผ่อนคลายเหมือนคนที่ไม่มีอะไรต้องหวาดระแวง

พิมพ์ชนกมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกแก้วขึ้นจิบ

เธอจำเสียงหัวเราะแบบนั้นได้

สิบปีก่อน ตอนที่พ่อของเธอถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อความบกพร่องด้านความปลอดภัยของโรงงาน คนที่เคยร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัวเธอต่างพากันเงียบ บางคนหายตัวไป บางคนปฏิเสธว่าไม่เคยสนิทสนม และบางคนรีบฉวยโอกาสเข้าครอบครองกิจการที่กำลังอ่อนแอ

ธนกฤตเป็นหนึ่งในคนที่ก้าวขึ้นมาหลังจากนั้น

เขาอาจไม่ได้เป็นคนจุดไฟด้วยมือตัวเอง แต่เขาเป็นคนที่รู้จักเปลี่ยนความพังพินาศของผู้อื่นให้กลายเป็นบันไดของตัวเองได้อย่างน่าชื่นชม

ในสายตาของพิมพ์ชนก นั่นไม่ได้ทำให้เขาน่ากลัวน้อยลงเลย

“คุณพิมพ์ชนก?”

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้าง

เธอหันไปพบชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิท รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคาย ดวงตาดำลึกดูเย็นชาอย่างคนไม่คุ้นเคยกับการแสดงความรู้สึกต่อหน้าผู้อื่น

วายุ วรเมธากุล

ทายาทวัยสามสิบสองปีของวรเมธากรุ๊ป ผู้บริหารที่เพิ่งขึ้นมาควบคุมกิจการหลังการเสียชีวิตของบิดา และเป็นคนที่นักธุรกิจจำนวนไม่น้อยไม่อยากมีเรื่องด้วย

เขามีชื่อเสียงเรื่องการตัดสินใจเด็ดขาด ไม่ยอมให้ใครใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวมาแทรกแซงผลประโยชน์ของบริษัท และมีนิสัยชอบถามคำถามที่ทำให้คนตอบรู้สึกเหมือนกำลังถูกตรวจสอบบัญชีชีวิตตัวเอง

พิมพ์ชนกเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของเขา เคยเห็นเขาในข่าว และเคยฟังผู้บริหารหลายคนบ่นว่าเจรจากับชายคนนี้ยากเพียงใด

แต่การพบตัวจริงทำให้เธอเข้าใจอย่างหนึ่ง

ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เย็นชาเพราะไม่สนใจใคร

เขาเย็นชาเพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าอะไรสำคัญกับตัวเอง

“คุณวายุ” เธอเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินชื่อมานาน ในที่สุดก็มีโอกาสพบกันสักทีนะคะ”

“ผมก็เช่นกันครับ”

สายตาของเขาเลื่อนจากใบหน้าเธอลงไปยังแก้วน้ำในมือ ก่อนกลับขึ้นมาสบตาอีกครั้ง

“ผมนึกว่าคุณจะไม่มางานนี้เสียแล้ว”

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นคะ”

“เพราะบริษัทของคุณเพิ่งประกาศแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ คนที่กำลังยุ่งกับการจัดการปัญหาภายในมักไม่ค่อยมีเวลามางานสังคม”

“บางครั้งการมางานสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการปัญหาภายในค่ะ”

มุมปากของวายุขยับเล็กน้อย

“ฟังดูเหมือนคุณมีปัญหาที่ต้องการแก้หลายเรื่อง”

“ทุกบริษัทก็มีปัญหาค่ะ ต่างกันแค่ว่าบริษัทไหนยอมรับว่ามี และบริษัทไหนจ้างคนมาช่วยทำให้มันดูเหมือนไม่มี”

คราวนี้วายุหัวเราะเบา ๆ

ไม่ใช่เสียงหัวเราะที่เกิดจากความขบขันเสียทีเดียว แต่เป็นปฏิกิริยาของคนที่เพิ่งพบคู่สนทนาซึ่งไม่ได้ตอบคำถามตามที่เขาคาดไว้

