บทที่ 4 ข้อเสนออันตราย
“ถ้าคุณต้องการให้ฉันเซ็นสัญญาภายในวันนี้ ฉันคงทำให้ไม่ได้ค่ะ”
พิมพ์ชนกพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ ขณะนั่งอยู่ตรงข้ามชายวัยกลางคนในห้องรับรองของบริษัทอัครบดินทร์ อินดัสเทรียล
ปกรณ์ซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างชะงักเล็กน้อย ส่วนธนกฤต อัครบดินทร์ เจ้าของบริษัทผู้เชิญเธอมาพบด้วยตัวเอง กลับเพียงยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบราวกับคำปฏิเสธนั้นไม่ได้ทำให้เขาประหลาดใจแม้แต่น้อย
“ผมยังไม่ได้ขอให้คุณเซ็นวันนี้เลยนะ พิมพ์ชนก” ธนกฤตกล่าว “ผมแค่คิดว่าถ้าเรามีโอกาสทำธุรกิจร่วมกัน ก็ควรเริ่มจากความไว้วางใจ”
หญิงสาวยิ้มบาง ๆ
“ความไว้วางใจเป็นเรื่องดีค่ะ แต่ถ้าเราเริ่มต้นด้วยข้อตกลงที่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน เราก็น่าจะรักษาความไว้วางใจนั้นไว้ได้นานกว่า”
ธนกฤตหัวเราะเบา ๆ
“คำพูดของเธอทำให้ฉันนึกถึงพ่อเธอขึ้นมาเลย”
รอยยิ้มบนใบหน้าพิมพ์ชนกไม่เปลี่ยน แต่ปลายนิ้วที่วางอยู่บนตักกลับหยุดนิ่ง
“คุณเคยทำงานกับคุณพ่อมาก่อนหรือคะ”
“ก็พอสมควร เราอยู่ในแวดวงเดียวกันมานาน ก่อนเกิดเรื่องที่โรงงานเสียอีก”
“ถ้าอย่างนั้นคุณคงรู้จักวิธีทำงานของท่านดี”
“เขาเป็นคนจริงจังกับงานมาก บางครั้งจริงจังเสียจนไม่ยอมฟังใคร”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำรำลึกถึงคนเก่า ทว่าแววตาของธนกฤตกลับนิ่งเกินกว่าจะอ่านความรู้สึกได้
พิมพ์ชนกสบตาเขา
“คนเรามักมีทั้งข้อดีและข้อเสียค่ะ ฉันเองก็ไม่ได้คิดว่าคุณพ่อทำถูกทุกเรื่อง”
ธนกฤตวางถ้วยกาแฟลงช้า ๆ
เขาคงคาดหวังให้เธอรีบปกป้องบิดา หรืออย่างน้อยก็แสดงความเจ็บปวดเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้น แต่พิมพ์ชนกกลับตอบอย่างเป็นกลางจนไม่มีช่องให้เขาใช้ความรู้สึกของเธอเป็นเครื่องมือ
“ดีแล้วที่เธอคิดได้แบบนั้น” เขากล่าว “คนที่ทำธุรกิจต้องรู้จักมองความจริง แม้ความจริงจะไม่ตรงกับสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อก็ตาม”
“ฉันเห็นด้วยค่ะ”
“เพราะอย่างนั้น ฉันถึงอยากช่วยเธอ”
ธนกฤตเลื่อนแฟ้มข้อเสนอไปตรงหน้าเธอ
“คลังสินค้าที่ปกรณ์พาเธอไปดู เราสามารถให้ราคาพิเศษได้ หากเธอตกลงร่วมมือกับบริษัทของเราในโครงการระยะยาว ฉันยังสามารถแนะนำลูกค้ารายใหญ่ให้พีรดากรุ๊ปได้อีกหลายราย”
พิมพ์ชนกเปิดแฟ้มดูตัวเลขอย่างละเอียด
