บทที่ 5 ใกล้เกินไป

“ถ้าคุณยังยืนยันราคานี้ เราคงต้องไปใช้บริการเจ้าอื่นค่ะ”

พิมพ์ชนกวางปากกาลงบนโต๊ะ ก่อนมองชายตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย

คุณสมภพ เจ้าของกิจการขนส่งสินค้าขนาดกลางที่เคยขอยกเลิกการเจรจากับพีรดากรุ๊ปเมื่อสองวันก่อน นั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาเป็นลูกค้าที่มีปริมาณงานไม่มากพอจะทำให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ก็มีงานสม่ำเสมอมากพอจะช่วยให้พีรดากรุ๊ปผ่านช่วงฟื้นตัวไปได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงเกินกำลัง

ปัญหาคือ เขาต้องการลดค่าใช้จ่าย ขณะที่พิมพ์ชนกไม่อาจลดราคาโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนจริงได้อีก

“ผมไม่ได้อยากกดราคาคุณนะครับ” คุณสมภพพูด “แต่คู่แข่งของคุณให้ราคาต่ำกว่านี้ตั้งเยอะ ถ้าผมเลือกคุณ ผมก็ต้องอธิบายกับผู้ถือหุ้นว่าทำไมถึงยอมจ่ายแพงกว่า”

“ฉันเข้าใจค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น คุณลดราคาให้ผมไม่ได้จริง ๆ หรือครับ”

พิมพ์ชนกเปิดเอกสารที่เตรียมมา แล้วเลื่อนแผ่นสรุปค่าใช้จ่ายไปตรงหน้าเขา

“ถ้าคุณต้องการใช้บริการในรูปแบบเดิม ฉันลดได้อีกเล็กน้อยค่ะ แต่ถ้าต้องการลดค่าใช้จ่ายลงมากกว่านั้น เราต้องเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ ไม่ใช่ลดราคาโดยที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”

คุณสมภพก้มอ่านตัวเลข

ข้อเสนอใหม่ของพีรดากรุ๊ปไม่ได้กำหนดค่าบริการขั้นต่ำสูงเหมือนเดิม แต่คิดตามปริมาณสินค้าที่เข้าจัดเก็บและจำนวนเที่ยวขนส่งจริง ในช่วงที่งานน้อย ลูกค้าจะจ่ายน้อยลง ส่วนช่วงที่มีงานมากก็จ่ายเพิ่มตามการใช้งาน

“คุณกำลังให้ผมจ่ายตามปริมาณงานจริงหรือครับ”

“ใช่ค่ะ แต่เราต้องกำหนดปริมาณสูงสุดที่รองรับได้ในแต่ละวัน และแจ้งล่วงหน้าเมื่อคุณคาดว่าจะมีสินค้ามากกว่าปกติ เพื่อให้ทีมงานเตรียมคนกับรถได้ทัน”

“แล้วถ้าผมมีงานด่วนล่ะ”

“เราจะมีอัตราค่าบริการสำหรับงานด่วนแยกต่างหากค่ะ คุณจะได้เห็นค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ ไม่ต้องมาทะเลาะกันทีหลังว่าใครควรรับผิดชอบ”

คุณสมภพอ่านเอกสารต่ออีกพักใหญ่ ก่อนเงยหน้าขึ้น

“ข้อเสนอนี้ช่วยผมได้จริง แต่คุณแน่ใจหรือว่าบริษัทจะไม่ขาดทุน”

“ฉันไม่แน่ใจว่าทุกเดือนเราจะทำกำไรได้เท่าไรค่ะ แต่ฉันมั่นใจว่าเราได้คำนวณต้นทุนพื้นฐานไว้แล้ว และกำหนดขอบเขตงานที่เรารับผิดชอบได้จริง”

“คุณกล้ารับความเสี่ยงเหมือนกันนะ”

“ฉันรับความเสี่ยงได้ค่ะ แต่จะไม่รับความเสี่ยงที่เราไม่รู้ว่ามันมาจากไหน”

ชายวัยกลางคนยิ้มจาง ๆ ก่อนพับเอกสารเก็บ

“ผมขอกลับไปคุยกับทีมก่อน แต่ถ้าตัวเลขเป็นไปตามนี้ ผมคิดว่าเราน่าจะเริ่มทดลองกันได้”