“คุณพูดตรงกว่าที่ผมคิด”

“คุณก็ถามตรงกว่าที่ฉันคิดเหมือนกันค่ะ เราคงไม่ต้องเสียเวลาทำความรู้จักกันมากนัก”

วายุยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบ “งั้นผมขอถามตรง ๆ อีกข้อ คุณมางานนี้เพราะต้องการพบใครเป็นพิเศษหรือเปล่า”

พิมพ์ชนกเหลือบมองไปทางธนกฤตเพียงเสี้ยววินาที ก่อนหันกลับมา

“ถ้าฉันตอบว่ามี คุณจะช่วยแนะนำให้ไหมคะ”

“ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการพบเขาเพื่ออะไร”

“ถ้าเป็นเรื่องธุรกิจล่ะคะ”

“ผมจะแนะนำให้คุณนัดหมายผ่านเลขาฯ ของเขา”

“แล้วถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว?”

“ผมคงต้องถามว่าคุณแน่ใจหรือว่าควรคุยกับเขา”

พิมพ์ชนกหัวเราะอย่างนุ่มนวล “คุณวายุคะ เราเพิ่งพบกันไม่ถึงห้านาที คุณก็เริ่มห้ามฉันคุยกับคนอื่นแล้วหรือคะ”

“ผมแค่ไม่ชอบเห็นคนเดินเข้าไปในสถานการณ์ที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ”

“ถ้าอย่างนั้นคุณคงไม่ชอบฉันเท่าไร”

“ทำไมครับ”

“เพราะฉันไม่เคยรอให้เข้าใจทุกอย่างก่อนลงมือค่ะ”

เธอพูดจบก็ยิ้มให้เขา แล้วขอตัวเดินไปหากลุ่มนักลงทุนที่ยืนอยู่ไม่ไกล

วายุไม่ได้รั้งเธอไว้

แต่สายตาของเขายังคงติดตามเธอไปจนถึงวงสนทนาถัดไป

ผู้หญิงคนนี้ไม่เหมือนคนที่ต้องการแสดงตัวว่าเก่ง เธอไม่ได้พยายามเอาชนะทุกประโยค ไม่ได้รีบอธิบายตัวเอง และไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวเมื่อเขาถามถึงแรงจูงใจ

เธอเพียงเลือกตอบในสิ่งที่อยากตอบ

และนั่นทำให้เขาไม่แน่ใจเลยว่าเธอกำลังปิดบังอะไรอยู่

ธนกฤตสังเกตเห็นพิมพ์ชนกในอีกไม่กี่นาทีต่อมา

ตอนแรกเขาเพียงหันมองตามเสียงแนะนำของแขกคนหนึ่ง แต่เมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวชัดเจน รอยยิ้มบนใบหน้ากลับแข็งค้างไปชั่วขณะ

สั้นมาก

สั้นจนคนอื่นอาจไม่ทันสังเกต

แต่พิมพ์ชนกเห็น

เธอจึงยกแก้วน้ำขึ้นเล็กน้อย เป็นการทักทายจากระยะไกลด้วยท่าทีสุภาพที่สุดเท่าที่คนรู้จักกันผ่านสังคมธุรกิจควรทำ

ธนกฤตนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะหันไปพูดอะไรบางอย่างกับคนข้างกายแล้วเดินเข้ามาหาเธอ

“หนูพิมพ์ชนกใช่ไหม”

เขาใช้คำเรียกอย่างสนิทสนมราวกับไม่ได้ห่างหายจากกันไปนานหลายปี

“สวัสดีค่ะ คุณธนกฤต”

“โตขึ้นมากจริง ๆ ลุงแทบจำไม่ได้”

พิมพ์ชนกยิ้ม “เราไม่ได้พบกันนานมากนี่คะ”

“นั่นสิ หลังจากเรื่องของคุณพ่อ หนูก็คงลำบากไม่น้อย”

คำพูดแสดงความเห็นใจถูกส่งออกมาด้วยน้ำเสียงอบอุ่น คนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ต่างมองธนกฤตด้วยสายตาชื่นชม เขาดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่ยังไม่ลืมลูกสาวของคนรู้จักเก่า