ข้อเสนอนั้นน่าสนใจจริง ค่าเช่าในช่วงสามเดือนแรกต่ำกว่าราคาตลาด และธนกฤตยังยินดีช่วยเชื่อมต่อกับลูกค้าที่มีปริมาณขนส่งสินค้าสม่ำเสมอ หากเธอได้ลูกค้าเหล่านั้นมา พีรดากรุ๊ปก็จะมีรายได้เพียงพอสำหรับขยายทีมปฏิบัติการโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก
แต่เงื่อนไขสำคัญกลับอยู่ในหน้าท้าย ๆ
บริษัทของธนกฤตต้องได้รับสิทธิ์พิจารณาข้อเสนอเป็นรายแรก หากพีรดากรุ๊ปจะให้บริการแก่ลูกค้ารายใหญ่ในเครือเดียวกัน และหากมีการเปลี่ยนแปลงผู้ให้บริการหลักในอนาคต ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาเงื่อนไขการยุติสัญญาร่วมกันก่อน
มันไม่ได้เป็นสัญญาที่ผิดปกติจนถึงขั้นยอมรับไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ข้อเสนอที่ให้ความช่วยเหลือโดยไม่มีสิ่งใดแลกเปลี่ยน
“ฉันขอถามตรง ๆ นะคะ” พิมพ์ชนกเงยหน้าขึ้น “สิทธิ์พิจารณาข้อเสนอเป็นรายแรก หมายถึงบริษัทของคุณมีสิทธิ์เลือกก่อน หรือมีสิทธิ์ขัดขวางไม่ให้ฉันรับงานจากบริษัทอื่นคะ”
ปกรณ์รีบตอบแทน
“เราไม่ได้มีเจตนาจะขัดขวางครับ เป็นเพียงการรักษาผลประโยชน์ของพันธมิตรทางธุรกิจเท่านั้น”
“ฉันเข้าใจค่ะ แต่ถ้าเป็นเพียงสิทธิ์ในการพิจารณาก่อน เราก็สามารถกำหนดระยะเวลาตอบรับให้ชัดเจนได้ เช่น หากบริษัทของคุณไม่ตอบภายในเจ็ดวัน ฉันก็มีสิทธิ์เจรจากับรายอื่นต่อ โดยไม่ถือว่าผิดสัญญา”
ปกรณ์หันไปมองธนกฤต
เจ้าของบริษัทไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจ เขากลับยิ้มเหมือนกำลังสนุกกับการสนทนา
“เธอไม่คิดจะรับข้อเสนอที่ฉันให้เลยหรือ”
“ฉันกำลังพิจารณาค่ะ ไม่ได้ปฏิเสธ”
“แต่เธอพยายามแก้เงื่อนไขเกือบทุกข้อ”
“เพราะฉันต้องรับผิดชอบผลของสัญญาเหล่านั้นค่ะ ไม่ใช่แค่ในวันที่เซ็น แต่รวมถึงวันที่มันเริ่มสร้างปัญหาด้วย”
ห้องรับรองเงียบลงชั่วขณะ
ธนกฤตมองหญิงสาวตรงหน้า ก่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
“ถ้าอย่างนั้น เธอเสนอเงื่อนไขที่ตัวเองต้องการมาได้เลย ฉันจะให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณา”
พิมพ์ชนกปิดแฟ้ม
“ขอบคุณค่ะ ฉันจะส่งข้อเสนอฉบับปรับปรุงให้ภายในสองวัน โดยขอแยกสัญญาเช่าคลังสินค้าออกจากสัญญาแนะนำลูกค้า หากเงื่อนไขส่วนใดไม่เหมาะสม เราจะได้เจรจากันเฉพาะส่วนนั้น โดยไม่กระทบอีกส่วนหนึ่ง”
ธนกฤตไม่ได้ตอบทันที
เขาอาจต้องการช่วยเธอจริง หรืออาจมองเห็นผลประโยชน์จากการร่วมงานกับพีรดากรุ๊ปในอนาคต พิมพ์ชนกไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินว่าเขาเป็นคนแบบไหน สิ่งสำคัญคือเธอจะไม่ยอมให้ความช่วยเหลือในวันนี้กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวเองไม่มีทางเลือกในวันหน้า