“ยินดีค่ะ ฉันจะให้ทีมจัดทำสัญญาทดลองสามเดือน โดยระบุเงื่อนไขการยกเลิกและการปรับปริมาณงานให้ชัดเจน”

“ตกลงครับ”

เมื่อการเจรจาจบลง คุณสมภพเดินออกจากห้องประชุมพร้อมเอกสารในมือ พิมพ์ชนกนั่งอยู่ที่เดิมอีกครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ปล่อยลมหายใจ

นี่ไม่ใช่ชัยชนะครั้งใหญ่ แต่เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เธอไม่ได้ดึงลูกค้ากลับมาด้วยการขอร้อง ไม่ได้ตัดราคาจนบริษัทต้องรับภาระเกินตัว และไม่ได้ใช้ความเสียหายในอดีตของครอบครัวเป็นเหตุผลให้ใครเห็นใจ

เธอเสนอวิธีทำธุรกิจที่ต่างออกไป และปล่อยให้ลูกค้าตัดสินใจจากผลประโยชน์ของเขาเอง

สำหรับพิมพ์ชนก นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญกว่าคำชมจากคนในวงการเสียอีก

“คุณพิมพ์คะ”

มินตราเปิดประตูเข้ามา สีหน้าของเธอดูผ่อนคลายกว่าหลายวันที่ผ่านมา

“ถ้าเขาตกลงทดลองใช้บริการ เราจะมีรายได้เพิ่มขึ้นพอให้ทีมปฏิบัติการทำงานได้เต็มกำลังในบางช่วงค่ะ”

“อย่าเพิ่งนับเป็นรายได้จนกว่าจะเซ็นสัญญานะคะ”

“ทราบค่ะ ฉันแค่คิดว่าอย่างน้อยเราก็มีโอกาสแล้ว”

พิมพ์ชนกยิ้มให้ลูกน้อง

“ใช่ค่ะ เรามีโอกาส และหน้าที่ของเราคือทำให้โอกาสนั้นกลายเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่ฉลองตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม”

มินตราหัวเราะเบา ๆ

“บางครั้งคุณก็ทำให้เรื่องดี ๆ ดูน่าตื่นเต้นน้อยลงนะคะ”

“ฉันไม่อยากให้ทุกคนตื่นเต้นกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นค่ะ ฉันอยากให้พวกเขามั่นใจในสิ่งที่ทำได้จริงมากกว่า”

เธอหยิบเอกสารขึ้นมาจัดเรียง ก่อนส่งให้มินตรานำไปดำเนินการต่อ

“แล้วช่วยเตรียมตัวเลขของคลังสินค้าทั้งสามแห่งไว้ด้วยนะคะ วันนี้ฉันอยากตัดสินใจให้ได้ว่าเราควรเดินหน้าต่อกับที่ไหน”

รอยยิ้มของมินตราจางลงเล็กน้อย

“มีเรื่องหนึ่งที่ฉันยังไม่ได้บอกคุณค่ะ”

“อะไรคะ”

“เจ้าของคลังสินค้าแห่งที่สามโทรมาเมื่อเช้า เขาแจ้งว่ามีบริษัทอื่นยื่นข้อเสนอเช่าระยะยาว และต้องการคำตอบจากเราภายในวันนี้ ถ้าเราไม่ยืนยัน เขาจะให้สิทธิ์อีกบริษัทแทนค่ะ”

พิมพ์ชนกวางปากกาลง

“บริษัทไหนคะ”

“เขาไม่ได้แจ้งชื่อค่ะ แต่จากข้อมูลเบื้องต้น เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจคลังสินค้าและขนส่งเหมือนเรา”

พิมพ์ชนกไม่ได้ถามต่อทันที เธอหันไปมองนาฬิกาบนผนัง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

“นัดเจ้าของพื้นที่ให้ฉันหน่อยค่ะ ฉันอยากคุยกับเขาโดยตรง”

“คุณจะยอมรับเงื่อนไขของเขาหรือคะ”

“ยังค่ะ ฉันจะถามว่าเขาต้องการคำตอบเรื่องอะไร และเรามีเวลาต่อรองมากแค่ไหน”

เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ

“ถ้าเราต้องเสียพื้นที่แห่งนี้ไป ก็ต้องรู้ก่อนว่าเราเสียมันไปเพราะอะไร ไม่ใช่รีบจ่ายเงินเพิ่มเพียงเพราะกลัวว่าจะไม่มีที่ให้เลือก”