พิมพ์ชนกเกือบชื่นชมการแสดงของเขา

เกือบเท่านั้น

“ขอบคุณที่ยังจำครอบครัวของเราได้นะคะ” เธอตอบ “ฉันเองก็จำคนที่เคยช่วยเหลือครอบครัวเราได้เสมอค่ะ”

ธนกฤตชะงักเล็กน้อย “ลุงยินดีช่วยอยู่แล้ว ถ้าหนูมีปัญหาอะไร ติดต่อมาได้เลยนะ”

“แน่นอนค่ะ”

เธอไม่ได้พูดว่าเธอไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเขา

ไม่ได้พูดด้วยซ้ำว่าเธอรู้ว่าเขาเคยทำอะไรบ้าง

เพราะคำพูดเหล่านั้นไม่มีประโยชน์ในเวลานี้

คนอย่างธนกฤตจะไม่ยอมรับความผิดเพียงเพราะเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาถามหาความยุติธรรม เขาอาจแสดงความเห็นใจ อาจเสนอเงินช่วยเหลือ หรืออาจหาคำอธิบายที่ทำให้ตัวเองดูเป็นคนดีขึ้นอีกหลายระดับ

พิมพ์ชนกไม่ต้องการฟังคำแก้ตัว

เธอต้องการให้เขาเป็นฝ่ายเดินมาหาเธอด้วยตัวเองในวันที่เขาไม่มีทางเลือกอื่น

“จริงสิ” ธนกฤตเอ่ยขึ้น “ลุงได้ยินว่าพีรดากรุ๊ปกำลังปรับโครงสร้าง หนูคงเหนื่อยมาก ถ้าต้องการให้บริษัทของลุงช่วยประสานงานกับนักลงทุนรายอื่น เราคุยกันได้”

“เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจมากค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น วันไหนว่างก็แวะมาที่บริษัทลุง เราค่อยคุยรายละเอียดกัน”

พิมพ์ชนกพยักหน้าอย่างนอบน้อม ก่อนกล่าวขอบคุณอีกครั้ง

ธนกฤตยิ้มพอใจ เห็นได้ชัดว่าเขาเชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมทิศทางบทสนทนาได้แล้ว

“แล้วตอนนี้หนูพักอยู่ที่ไหน มีคนดูแลหรือยัง”

“ฉันมีคนช่วยดูแลเรื่องต่าง ๆ ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง”

“ดีแล้ว ครอบครัวเรารู้จักกันมานาน ลุงไม่อยากเห็นหนูลำบาก”

“ฉันเข้าใจค่ะ”

พิมพ์ชนกตอบทุกคำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดไปอย่างไม่เร่งรีบ

“แต่ถ้าวันหนึ่งฉันมีโอกาสได้ช่วยคุณธนกฤตบ้าง ฉันก็ยินดีนะคะ”

ชายวัยกลางคนหัวเราะเบา ๆ “หนูจะช่วยอะไรลุงได้ล่ะ”

“ใครจะรู้คะ โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงเร็วมาก บางครั้งคนที่เราคิดว่าไม่มีอำนาจ ก็อาจเป็นคนที่ช่วยเราได้ในวันที่คาดไม่ถึง”

รอยยิ้มของธนกฤตยังคงอยู่ แต่แววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เขากำลังพิจารณาว่าเธอตั้งใจสื่ออะไรหรือไม่

พิมพ์ชนกกลับทำเหมือนไม่เห็นความผิดปกตินั้น เธอเพียงกล่าวขอตัวไปทักทายแขกคนอื่น โดยไม่รอให้เขาตอบอะไรเพิ่มเติม

เมื่อเดินพ้นวงสนทนา เธอเห็นวายุยืนอยู่ข้างเสารับน้ำหนักใกล้ประตูระเบียง

เขาถือแก้วเครื่องดื่มอยู่ในมือ สายตาจับอยู่ที่เธออย่างไม่คิดปกปิด

“ดูเหมือนคุณจะสนิทกับคุณธนกฤตมากกว่าที่ผมคิด” เขาเอ่ยเมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้