“ตกลง” ในที่สุดธนกฤตก็พูด “ฉันจะรอข้อเสนอของเธอ”
“ขอบคุณค่ะ”
เธอลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ แต่ก่อนจะเดินออกจากห้อง ธนกฤตก็เรียกเธอไว้อีกครั้ง
“พิมพ์ชนก”
หญิงสาวหันกลับมา
“ฉันหวังว่าเธอจะไม่เอาเรื่องในอดีตมาปะปนกับการทำธุรกิจมากเกินไป”
พิมพ์ชนกสบตาเขา
“ฉันก็หวังว่าทุกคนจะไม่ใช้เรื่องในอดีตเป็นเหตุผลในการตัดสินใจแทนฉันเหมือนกันค่ะ”
เธอยกมือไหว้ลา ก่อนเดินออกจากห้องไปโดยไม่รอฟังคำตอบ
เมื่อประตูปิดลง ธนกฤตจึงหันไปหาปกรณ์
“คิดว่าอย่างไร”
ปกรณ์ใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนตอบ
“เธอรอบคอบกว่าที่เราคาดไว้ครับ และไม่ยอมรับข้อเสนอเพียงเพราะต้องการเงินทุนหรือรายได้เร่งด่วน”
“นั่นแปลว่าเธอมีแผนอื่นรองรับอยู่แล้ว”
“เป็นไปได้ครับ”
ธนกฤตยิ้มจาง ๆ
“งั้นก็ปล่อยให้เธอเดินตามแผนของเธอไปก่อน เราไม่จำเป็นต้องรีบรู้ทุกอย่างในวันนี้”
เขาหยิบแฟ้มขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนวางมันไว้ด้านข้าง
“คนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริงมักกลัวว่าจะเสียโอกาส แต่คนที่ยังกล้าปฏิเสธบางเงื่อนไข แสดงว่าเขายังมีทางเลือกอื่นอยู่”
ปกรณ์รับฟังโดยไม่แสดงความคิดเห็น
ธนกฤตไม่ได้คิดจะปิดทางเลือกของพิมพ์ชนกในทันที ตรงกันข้าม เขาอยากเห็นว่าเธอจะสร้างทางเลือกเหล่านั้นขึ้นมาได้มากเพียงใด และเมื่อถึงวันที่ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันจริง ๆ เธอจะตัดสินใจอย่างไร
สำหรับเขา การร่วมงานครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดี
หรืออาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่เขายังประเมินไม่ครบถ้วนก็ได้
พิมพ์ชนกเพิ่งกลับถึงสำนักงาน มินตราก็เดินเข้ามารายงานผลการเจรจากับเจ้าของคลังสินค้าแห่งแรก
“เจ้าของพื้นที่ยอมรับผิดชอบค่าซ่อมระบบหลังคาและระบบระบายน้ำบางส่วนค่ะ แต่ต้องการให้เราเซ็นสัญญาเช่าระยะยาวอย่างน้อยสามปี”
“แล้วถ้าเราขอระยะเวลาสองปีล่ะคะ”
“เขาบอกว่าต้นทุนปรับปรุงสูงเกินกว่าจะคุ้ม หากเราเช่าแค่สองปีค่ะ”
พิมพ์ชนกพยักหน้า
“ก็เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นนะคะ เราอย่าเพิ่งมองว่าเขาพยายามเอาเปรียบ”
มินตราวางเอกสารลงบนโต๊ะ
“ถ้าเราเลือกที่นี่ เราจะมีต้นทุนซ่อมแซมน้อยลง แต่ต้องยอมผูกสัญญานานขึ้น ส่วนที่ของคุณธนกฤต ค่าเช่าต่ำกว่าในช่วงแรก แต่มีเงื่อนไขเรื่องสิทธิ์ทางธุรกิจที่เราต้องพิจารณาอีกมากค่ะ”
“แล้วพื้นที่ที่สาม?”