มินตรารับคำสั่งแล้วเดินออกจากห้อง

พิมพ์ชนกเอนหลังพิงเก้าอี้ ความรู้สึกสบายใจจากการเจรจากับคุณสมภพเมื่อครู่หายไปอย่างรวดเร็ว

เธอเพิ่งได้ลูกค้ากลับมา แต่ในเวลาเดียวกัน ตัวเลือกที่อาจเหมาะสมที่สุดสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจก็กำลังจะหลุดมือ

โลกธุรกิจไม่เคยให้รางวัลกับคนที่ทำเรื่องหนึ่งสำเร็จ แล้วปล่อยให้ตัวเองหยุดระวังในเรื่องต่อไป

และเธอเริ่มสงสัยแล้วว่า การที่พื้นที่แห่งนั้นมีคู่แข่งเข้ามายื่นข้อเสนอในเวลานี้ เป็นเพียงจังหวะบังเอิญ หรือมีใครบางคนกำลังพยายามเปลี่ยนเงื่อนไขของเกม

เวลาเกือบเที่ยง พิมพ์ชนกเดินทางไปพบเจ้าของคลังสินค้าแห่งที่สามด้วยตัวเอง

ชายผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ชื่อวิชาญ เขาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมมานาน และมีชื่อเสียงว่าไม่ชอบเสียเวลากับการเจรจาที่ยืดเยื้อ

เมื่อเธอมาถึง เขาก็เปิดบทสนทนาอย่างตรงไปตรงมา

“ผมต้องขอโทษด้วยนะครับคุณพิมพ์ชนก แต่ผมรอคำตอบนานกว่านี้ไม่ได้แล้ว อีกบริษัทพร้อมวางเงินประกันและเซ็นสัญญาทันที”

“ฉันเข้าใจค่ะ คุณมีสิทธิ์เลือกผู้เช่าที่เหมาะสมที่สุด”

วิชาญดูประหลาดใจเล็กน้อย คล้ายเตรียมรับมือกับการต่อรองที่ดุเดือดมากกว่าการยอมรับอย่างง่ายดาย

“ถ้าอย่างนั้น ผมคงต้องขอให้คุณตัดสินใจวันนี้ครับ”

“ก่อนตัดสินใจ ฉันขอถามได้ไหมคะว่าความต้องการหลักของคุณคืออะไร ระยะเวลาการเช่า หรือความมั่นคงในการชำระเงิน”

“ทั้งสองอย่างครับ ผมไม่อยากเสียเวลาหาผู้เช่าใหม่ทุกปี และไม่อยากเจอปัญหาค้างค่าเช่า”

พิมพ์ชนกพยักหน้า

“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอเสนออีกทางเลือกค่ะ เราอาจทำสัญญาหนึ่งปีตามที่คุณเสนอ แต่เพิ่มเงื่อนไขให้บริษัทของฉันต้องวางหลักประกันตามที่ตกลงกัน และกำหนดช่วงเวลาต่อสัญญาล่วงหน้าสามเดือน หากเราทำตามเงื่อนไขการชำระเงินและดูแลพื้นที่ครบถ้วน คุณจะต้องพิจารณาการต่อสัญญากับเราเป็นรายแรก”

วิชาญขมวดคิ้ว

“แล้วผมจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคุณจะไม่ย้ายออกเมื่อครบปี”

“คุณมั่นใจไม่ได้ค่ะ เช่นเดียวกับที่ฉันมั่นใจไม่ได้ว่าคุณจะไม่ขึ้นค่าเช่าหรือเปลี่ยนเงื่อนไขในอนาคต แต่เราสามารถทำให้ความเสี่ยงทั้งสองฝ่ายชัดเจนขึ้นได้”

เธอเลื่อนข้อเสนอที่เตรียมมาให้เขาดู

“ฉันไม่ได้ขอให้คุณรับความเสี่ยงแทนบริษัทของฉัน และฉันก็ไม่ต้องการรับความเสี่ยงทั้งหมดไว้ฝ่ายเดียว ถ้าคุณต้องการความมั่นคง เราสามารถตกลงเงื่อนไขที่ทำให้คุณได้รับค่าเช่าตรงเวลา และทำให้เรามีโอกาสพิสูจน์ว่าธุรกิจของเรามีความสามารถเพียงพอที่จะเป็นผู้เช่าระยะยาว”