“คุณกำลังจับตาดูฉันอยู่หรือคะ”

“ผมกำลังสังเกตคนที่อาจกลายเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ”

“ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ”

“คนที่ฉลาดไม่จำเป็นต้องลงมือก่อนถึงจะน่าระวัง”

พิมพ์ชนกหัวเราะ “ถ้าคุณพูดแบบนี้กับทุกคน คุณคงไม่มีเพื่อนเหลือสักคน”

“ผมไม่ได้ต้องการเพื่อนมากขนาดนั้น”

“น่าเศร้านะคะ”

“คุณกำลังสงสารผม?”

“เปล่าค่ะ ฉันกำลังสงสารคนที่ต้องทำงานกับคุณต่างหาก”

วายุยิ้มมุมปาก ก่อนวางแก้วลงบนโต๊ะข้างตัว

“ผมมีข้อเสนอให้คุณ”

พิมพ์ชนกเลิกคิ้ว “เร็วขนาดนี้เลยหรือคะ เราเพิ่งรู้จักกันเอง”

“พรุ่งนี้เช้า ผมต้องการพบตัวแทนของพีรดากรุ๊ปเพื่อคุยเรื่องโครงการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมแห่งใหม่ บริษัทของคุณกำลังหาพันธมิตร ส่วนบริษัทผมกำลังมองหาผู้ร่วมลงทุนที่มีความเข้าใจตลาด ผมคิดว่าเราน่าจะคุยกันได้”

เธอมองเขาอย่างพิจารณา

โครงการนี้มีมูลค่าสูง และถ้าพีรดากรุ๊ปได้รับเลือกให้เข้าร่วม ก็จะช่วยให้บริษัทฟื้นตัวได้เร็วขึ้นมาก

แต่การที่วายุเป็นฝ่ายเข้าหาเธอเอง ทำให้ข้อเสนอนี้น่าสนใจกว่าตัวเลขผลตอบแทนเสียอีก

“ทำไมต้องเป็นฉันคะ”

“เพราะคุณเป็นคนตัดสินใจของพีรดากรุ๊ปในเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ”

“คุณตรวจสอบฉันมาแล้ว”

“ผมตรวจสอบทุกคนที่อาจเข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ”

“แล้วคุณพบอะไรบ้างคะ”

วายุสบตาเธอ “พบว่าคุณไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครเลือกอนาคตแทนตัวเอง”

เป็นคำตอบที่ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเลย

แต่กลับทำให้พิมพ์ชนกต้องมองเขาใหม่

ชายคนนี้รู้จักแยกแยะสิ่งที่ควรพูดกับสิ่งที่ควรเก็บไว้ เขาไม่พยายามประจบเธอ ไม่ใช้ความเห็นใจเรื่องครอบครัวมาสร้างความใกล้ชิด และไม่รีบร้อนแสดงให้เห็นว่าตัวเองเหนือกว่า

เขาอันตรายกว่าที่เธอคิด

“ตกลงค่ะ” เธอตอบ “พรุ่งนี้สิบโมง ฉันจะเข้าไปพบคุณ”

“ดีครับ”

“แต่ฉันมีเงื่อนไขหนึ่งข้อ”

วายุพยักหน้าให้พูดต่อ

“ฉันต้องการสิทธิ์ในการประเมินโครงการอย่างอิสระ ถ้าฉันพบว่ามีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม ฉันขอสงวนสิทธิ์ในการถอนตัวโดยไม่ต้องเสียค่าปรับ”

“ได้ครับ ถ้าเป็นเงื่อนไขที่สมเหตุสมผล”

“แล้วถ้าคุณไม่เห็นด้วยล่ะคะ”

“เราก็คงไม่จำเป็นต้องร่วมงานกัน”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เธอหลุดหัวเราะออกมาจริง ๆ เป็นครั้งแรกของค่ำคืนนี้

“คุณนี่น่าสนใจจริง ๆ”

“ผมถือว่าเป็นคำชม”

