บทที่ 2 เกมของคนเจ้าเล่ห์
เวลาเก้าโมงห้าสิบห้านาที พิมพ์ชนกก้าวเข้าไปในห้องประชุมของวรเมธากุลกรุ๊ปพร้อมแฟ้มเอกสารหนึ่งเล่มและรอยยิ้มที่ทำให้คนมองไม่ออกว่าเธอกำลังรู้สึกอย่างไร
ผู้บริหารเจ็ดคนนั่งประจำที่แล้ว บนจอขนาดใหญ่ปรากฏภาพจำลองโครงการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ซึ่งครอบคลุมทั้งพื้นที่คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และระบบขนส่งเชื่อมต่อกับถนนสายหลัก
โครงการนี้มีมูลค่าสูงพอจะทำให้บริษัทขนาดกลางเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และมีความเสี่ยงมากพอจะทำให้บริษัทที่ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อฟื้นตัว
พิมพ์ชนกรู้ดีว่าทำไมวรเมธากุลกรุ๊ปถึงยอมเปิดโอกาสให้บริษัทของเธอเข้าร่วมพิจารณา
พีรดากรุ๊ปเคยมีเครือข่ายด้านโลจิสติกส์และการบริหารคลังสินค้า แม้กิจการจะหดตัวลงหลังเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน แต่ความรู้และประสบการณ์บางส่วนยังคงอยู่ หากเธอฟื้นระบบเหล่านั้นขึ้นมาได้ บริษัทของเธอก็อาจเป็นพันธมิตรที่มีประโยชน์
แต่ประโยชน์ไม่ได้แปลว่าความไว้วางใจ
และเธอไม่คิดว่าคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้จะมอบสิ่งหลังให้เธอง่าย ๆ
“ถ้าอย่างนั้น เรามาเริ่มกันเลยนะครับ”
กิตติภพ รองประธานฝ่ายการเงิน กล่าวขึ้นก่อนใคร เขาเลื่อนเอกสารชุดหนึ่งไปยังตำแหน่งที่พิมพ์ชนกนั่งอยู่
“ก่อนพูดถึงการเข้าร่วมโครงการ ผมคิดว่าเราควรพิจารณาความพร้อมของพีรดากรุ๊ปให้ชัดเจนเสียก่อน บริษัทของคุณห่างหายจากการดำเนินงานเต็มรูปแบบมานานพอสมควร เราไม่อาจใช้ชื่อเสียงในอดีตเป็นหลักประกันได้”
“เห็นด้วยค่ะ” พิมพ์ชนกตอบ
กิตติภพชะงักไปเล็กน้อย ดูเหมือนเขาเตรียมคำโต้แย้งไว้แล้ว แต่ไม่คิดว่าเธอจะเห็นด้วยเร็วขนาดนี้
“ดีครับ ถ้าอย่างนั้นคุณคงเข้าใจว่าทำไมผมจึงคิดว่าพีรดากรุ๊ปควรเริ่มจากโครงการขนาดเล็กก่อน”
“ฉันเข้าใจค่ะว่าคุณเป็นห่วงความเสี่ยงของโครงการ แต่ฉันอยากแยกความเสี่ยงของบริษัทออกจากความรู้สึกที่มีต่อประวัติของบริษัทด้วย”
เธอเปิดแฟ้มของตัวเองแล้วส่งเอกสารให้ผู้บริหารที่นั่งใกล้ที่สุด
“พีรดากรุ๊ปไม่ได้มีเงินทุนมากเท่าบริษัทของคุณ แต่เรามีแผนดำเนินงานที่กำหนดขอบเขตการลงทุนชัดเจน ฉันไม่ได้ขอให้วรเมธากุลรับประกันผลประกอบการของเรา และไม่ได้ขอให้ผู้ถือหุ้นของคุณรับความเสี่ยงแทนฉัน”
พิมพ์ชนกหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ
“สิ่งที่ฉันต้องการคือสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการประเมินโครงการอย่างเท่าเทียมกับผู้ร่วมทุนรายอื่นค่ะ”
ผู้บริหารคนหนึ่งเปิดเอกสารอ่านอย่างสนใจ ขณะที่กิตติภพพลิกหน้ากระดาษอย่างไม่เต็มใจนัก
“แล้วถ้าข้อมูลที่คุณต้องการเป็นข้อมูลภายในที่ยังไม่ได้เปิดเผยล่ะครับ”
“ฉันก็รอจนกว่าจะเปิดเผยให้ผู้ร่วมทุนทุกรายได้ค่ะ”
“คุณอาจเสียโอกาสทางธุรกิจระหว่างรอ”
“นั่นเป็นความเสี่ยงที่ฉันยอมรับได้ค่ะ ดีกว่าตัดสินใจลงทุนโดยมีข้อมูลไม่ครบ แล้วค่อยมาถกเถียงกันภายหลังว่าใครควรรับผิดชอบ”