“เจ้าของพื้นที่ยอมให้เราเช่าทดลองหนึ่งปี แต่ไม่ยอมลดค่าเช่า และต้องวางเงินประกันสูงกว่าสองแห่งแรก”
พิมพ์ชนกก้มมองตัวเลขที่เรียงอยู่ตรงหน้า
ตัวเลือกทุกแห่งมีข้อดีและข้อเสีย ไม่มีทางเลือกใดสมบูรณ์แบบ และยิ่งเธอพยายามลดความเสี่ยงในด้านหนึ่งมากเท่าไร เธอก็อาจต้องยอมรับความเสี่ยงอีกด้านหนึ่งมากขึ้นเท่านั้น
“ขอให้ทีมคำนวณสถานการณ์สามแบบค่ะ แบบแรก รายได้เป็นไปตามเป้าหมาย แบบที่สอง รายได้ต่ำกว่าเป้าหมายยี่สิบเปอร์เซ็นต์ และแบบสุดท้าย หากลูกค้ารายใหญ่ถอนตัวหนึ่งราย เราจะยังจ่ายค่าเช่าและเงินเดือนได้กี่เดือน”
มินตราพยักหน้ารับ
“ได้ค่ะ”
“ฉันไม่ต้องการเลือกพื้นที่เพียงเพราะมันทำให้เราดูเหมือนกำลังเติบโต ฉันต้องการให้เรารอดได้ แม้การเติบโตจะไม่เป็นไปตามที่คาด”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
เมื่อมินตราออกไป พิมพ์ชนกหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมส่งข้อความถึงธนกฤตเพื่อแจ้งว่าจะส่งข้อเสนอฉบับปรับปรุงตามกำหนด
แต่ยังไม่ทันพิมพ์เสร็จ โทรศัพท์อีกเครื่องก็ดังขึ้น
ชื่อของวายุปรากฏบนหน้าจอ
เธอมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกดรับสาย
“สวัสดีค่ะคุณวายุ”
“ผมขอถามเรื่องการประเมินพื้นที่คลังสินค้าหน่อยครับ คุณเลือกได้หรือยัง”
“ยังค่ะ กำลังเปรียบเทียบต้นทุนกับเงื่อนไขสัญญาอยู่”
“ผมหวังว่าคุณจะไม่ใช้เวลามากเกินไป เพราะถ้ากำหนดการเริ่มโครงการเลื่อนออกไป ต้นทุนบางส่วนจะเพิ่มขึ้น”
“ฉันทราบค่ะ แต่ฉันคิดว่าการใช้เวลาเพิ่มอีกสองสามวันเพื่อประเมินความเสี่ยง ดีกว่าการรีบเลือกแล้วต้องแก้ปัญหาไปอีกหลายปี”
“ถ้าคุณประเมินแล้วว่าความเสี่ยงนั้นคุ้มค่า ผมก็ไม่มีปัญหา แต่ผมต้องการเหตุผลที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่แค่ความมั่นใจของคุณ”
“คุณจะได้รับแผนประเมินตามกำหนดค่ะ”
วายุเงียบไปชั่วขณะ ก่อนพูดต่อ
“ผมได้ยินว่าคุณกำลังเจรจากับบริษัทของธนกฤตด้วย”
พิมพ์ชนกยกคิ้วเล็กน้อย
“คุณกำลังถามในฐานะคู่ค้าหรือคู่แข่งคะ”
“ตอนนี้ผมกำลังถามในฐานะคนที่อาจต้องรับความเสี่ยงร่วมกับคุณ”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันตอบได้ค่ะ ฉันกำลังพิจารณาข้อเสนอของเขา แต่ยังไม่มีการตกลงอะไรทั้งนั้น”
“แล้วถ้าเงื่อนไขของเขาขัดแย้งกับโครงการของเรา คุณจะทำอย่างไร”
“ฉันจะดูว่าอะไรขัดแย้งกันจริง และอะไรเป็นเพียงสิ่งที่แต่ละฝ่ายกังวลไปเองค่ะ ถ้ามีผลประโยชน์ที่เข้ากันไม่ได้ เราก็ต้องเจรจา ไม่ใช่คาดหวังให้อีกฝ่ายยอมตามโดยไม่มีเหตุผล”
“คุณพูดเหมือนทุกอย่างแก้ไขได้ด้วยการเจรจา”
“ไม่ค่ะ บางเรื่องเจรจาไม่ได้ แต่ฉันจะไม่ตัดสินว่ามันเป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มคุย”
วายุหัวเราะเบา ๆ
“คุณนี่ทำให้การถามคำถามธรรมดากลายเป็นการประชุมใหญ่ได้เสมอ”
“คุณเองก็ถามคำถามที่ไม่ธรรมดาเหมือนกันค่ะ”
“ก็จริง”
น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนกลับมาจริงจังอีกครั้ง
“ผมจะให้ฝ่ายประเมินส่งข้อมูลต้นทุนของพื้นที่ทั้งสามแห่งให้คุณด้วย คุณจะได้ใช้ฐานข้อมูลเดียวกับเรา”
พิมพ์ชนกนิ่งไปครู่หนึ่ง