วิชาญอ่านข้อเสนออย่างละเอียด

“คุณแน่ใจหรือว่าบริษัทจะจ่ายหลักประกันตามนี้ได้”

“ถ้าฉันเสนอจำนวนนี้ แปลว่าฉันคำนวณแล้วค่ะ แต่ฉันจะไม่เพิ่มเงินประกันเกินกว่าที่บริษัทรับภาระไหว เพียงเพื่อเอาชนะคู่แข่งที่คุณกำลังเจรจาด้วย”

ชายสูงวัยเงยหน้าขึ้นมองเธอ

“คุณไม่กลัวเสียพื้นที่หรือครับ”

“กลัวค่ะ แต่ฉันกลัวการตัดสินใจผิดเพราะความกลัวมากกว่า”

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมชั่วครู่

วิชาญปิดข้อเสนอแล้ววางลงบนโต๊ะ

“ผมจะพิจารณาเงื่อนไขของคุณอีกครั้ง ขอเวลาผมถึงพรุ่งนี้เช้า”

“ได้ค่ะ ฉันจะรอคำตอบ”

“คุณไม่คิดจะเสนอเงินเพิ่มเพื่อให้ผมเลือกคุณหรือ”

พิมพ์ชนกยิ้ม

“ถ้าฉันต้องจ่ายมากกว่าที่คำนวณไว้เพื่อให้ได้พื้นที่นี้มา ฉันก็ต้องกลับไปคิดว่ามันยังคุ้มค่าหรือไม่ค่ะ ฉันไม่อยากเริ่มธุรกิจด้วยการชนะการเจรจาครั้งแรก แล้วต้องมานั่งแก้ปัญหาเงินสดในเดือนถัดไป”

วิชาญหัวเราะอย่างพอใจ

“ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงยอมเสียลูกค้าบางราย แทนที่จะลดราคาให้พวกเขา”

พิมพ์ชนกไม่ได้ตอบ เธอเพียงยิ้มรับคำพูดนั้น

เธอรู้ว่าการไม่ยอมเสียเปรียบไม่ได้แปลว่าจะต้องชนะทุกครั้ง บางครั้งการปฏิเสธข้อเสนอที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เธอเสียโอกาสจริง ๆ

แต่เธอยอมเสียโอกาสที่ตัวเองคำนวณแล้วว่าไม่คุ้ม ดีกว่ายอมรับทุกอย่างเพียงเพราะกลัวว่าจะไม่มีโอกาสครั้งต่อไป

เมื่อออกจากห้องประชุม พิมพ์ชนกได้รับโทรศัพท์จากวายุทันที

“คุณกำลังอยู่ที่ไหนครับ”

“กำลังจะกลับสำนักงานค่ะ มีอะไรหรือคะ”

“ผมอยากพบคุณวันนี้ เรื่องโครงการที่เราคุยกันไว้”

น้ำเสียงของเขาจริงจังกว่าทุกครั้ง

พิมพ์ชนกหยุดเดิน

“เกิดปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”

“มีข้อเสนอใหม่เข้ามาในโครงการ และผมคิดว่าคุณควรทราบก่อนที่เราจะตัดสินใจขั้นต่อไป”

“ข้อเสนอจากใครคะ”

“ธนกฤต อัครบดินทร์”

พิมพ์ชนกนิ่งไป

วายุพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เขาต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมที่เรากำลังประเมินอยู่ และข้อเสนอของเขาอาจเปลี่ยนเงื่อนไขที่เราคุยกันไว้ทั้งหมด”

หญิงสาวมองถนนตรงหน้า ก่อนถามช้า ๆ

“แล้วคุณคิดอย่างไรคะ”

“ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมต้องการคุยกับคุณก่อน”

พิมพ์ชนกหลับตาลงชั่วขณะ

ธนกฤตกำลังเสนอพื้นที่คลังสินค้าให้เธอ ขณะที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาในโครงการที่วายุกำลังพิจารณาอยู่ด้วย

นั่นอาจเป็นเพียงการขยายธุรกิจตามปกติ แต่ก็หมายความว่าทางเลือกที่เธอกำลังพิจารณาไม่ได้แยกจากกันอย่างที่คิดอีกต่อไป