คนที่นั่งหัวโต๊ะเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร
วายุ วรเมธากุลไม่ได้พูดอะไรตั้งแต่เริ่มประชุม เขาปล่อยให้ผู้บริหารฝ่ายต่าง ๆ ตั้งคำถามกับพิมพ์ชนก เพราะต้องการดูว่าเธอจะรับมือกับแรงกดดันได้มากน้อยแค่ไหน
เขาเคยอ่านประวัติของเธอแล้ว แต่เอกสารประวัติไม่อาจบอกได้ว่าคนคนหนึ่งจะทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่ไม่เชื่อถือเธอ
“คุณพิมพ์ชนกครับ” วายุเอ่ยขึ้นในที่สุด “สมมติว่าเราเปิดเผยข้อมูลตามที่คุณต้องการทั้งหมดแล้ว แต่ผลการประเมินของคุณยังไม่ตรงกับผลการประเมินของเรา คุณจะทำอย่างไร”
“ฉันจะดูว่าความแตกต่างเกิดจากสมมติฐานข้อไหนค่ะ”
“แล้วถ้าคุณยังไม่เห็นด้วยกับเรา”
“ฉันก็จะไม่เห็นด้วยต่อไปค่ะ หากข้อมูลสนับสนุนการประเมินของฉัน”
เสียงขยับเก้าอี้ดังขึ้นเบา ๆ จากปลายโต๊ะ
พิมพ์ชนกไม่ได้ตั้งใจยั่วโมโหใคร แต่เธอไม่เห็นประโยชน์ของการแสร้งทำเป็นว่าความเห็นของตัวเองจะเปลี่ยนไปเพียงเพราะคนที่นั่งตรงข้ามมีอำนาจมากกว่า
วายุสบตาเธอ
“คุณไม่คิดว่าการทำงานร่วมกันจำเป็นต้องมีการประนีประนอมบ้างหรือครับ”
“จำเป็นค่ะ แต่ฉันคิดว่าการประนีประนอมกับการยอมรับว่าความเห็นของตัวเองผิดเป็นคนละเรื่องกัน เราควรประนีประนอมในเรื่องที่ตกลงกันได้ และใช้ข้อมูลตัดสินในเรื่องที่ยังเห็นต่าง”
“ฟังดูเป็นหลักการที่ดี”
“ฉันหวังว่าหลักการนั้นจะใช้กับทุกฝ่ายนะคะ”
วายุมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“คุณกำลังเตือนผม?”
“เปล่าค่ะ ฉันกำลังอธิบายวิธีทำงานของตัวเอง เผื่อคุณจะได้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าควรร่วมงานกับฉันหรือไม่”
กิตติภพวางเอกสารลงบนโต๊ะ
“ผมคิดว่าเรากำลังเสียเวลาไปกับการถกเถียงเรื่องหลักการมากเกินไปนะครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการรับความเสี่ยงของพีรดากรุ๊ป”
พิมพ์ชนกหันไปหาเขา
“ถ้าอย่างนั้น เรามาคุยเรื่องตัวเลขกันค่ะ”
เธอเปิดหน้าสรุปการเงินของบริษัท แล้วอธิบายแผนการลงทุนเป็นสามช่วง ช่วงแรกเป็นการทดลองระบบและสร้างฐานลูกค้า ช่วงที่สองจะขยายการดำเนินงานเมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ส่วนช่วงสุดท้ายจะเกิดขึ้นต่อเมื่อบริษัทมีข้อมูลยืนยันว่าการขยายธุรกิจไม่ทำให้กระแสเงินสดติดลบ
เธอไม่ได้อ้างว่าพีรดากรุ๊ปพร้อมลงทุนได้ทุกจำนวน และไม่ได้พยายามทำให้ตัวเลขดูสวยเกินจริง
ตรงกันข้าม เธอระบุความเสี่ยงที่อาจทำให้โครงการล่าช้า ต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น และสถานการณ์ที่บริษัทต้องชะลอการลงทุนเพื่อรักษาสภาพคล่อง
เมื่อเธออธิบายจบ ผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการก็เป็นฝ่ายถามต่อ
“ถ้าปริมาณงานต่ำกว่าที่คาด คุณจะลดค่าใช้จ่ายส่วนไหนก่อนครับ”
“ฉันจะลดการขยายระบบที่ยังไม่จำเป็นค่ะ แต่จะไม่ลดมาตรฐานความปลอดภัยหรือคุณภาพบริการเพื่อรักษาตัวเลขกำไรระยะสั้น”
“แม้จะทำให้บริษัทขาดทุน?”