“ขอบคุณค่ะ แต่ขอให้ส่งข้อมูลเดียวกันให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วยนะคะ ฉันไม่ต้องการให้ใครคิดว่าฉันได้รับสิทธิพิเศษ”
“ตกลง ผมก็ไม่ต้องการให้ใครเข้าใจแบบนั้น”
“ถ้าอย่างนั้น เราคงไม่มีปัญหาแล้วค่ะ”
“ผมยังไม่ได้บอกว่าไม่มีปัญหา ผมแค่บอกว่าจะส่งข้อมูลให้”
พิมพ์ชนกหลุดหัวเราะ
“คุณนี่รักษาคำพูดได้ดีจริง ๆ นะคะ”
“ผมพยายามไม่รับปากในสิ่งที่ยังไม่แน่ใจ”
“เป็นนิสัยที่ดีค่ะ”
“ผมหวังว่าคุณจะมีนิสัยแบบนั้นเหมือนกัน”
“คุณคงต้องรอดูค่ะ”
หลังวางสาย พิมพ์ชนกมองโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง
วายุไม่ได้เสนอความช่วยเหลืออย่างธนกฤต แต่เขาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ โดยไม่ขอให้เธอตอบแทนด้วยการผูกมัดตัวเองกับบริษัทของเขา
อย่างไรก็ตาม เธอรู้ดีว่าความเป็นมืออาชีพไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีผลประโยชน์ของตัวเอง
เขาเพียงเลือกปกป้องผลประโยชน์เหล่านั้นด้วยวิธีที่แตกต่างจากธนกฤตเท่านั้น
และนั่นทำให้เธอต้องระมัดระวังกับทั้งสองคนในแบบที่ต่างกัน
เย็นวันนั้น รินรดาแวะมาหาพิมพ์ชนกที่สำนักงานพร้อมอาหารกล่องสองชุด
“ฉันเดาว่าเธอยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่บ่าย”
พิมพ์ชนกเงยหน้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
“เธอเป็นเพื่อนหรือเป็นเจ้ากรรมนายเวรของฉันกันแน่”
“ถ้าฉันเป็นเจ้ากรรมนายเวร ฉันคงไม่ซื้ออาหารมาให้หรอก”
รินรดาวางอาหารลงบนโต๊ะ ก่อนเหลือบเห็นเอกสารสัญญาหลายชุด
“ยังเลือกคลังสินค้าไม่ได้อีกหรือ”
“ยังค่ะ ทุกแห่งมีข้อแลกเปลี่ยนของตัวเอง”
“แล้วเธอคิดจะเลือกที่ไหน”
“ฉันจะเลือกที่ทำให้บริษัทอยู่รอดได้ แม้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้า”
รินรดาลากเก้าอี้มานั่งตรงข้าม
“ฟังดูเป็นคำตอบที่ดี แต่ฉันอยากรู้ว่าเธอกำลังคิดถึงอะไรนอกจากตัวเลข”
พิมพ์ชนกถอนหายใจ
“วันนี้เธอตั้งใจมาทดสอบฉันหรือไง”
“ฉันตั้งใจมาดูว่าเธอยังเป็นเพื่อนฉันอยู่หรือเปล่า ไม่ใช่กลายเป็นคนที่มองทุกอย่างเป็นเกมไปหมดแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้พิมพ์ชนกนิ่งลง
รินรดาไม่ได้รอให้เธอตอบ แต่พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เธอรู้ไหมว่าฉันกลัวอะไร ฉันไม่ได้กลัวว่าเธอจะล้มเหลว ฉันกลัวว่าวันหนึ่งเธอจะชนะทุกคนที่เธอต้องการเอาคืน แต่สุดท้ายกลับไม่เหลือใครที่อยากอยู่ข้างเธอเลย”
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ใครต้องเจ็บ”
“ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ แต่ความตั้งใจไม่ได้ลบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงนะพิมพ์”
พิมพ์ชนกก้มมองอาหารที่เพื่อนนำมาให้
เธอจำได้ว่ารินรดาอยู่ข้างเธอในช่วงที่ทุกคนทยอยหายไปหลังครอบครัวของเธอประสบปัญหา รินรดาไม่เคยถามว่าเธอจะตอบแทนอย่างไร ไม่เคยเรียกร้องให้เธอเลิกคิดถึงอดีต และไม่เคยใช้ความช่วยเหลือเป็นเครื่องมือควบคุมเธอ
นั่นเป็นเหตุผลที่คำเตือนของเพื่อนมีน้ำหนักมากกว่าคำพูดของคนอื่น