“อย่าเพิ่งดีใจไปค่ะ ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจว่าคุณเป็นคนแบบไหน”

“เช่นเดียวกันครับ”

ทั้งคู่มองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์ชนกจะเป็นฝ่ายหันไปทางห้องจัดเลี้ยง

“ฉันต้องไปทักทายแขกอีกหลายคนค่ะ ไว้พบกันพรุ่งนี้”

“แล้วพบกันครับ คุณพิมพ์ชนก”

เธอเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา

วายุยืนมองแผ่นหลังของหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ เขาไม่แน่ใจว่าความสนใจที่มีต่อเธอเกิดจากความสามารถทางธุรกิจ หรือเพราะมีบางอย่างในตัวเธอที่ทำให้เขารู้สึกว่าการพบกันครั้งนี้จะไม่จบลงง่าย ๆ

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ส่งข้อความสั้น ๆ ถึงผู้ช่วยส่วนตัว

ตรวจสอบแผนธุรกิจล่าสุดของพีรดากรุ๊ป และนัดฝ่ายวิเคราะห์มาร่วมประชุมพรุ่งนี้

ก่อนเก็บโทรศัพท์ เขามองไปยังอีกฝั่งของห้อง

พิมพ์ชนกกำลังยิ้มให้ชายคนหนึ่งที่เข้ามาทักทายเธออย่างเป็นมิตร

แต่เมื่อชายคนนั้นหันหลังเดินจากไป รอยยิ้มของเธอก็หายไปในทันที

เพียงชั่ววินาทีเดียว ก่อนจะกลับมาเหมือนเดิมเมื่อมีแขกคนใหม่เข้ามาใกล้

วายุขมวดคิ้ว

เขาไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่

และเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เขารู้สึกอยากรู้จักใครสักคนมากกว่าที่จำเป็นต่อธุรกิจ

เกือบสี่ทุ่ม งานเลี้ยงเริ่มทยอยเลิกรา

พิมพ์ชนกนั่งอยู่เบาะหลังของรถยนต์ที่แล่นผ่านถนนใจกลางเมือง แสงไฟจากอาคารสูงสะท้อนบนกระจกหน้าต่าง เธอปลดต่างหูออก วางลงในกล่องกำมะหยี่ แล้วเอนศีรษะพิงเบาะ

“คุณพิมพ์จะกลับบ้านเลยไหมคะ” คนขับรถถามผ่านกระจกกั้น

“ค่ะ”

เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูข้อความจากผู้ช่วย มีรายชื่อผู้บริหารที่ตอบรับการนัดหมายสำหรับวันถัดไป รวมถึงกำหนดการประชุมกับวรเมธากรุ๊ป

เธอเลื่อนดูอย่างรวดเร็ว ก่อนหยุดอยู่ที่ข้อความจากเพื่อนเก่าคนหนึ่ง

ได้ยินว่าคุณธนกฤตเข้ามาคุยกับเธอแล้ว ระวังตัวด้วยนะ เขาไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครแตะผลประโยชน์ง่าย ๆ

พิมพ์ชนกอ่านจนจบ แล้วพิมพ์ตอบกลับไปเพียงสั้น ๆ

ฉันรู้ค่ะ

เธอรู้จักธนกฤตดีพอที่จะไม่ประมาท

และรู้จักตัวเองดีพอที่จะไม่รีบลงมือเพียงเพราะความโกรธ

เธอไม่ได้ต้องการเห็นเขาหน้าซีดในงานเลี้ยง ไม่ได้ต้องการให้เขารู้ว่าเธอจำทุกอย่างได้ และไม่ได้ต้องการให้เขาใช้เวลาคืนนี้นั่งกังวลว่าเธอจะทำอะไรต่อไป

สิ่งที่เธอต้องการคือให้เขากลับไปใช้ชีวิตตามปกติ

ให้เขามั่นใจว่าพิมพ์ชนกเป็นเพียงทายาทสาวที่กำลังพยายามกอบกู้บริษัทของครอบครัว

ให้เขาเชื่อว่าเธออาจเป็นพันธมิตรที่มีประโยชน์

แล้ววันหนึ่ง เมื่อเขาต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เธอจะเป็นคนที่เขาเลือกเชื่อใจด้วยตัวเอง