“ถ้าการรักษามาตรฐานทำให้เราขาดทุนในช่วงแรก เราต้องประเมินว่ารูปแบบธุรกิจเหมาะสมหรือไม่ค่ะ ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการลดมาตรฐานจนเกิดความเสียหายที่แพงกว่าเดิม”
คำตอบนั้นทำให้วายุเงยหน้าจากเอกสารอีกครั้ง
เขาไม่ได้แสดงความเห็น แต่จดบางอย่างลงในสมุด
การประชุมดำเนินต่อไปอีกเกือบหนึ่งชั่วโมง พิมพ์ชนกตอบคำถามทีละข้อ บางข้อเธอรับข้อเสนอของอีกฝ่าย บางข้อเธอขอให้ปรับแก้ และบางข้อเธอปฏิเสธอย่างชัดเจน
เมื่อการประชุมสิ้นสุด กิตติภพเก็บเอกสารของตัวเองโดยไม่พูดอะไรกับเธอ
ผู้บริหารคนอื่นทยอยออกจากห้อง เหลือเพียงวายุที่ยังนั่งอยู่หัวโต๊ะ
“คุณทำให้คุณกิตติภพไม่พอใจ” เขากล่าว
พิมพ์ชนกปิดแฟ้ม
“ฉันคิดว่าเขาไม่พอใจตั้งแต่ก่อนฉันมาถึงแล้วค่ะ”
“คุณรู้จักเขามาก่อนหรือ”
“ไม่เคยพบกันเป็นการส่วนตัวค่ะ แต่คนที่ใช้สถานะของคู่สนทนามาเป็นเหตุผลหลักในการปฏิเสธ มักไม่ได้ต้องการประเมินความสามารถจริง ๆ”
“คุณกำลังบอกว่าเขามีอคติ?”
“ฉันกำลังบอกว่าเขายังไม่ได้แสดงหลักฐานเพียงพอให้ฉันเชื่อว่าเขาไม่มีอคติค่ะ”
วายุหัวเราะเบา ๆ
“คุณพูดแบบนี้กับทุกคนหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ บางคนฉันก็ไม่เสียเวลาพูดด้วย”
“แล้วผมอยู่ในกลุ่มไหน”
พิมพ์ชนกเงยหน้ามองเขา
“ฉันยังตัดสินใจไม่ได้ค่ะ”
วายุเอนหลังพิงเก้าอี้ รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า
“ผมจะให้ฝ่ายกฎหมายจัดทำร่างเงื่อนไขตามหลักการที่คุณเสนอ แต่ยังไม่มีการรับรองว่าทุกข้อจะได้รับอนุมัติ และผมต้องการให้คุณส่งแผนประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมภายในสามวัน”
“ได้ค่ะ แต่ฉันขอข้อมูลโครงสร้างการถือหุ้นของโครงการและข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับผู้ร่วมทุนรายอื่นด้วย”
“ข้อมูลบางส่วนยังเปิดเผยไม่ได้”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ยินดีรอจนกว่าจะเปิดให้ผู้ร่วมทุนรายอื่นค่ะ”
วายุพยักหน้า
“ตกลงครับ”
พิมพ์ชนกเก็บกระเป๋า ก่อนเดินไปยังประตู
“ขอบคุณสำหรับการประชุมค่ะ”
“คุณพิมพ์ชนก”
เธอหันกลับมา
“ผมหวังว่าคุณจะเข้าใจว่า การเข้าร่วมโครงการของผมไม่ได้หมายความว่าผมจะยอมให้ใครใช้วรเมธากุลเป็นเครื่องมือ”
เธอสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง
“ดีค่ะ เพราะฉันก็ไม่ชอบให้ใครใช้บริษัทของฉันเป็นเครื่องมือเหมือนกัน”
“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”
เธอออกจากห้องประชุมโดยไม่พูดอะไรต่อ
พิมพ์ชนกไม่รู้ว่าวายุสงสัยเธอมากแค่ไหน แต่เธอรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่จะยอมให้เธอเดินผ่านไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจ
และนั่นทำให้เขาเป็นคู่เจรจาที่เธอต้องระวังมากกว่าคนที่แสดงความเป็นศัตรูอย่างเปิดเผย
บ่ายโมงตรง พิมพ์ชนกเดินเข้าไปในสำนักงานใหญ่ของอัครบดินทร์ อินดัสเทรียล
ธนกฤตรอเธออยู่ในห้องรับรองส่วนตัว เขาเปลี่ยนจากชุดสูทสีเข้มเมื่อคืนเป็นสูทสีเทาเรียบหรู บนโต๊ะมีชาและขนมจัดเตรียมไว้ราวกับการพบกันครั้งนี้เป็นเพียงการพูดคุยระหว่างผู้ใหญ่กับลูกหลานที่ไม่ได้พบกันมานาน
“เชิญนั่งสิหนูพิมพ์”
เธอนั่งลงตรงข้าม
“ขอบคุณค่ะ”
“เมื่อคืนฉันประหลาดใจมากที่เห็นหนูกลับมา นึกว่าจะไม่ได้เห็นหนูในวงการธุรกิจอีกแล้ว”
“หลายคนก็คงคิดแบบนั้นค่ะ”
“ฉันเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวหนูนะ เรื่องเมื่อสิบปีก่อนเป็นเรื่องน่าเศร้า ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก และในเวลานั้นหลายฝ่ายก็คงทำอะไรได้ไม่มากนัก”
ธนกฤตพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เขาไม่รีบเร่ง ไม่แสดงความสงสารจนเกินพอดี และไม่พยายามทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ
พิมพ์ชนกเกือบชื่นชมความสามารถในการวางตัวของเขา
คนที่โกหกได้แนบเนียนที่สุดไม่จำเป็นต้องแต่งเรื่องใหม่เสมอไป บางครั้งเพียงเลือกความจริงบางส่วนมาวางในตำแหน่งที่เหมาะสมก็เพียงพอแล้ว
“คุณลุงยังจำรายละเอียดในช่วงนั้นได้ดีหรือคะ”
ธนกฤตชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“เรื่องใหญ่ขนาดนั้น ใครจะลืมลง”
“จริงค่ะ โดยเฉพาะคนที่สูญเสีย และคนที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้น”
รอยยิ้มของเขายังคงอยู่ แต่แววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“หนูหมายถึงอะไรหรือ”
“ฉันหมายถึงว่าทุกเหตุการณ์ย่อมมีคนที่เสียประโยชน์และคนที่ได้ประโยชน์ค่ะ ฉันคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะต้องพิจารณาผลกระทบของมัน”
“หนูโตขึ้นมากจริง ๆ” ธนกฤตกล่าว “ฉันจำได้ว่าตอนเด็กหนูตามคุณพ่อไปงานเลี้ยงอยู่บ่อย ๆ”
“ฉันก็จำได้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นหนูคงรู้ว่าฉันกับพ่อของหนูเคยทำธุรกิจร่วมกันหลายครั้ง ฉันเองก็อยากช่วยให้พีรดากรุ๊ปกลับมายืนได้อีกครั้ง”
พิมพ์ชนกประสานมือบนตัก
“คุณลุงอยากช่วยในรูปแบบไหนคะ”
ธนกฤตยิ้มกว้างขึ้น ราวกับพอใจที่เธอถามตรง ๆ
“ฉันมีเครือข่ายนักลงทุนอยู่พอสมควร หากหนูต้องการเงินทุน ฉันสามารถแนะนำให้ได้ หรือถ้าหนูต้องการพันธมิตรสำหรับโครงการใหม่ เราก็อาจพิจารณาร่วมมือกัน”
“น่าสนใจค่ะ”
“ฉันได้ข่าวว่าหนูกำลังจะเข้าร่วมโครงการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมกับวรเมธากุล”
“กำลังพิจารณาเงื่อนไขค่ะ ยังไม่มีอะไรแน่นอน”
“วรเมธากุลเป็นบริษัทใหญ่ แต่คนของเขาค่อนข้างยึดมั่นในวิธีการของตัวเอง หากหนูเข้าไปโดยไม่มีพันธมิตรที่แข็งแรง อาจต้องยอมเสียเปรียบหลายอย่าง”