“ฉันไม่รู้หรอกว่าจะทำได้ดีแค่ไหน” พิมพ์ชนกยอมรับ “แต่ฉันจะพยายามไม่ทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องรับผลจากเรื่องที่พวกเขาไม่ได้ก่อ”
“แล้วถ้าเธอทำพลาดล่ะ”
“ฉันจะยอมรับว่าตัวเองพลาด และแก้ไขเท่าที่ทำได้”
รินรดามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ
“ฉันหวังว่าเธอจะทำได้จริง ๆ”
พิมพ์ชนกยิ้มบาง ๆ
“ฉันก็หวังแบบนั้นเหมือนกัน”
ครั้งนี้เธอไม่ได้พูดเพื่อให้เพื่อนสบายใจ เพราะลึก ๆ แล้วเธอเองก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะรักษาขอบเขตที่ตั้งไว้ได้ตลอดไปหรือไม่
ความแค้นทำให้เธอมีแรงเดินต่อ แต่ไม่ได้รับประกันว่าเธอจะเลือกทางที่ถูกต้องเสมอ
และหากวันหนึ่งเธอต้องเลือกระหว่างการทำให้คนที่ทำลายครอบครัวต้องชดใช้ กับการปกป้องคนที่ไม่เกี่ยวข้อง เธอก็อาจต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากกว่าการเจรจาธุรกิจหลายเท่า
คืนนั้น ก่อนกลับบ้าน พิมพ์ชนกได้รับโทรศัพท์จากมินตรา
“คุณพิมพ์คะ คุณสมภพยืนยันนัดพรุ่งนี้เช้าแล้วค่ะ เขาต้องการฟังข้อเสนอเรื่องการคิดค่าบริการตามปริมาณการใช้งาน”
“ดีค่ะ เตรียมตัวเลขให้ครบ แล้วแจ้งทีมปฏิบัติการให้ตรวจสอบด้วยว่าเรารองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้จริงหรือไม่”
“ได้ค่ะ”
“อีกเรื่องหนึ่งนะมินตรา ถ้าเราได้ลูกค้ารายนี้กลับมา อย่าเพิ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายประจำจนกว่าจะมั่นใจว่ารายได้มีความต่อเนื่อง”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
พิมพ์ชนกวางสาย ก่อนมองออกไปยังถนนด้านล่าง
เธอยังไม่ได้รับข้อเสนอของธนกฤต ยังไม่ได้ตกลงเงื่อนไขกับวายุ และยังไม่รู้ว่าลูกค้ารายเก่าจะกลับมาใช้บริการจริงหรือไม่
แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ เธอเริ่มมองเห็นว่าโอกาสไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว
บางโอกาสมาพร้อมความช่วยเหลือ
บางโอกาสมาพร้อมการแข่งขัน
และบางโอกาสเกิดขึ้นเมื่อเธอปฏิเสธสิ่งที่ดูเหมือนดีที่สุด เพื่อรักษาสิทธิ์ในการเลือกด้วยตัวเอง
พิมพ์ชนกหยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย ก่อนเดินออกจากสำนักงาน
เธอรู้ว่าธนกฤตจะยังคงยื่นข้อเสนอให้เธอ วายุจะยังคงตรวจสอบความสามารถของเธอ และคนในวงการธุรกิจจำนวนไม่น้อยจะรอดูว่าเธอจะล้มเหลวอีกครั้งหรือไม่
เธอไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอจะชนะ
เธอเพียงต้องทำให้การตัดสินใจแต่ละครั้งพาบริษัทไปข้างหน้าได้จริง
เพราะการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทวงคืนสิ่งที่สูญเสียไป
แต่เป็นการสร้างอำนาจต่อรองให้ตัวเองมากพอที่จะไม่ต้องยอมรับทุกสิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นให้
และเมื่อวันนั้นมาถึง เธอจะเป็นคนกำหนดเองว่าใครควรได้ยืนอยู่ข้างเธอ ใครควรยืนอยู่ตรงข้าม และใครต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเคยทำไว้
พิมพ์ชนกไม่ต้องการความช่วยเหลือที่ทำให้เธอติดหนี้ใครไปตลอดชีวิต เธอต้องการอำนาจที่จะเลือกทางเดินของตัวเอง แม้ต้องแลกด้วยการยืนอยู่เพียงลำพังในบางครั้งก็ตาม