พิมพ์ชนกดับหน้าจอโทรศัพท์

เธอรู้ดีว่าความแค้นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนชนะ

สิ่งที่ทำให้คนชนะคือการไม่ปล่อยให้ความแค้นตัดสินใจแทนตัวเอง

รถแล่นเข้าสู่ถนนที่มุ่งหน้ากลับบ้าน เธอมองแสงไฟที่ผ่านไปทีละดวง แล้วนึกถึงวายุขึ้นมาอีกครั้ง

เขาเป็นคนที่น่าสนใจ

ฉลาดพอจะระวังเธอ แต่ยังไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไร

เธอไม่จำเป็นต้องทำให้เขาเป็นศัตรูในตอนนี้ และก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำให้เขากลายเป็นคนรักเร็วเกินไป

สำหรับเธอ ความสัมพันธ์ก็เหมือนการลงทุน

ต้องรู้ว่ากำลังเสี่ยงอะไร ต้องเข้าใจว่าตัวเองต้องการผลตอบแทนแบบไหน และต้องยอมรับให้ได้ว่าบางครั้งสิ่งที่มีค่าที่สุดอาจเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

โทรศัพท์สั่นขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้เป็นข้อความจากเลขานุการของบริษัท

คุณพิมพ์คะ พรุ่งนี้เช้าคุณธนกฤตติดต่อมาขอนัดพบคุณเป็นการส่วนตัวค่ะ เขาบอกว่าต้องการหารือเรื่องความร่วมมือระหว่างสองบริษัท

พิมพ์ชนกอ่านแล้วหัวเราะเบา ๆ

เร็วดีนี่

เธอเพิ่งพูดกับเขาในงานเลี้ยงไม่ถึงสองชั่วโมง เขาก็เป็นฝ่ายติดต่อกลับมาเองแล้ว

อาจเพราะเขาต้องการตรวจสอบว่าเธอมีเป้าหมายอะไร

หรืออาจเพราะเขามองเห็นโอกาสบางอย่างจากการกลับมาของเธอ

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เธอไม่มีความจำเป็นต้องปฏิเสธ

ตอบรับค่ะ นัดเวลาให้เขาได้เลย

เธอกดส่งข้อความ แล้ววางโทรศัพท์ลง

คืนนี้เธอได้สิ่งที่ต้องการสองอย่าง

หนึ่ง ธนกฤตเริ่มหันมาสนใจเธอ

สอง วายุเปิดประตูให้เธอเข้าไปในโลกธุรกิจของเขาด้วยตัวเอง

ทั้งสองคนต่างคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายเลือก

พิมพ์ชนกยิ้มบาง ๆ ให้กับความคิดนั้น

เธอไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ควบคุมทุกอย่างตั้งแต่ต้น

บางครั้งการปล่อยให้คนอื่นเป็นฝ่ายเปิดประตูให้ ก็เป็นวิธีที่ง่ายกว่าการพยายามพังประตูเข้าไปเอง

และเมื่อถึงเวลาที่เธอต้องเลือกว่าจะปิดประตูบานไหนทิ้ง เธอก็จะเป็นคนตัดสินใจเอง

หญิงสาวหลับตาลงช้า ๆ

พรุ่งนี้ยังมีอีกหลายเรื่องต้องจัดการ ทั้งการประชุมกับวายุ การนัดหมายกับธนกฤต และการวางแผนฟื้นฟูพีรดากรุ๊ป

เธอไม่ได้คิดว่าตัวเองจะชนะทุกครั้ง

แต่เธอจะไม่ยอมให้ใครเป็นคนกำหนดความพ่ายแพ้ของเธออีกต่อไป

เพราะครั้งนี้ พิมพ์ชนกกลับมาแล้ว

และเธอไม่ได้กลับมาเพื่อขอที่ยืนจากใคร

เธอกลับมาเพื่อสร้างที่ยืนของตัวเอง

บทถัดไป