“คุณลุงคิดว่าฉันควรร่วมมือกับคุณแทนหรือคะ”
“ฉันคิดว่าหนูควรมีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทาง”
คำตอบนั้นฟังดูมีน้ำใจ แต่พิมพ์ชนกไม่คิดจะรับข้อเสนอโดยไม่พิจารณาราคา
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอเสนอให้เราทดลองร่วมมือกันในโครงการขนาดเล็กก่อนค่ะ”
ธนกฤตเลิกคิ้ว
“โครงการอะไร”
“โครงการปรับปรุงระบบคลังสินค้าและขนส่งสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่อุตสาหกรรมของคุณลุง พีรดากรุ๊ปมีทีมบริหารจัดการ ส่วนบริษัทของคุณลุงมีพื้นที่และเครือข่ายผู้ประกอบการ เราเริ่มจากสัญญาระยะสั้น กำหนดงบประมาณและความรับผิดชอบให้ชัดเจนได้ค่ะ หากทำงานเข้ากันได้ ค่อยขยายความร่วมมือ”
ธนกฤตนิ่งคิด
ข้อเสนอนี้ไม่ได้ใหญ่พอให้เขาต้องเสี่ยงมาก แต่ก็ไม่ได้เล็กจนไร้ประโยชน์ หากพีรดากรุ๊ปทำได้ดี เขาจะได้พันธมิตรที่มีศักยภาพ หากทำไม่ได้ เขาก็สามารถถอนตัวได้โดยเสียหายไม่มาก
ที่สำคัญ เธอไม่ได้ขอเงินจากเขา
เธอขอโอกาสทำธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิเสธได้ยากกว่าโดยไม่เปิดเผยเจตนาที่แท้จริง
“หนูเตรียมข้อเสนอมาแล้วหรือ”
“แค่แนวคิดค่ะ ฉันอยากฟังจากคุณลุงก่อนว่ามีความสนใจจริงหรือไม่”
ธนกฤตหัวเราะอย่างพอใจ
“ฉันชอบคนที่คิดเป็นระบบ เอาอย่างนี้ ให้ทีมของฉันส่งข้อมูลพื้นที่ที่สามารถนำมาพัฒนาได้ แล้วหนูทำข้อเสนอฉบับเต็มมา เราค่อยมาคุยกันอีกครั้ง”
“ยินดีค่ะ”
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนวางลงอย่างแผ่วเบา
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากขอ”
พิมพ์ชนกสบตาเขา
“เรื่องอะไรคะ”
“ถ้าหนูพบอะไรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเก่า ๆ ของครอบครัว หรือมีใครพยายามดึงเรื่องเมื่อสิบปีก่อนกลับมาเป็นประเด็น ฉันอยากให้หนูมาคุยกับฉันก่อน อย่าเพิ่งเชื่อคำพูดของคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง”
ในที่สุด บทสนทนาก็มาถึงสิ่งที่ธนกฤตต้องการรู้
เขาไม่ได้ถามว่าเธอกลับมาทำไม แต่ต้องการรู้ว่าเธอมีข้อมูลเกี่ยวกับอดีตมากน้อยเพียงใด และใครกำลังพูดอะไรกับเธอ
“ถ้าฉันพบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของครอบครัว ฉันคงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงก่อนค่ะ ไม่ว่าจะได้ยินมาจากใคร”
“แน่นอน ฉันไม่ได้ห้ามหนูตรวจสอบอะไร ฉันแค่ไม่อยากให้หนูถูกคนอื่นใช้เป็นเครื่องมือ”
พิมพ์ชนกยิ้มอย่างสุภาพ
“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ แต่คุณลุงไม่ต้องกังวลนะคะ ฉันโตพอจะแยกได้ว่าใครกำลังช่วยฉัน และใครกำลังต้องการให้ฉันทำบางอย่างแทนเขา”
ความเงียบแผ่คลุมห้องรับรองชั่วครู่
ธนกฤตเป็นฝ่ายหัวเราะก่อน
“ดีแล้ว ดีแล้ว หนูฉลาดเหมือนพ่อไม่มีผิด”
พิมพ์ชนกไม่ได้ตอบรับคำชม เธอเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบ
เธอไม่ได้กลับมาเพื่อรักษาความทรงจำของพ่อให้สวยงาม แต่กลับมาเพราะชีวิตของพ่อถูกทำให้เหลือเพียงเรื่องเล่าที่คนอื่นเป็นผู้กำหนด
และเธอต้องการเปลี่ยนสิ่งนั้น
หลังออกจากบริษัทอัครบดินทร์ อินดัสเทรียล พิมพ์ชนกนัดพบรินรดาที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ใกล้ย่านธุรกิจ
“เป็นอย่างไรบ้าง” เพื่อนสนิทถามทันทีที่เธอนั่งลง
“เขาเสนอจะช่วยหานักลงทุน และเปิดโอกาสให้เราทดลองทำโครงการคลังสินค้าร่วมกัน”
“แล้วเธอเชื่อไหม”
“ฉันยังไม่ได้พูดว่าเชื่อ”
“ดี เพราะถ้าเธอบอกว่าเชื่อ ฉันจะขอให้เธอเอาแก้วกาแฟฟาดหัวตัวเองเพื่อเรียกสติ”
พิมพ์ชนกหัวเราะเบา ๆ
รินรดาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่กล้าเตือนเธอโดยไม่กลัวว่าจะถูกตัดออกจากชีวิต
“เขาพูดถึงเรื่องเมื่อสิบปีก่อนด้วย” พิมพ์ชนกเล่า “บอกว่าถ้ามีใครพูดเรื่องธุรกิจเก่าของครอบครัว ให้ฉันมาคุยกับเขาก่อน”
รินรดาขมวดคิ้ว
“นั่นแปลว่าเขากลัวเธอจะไปเจออะไรเข้า”
“หรือเขาแค่ไม่อยากให้คนอื่นทำให้เรื่องยุ่งยากก็ได้”
“เธอจะให้ประโยชน์แก่เขาไปถึงไหน”
“ฉันไม่ได้ให้ประโยชน์แก่เขา ฉันกำลังเปิดโอกาสให้เขาแสดงตัวว่าเป็นคนแบบไหน”
รินรดาถอนหายใจ
“บางครั้งเธอก็เหมือนคนที่ยืนอยู่ข้างบ่อแล้วโยนหินลงไปเพื่อดูว่าน้ำลึกแค่ไหน ทั้งที่ตัวเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าก้นบ่อมีอะไร”
“อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้กระโดดลงไปทั้งตัว”
“ยังไม่กระโดดต่างหาก”
พิมพ์ชนกยิ้มรับคำตำหนิ ก่อนมองออกไปนอกร้าน
“ฉันจะไม่ทำอะไรโดยไม่คิด”
“ฉันไม่ได้กลัวว่าเธอจะคิดไม่รอบคอบ ฉันกลัวว่าเธอจะคิดรอบคอบจนลืมไปว่าคนอื่นก็มีชีวิตเหมือนกัน”
คำพูดนั้นทำให้พิมพ์ชนกเงียบไป
“ถ้าฉันไม่ทำอะไรเลย คนที่ทำให้ครอบครัวฉันพังจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง”
“ฉันไม่รู้”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เธอวางแก้วกาแฟลง
“เพราะฉะนั้นฉันจะทำให้พวกเขาต้องเลือกเองว่าจะยืนอยู่ตรงไหน เมื่อผลประโยชน์ของพวกเขาเริ่มขัดแย้งกัน”
รินรดามองเธออย่างไม่สบายใจ
“แล้วถ้าคนที่ถูกทำร้ายระหว่างทางไม่ใช่คนที่เธอเกลียดล่ะ”
พิมพ์ชนกไม่ได้ตอบทันที
เธอรู้ว่าความเสี่ยงนั้นมีอยู่จริง แต่ก็ไม่อาจกลับไปใช้ชีวิตแบบคนที่ต้องรอให้ทุกอย่างปลอดภัยก่อนจึงค่อยขยับได้อีกแล้ว
“ฉันจะรับผิดชอบในสิ่งที่ฉันทำ” เธอตอบในที่สุด
“พูดง่ายนะ”
“ฉันรู้”
รินรดาส่ายหน้า แต่ไม่ได้พูดต่อ
ทั้งคู่รู้ดีว่าคำสัญญาไม่ได้ทำให้ความเสียหายหายไป หากวันหนึ่งพิมพ์ชนกเลือกใช้ใครสักคนเป็นเครื่องมือ คนคนนั้นอาจต้องเสียสิ่งที่ไม่สามารถเรียกคืนได้
และเมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้เธอเสียใจจริง ความเสียใจก็อาจไม่เพียงพอ
คืนนั้น พิมพ์ชนกกลับถึงสำนักงานพร้อมข้อเสนอทางธุรกิจสองชุดจากคนสองคน
ชุดแรกมาจากวายุ ผู้ต้องการให้เธอพิสูจน์ความสามารถด้วยผลลัพธ์จริง โดยไม่สนใจว่าครอบครัวของเธอเคยมีชื่อเสียงเพียงใด
อีกชุดมาจากธนกฤต ผู้พร้อมยื่นทรัพยากรให้ แต่ต้องการให้เธอเข้ามาอยู่ในวงความร่วมมือของเขา
ทั้งสองคนต่างเสนอสิ่งที่เธอต้องการ
และทั้งสองคนต่างมีเหตุผลของตัวเอง
พิมพ์ชนกเปิดเอกสารของวายุ อ่านเงื่อนไขเรื่องการถอนตัวและการชดเชยความเสียหายอย่างละเอียด ก่อนทำเครื่องหมายข้อที่ต้องการให้แก้ไข เธอไม่ได้ต้องการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เพียงต้องการให้แต่ละฝ่ายรับผิดชอบตามการกระทำของตัวเอง
จากนั้นเธอเปิดเอกสารแนวคิดโครงการที่ธนกฤตเสนอให้จัดทำ แล้วเขียนรายการข้อมูลที่จำเป็นต้องได้รับก่อนตัดสินใจ
เธอจะไม่รีบเลือกใครเพียงเพราะอีกฝ่ายดูเหมือนยื่นมือเข้ามาช่วย
เธอจะเลือกจากสิ่งที่แต่ละคนพร้อมมอบให้ และสิ่งที่พวกเขาต้องการตอบแทน
โทรศัพท์สั่นขึ้นบนโต๊ะ
ข้อความจากหมายเลขที่ไม่รู้จักปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“การกลับมาครั้งนี้ของคุณ อาจทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องเดือดร้อน ถ้าคุณยังเห็นแก่ตัวเหมือนเดิม”
พิมพ์ชนกอ่านมันสองรอบ
คำว่า เหมือนเดิม ทำให้เธอรู้ว่าผู้ส่งไม่ได้มองเธอเป็นเพียงทายาทของบริษัทที่กลับมาเริ่มต้นธุรกิจใหม่
คนคนนั้นรู้จักเธอจากอดีต
และอาจรู้จักเธอในแบบที่เธอเองไม่อยากจดจำ
เธอไม่ได้ตอบกลับ เพียงบันทึกข้อความไว้ ก่อนปิดโทรศัพท์แล้วกลับไปอ่านเอกสารต่อ
พรุ่งนี้เธอจะต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้ากับวรเมธากุลอย่างไร และจะใช้ข้อเสนอของธนกฤตเป็นโอกาสทางธุรกิจได้แค่ไหน
เธอไม่รู้ว่าข้อความนั้นเป็นคำเตือนหรือการข่มขู่ แต่เธอจะไม่ยอมให้ใครใช้ความกลัวควบคุมการตัดสินใจของเธอ
พิมพ์ชนกปิดแฟ้มเล่มสุดท้าย ก่อนดับไฟห้องทำงาน
เธอกลับมาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป และทำให้คนที่เคยได้ประโยชน์จากความพินาศของครอบครัวต้องเผชิญหน้ากับผลของการกระทำ
แต่เธอก็รู้แล้วว่า การเอาคืนไม่ได้หมายความว่าเธอจะเป็นฝ่ายกำหนดทุกอย่างได้เสมอไป
ในเกมนี้ คนที่ยื่นมือให้เธออาจต้องการบางสิ่งตอบแทน ส่วนคนที่ขวางทางเธออาจมีเหตุผลที่เธอยังไม่รู้
และถ้าเธอต้องการชนะจริง ๆ เธอจะต้องเรียนรู้ที่จะมองให้ออกว่าใครกำลังเสนอทางเลือกให้เธอ และใครกำลังค่อย ๆ จำกัดทางเลือกของเธอโดยที่เธอไม่ทันสังเกต
เพราะข้อเสนอที่ดูเหมือนให้โอกาส อาจเป็นจุดเริ่มต้นของพันธะที่ไม่มีใครยอมบอกเงื่อนไขทั้งหมดตั้งแต่แรก