หากเธอรับข้อเสนอของธนกฤต เธออาจได้ประโยชน์จากเครือข่ายของเขา แต่ก็อาจทำให้วายุสงสัยว่าเธอกำลังพยายามนำใครเข้ามามีอิทธิพลเหนือโครงการ

หากเธอปฏิเสธเขา เธอก็อาจเสียโอกาสที่ช่วยให้พีรดากรุ๊ปกลับมาเติบโตได้เร็วขึ้น

“ตกลงค่ะ ฉันจะเข้าไปพบคุณวันนี้”

“บ่ายสอง ที่สำนักงานผม”

“ฉันจะไปตามนัดค่ะ”

หลังวางสาย พิมพ์ชนกยืนนิ่งอยู่หน้ารถอีกครู่หนึ่ง

เธอเคยคิดว่าการมีทางเลือกหลายทางจะทำให้ตัวเองเป็นอิสระมากขึ้น แต่ตอนนี้เธอเริ่มเห็นแล้วว่า เมื่อผลประโยชน์ของแต่ละทางเลือกเกี่ยวพันกันมากขึ้น การเลือกอย่างหนึ่งอาจทำให้ประตูอีกบานปิดลงโดยไม่ทันตั้งตัว

และครั้งนี้ เธอไม่ได้กำลังต่อรองเพียงค่าเช่าคลังสินค้าอีกต่อไป

เธอกำลังจะต้องตัดสินใจว่า จะรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับคนสองคนที่ต่างก็มีอำนาจพอจะเปลี่ยนอนาคตของบริษัทเธอได้อย่างไร

เวลาเกือบบ่ายสอง พิมพ์ชนกเดินเข้าสู่ห้องประชุมของวรเมธากุลกรุ๊ป

วายุนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ข้างกายมีแฟ้มเอกสารสองชุดและแก้วกาแฟที่แทบไม่ได้แตะ

“ขอบคุณที่มาตามนัดครับ”

“คุณพูดเหมือนฉันมีทางเลือกที่จะไม่มาอย่างนั้นแหละค่ะ”

“คุณมีทางเลือกเสมอครับ เพียงแต่บางทางเลือกอาจมีราคาแพงกว่าที่คิด”

พิมพ์ชนกยิ้มมุมปาก

“ถ้าอย่างนั้น วันนี้ฉันคงต้องมาดูราคาก่อนตัดสินใจ”

วายุเลื่อนแฟ้มชุดหนึ่งมาตรงหน้าเธอ

“ธนกฤตเสนอให้บริษัทของเขาเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรม โดยรับผิดชอบส่วนของคลังสินค้าและเครือข่ายผู้เช่า เขาต้องการให้เราเปิดทางให้บริษัทในเครือของเขามีสิทธิ์เข้าร่วมบริหารบางส่วน”

พิมพ์ชนกเปิดเอกสารดู

ข้อเสนอนี้มีประโยชน์ไม่น้อย ธนกฤตสามารถจัดหาผู้เช่ารายใหญ่และช่วยลดระยะเวลาการทำตลาดได้ แต่หากบริษัทของเขาเข้ามามีอำนาจในการบริหารมากเกินไป วรเมธากุลกรุ๊ปก็อาจเสียความคล่องตัวในการตัดสินใจ

ส่วนพีรดากรุ๊ปเอง หากเข้าร่วมโครงการในฐานะผู้ให้บริการคลังสินค้า ก็อาจต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทของธนกฤตเป็นผู้กำหนดบางส่วน

“คุณคิดจะรับข้อเสนอไหมคะ”

“ผมกำลังประเมินข้อดีข้อเสียอยู่ครับ แต่ผมอยากรู้ว่าคุณมีความเกี่ยวข้องกับข้อเสนอนี้มากแค่ไหน”

พิมพ์ชนกปิดแฟ้มลง

“ฉันกำลังเจรจาเรื่องเช่าคลังสินค้ากับบริษัทของเขา แต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา และข้อเสนอที่ฉันกำลังพิจารณาก็เป็นคนละส่วนกับโครงการของคุณค่ะ”

“คุณแน่ใจหรือว่ามันจะแยกจากกันได้จริง”

“ฉันแน่ใจว่ามันควรแยกกันได้ หากทุกฝ่ายระบุขอบเขตความรับผิดชอบให้ชัดเจน แต่ฉันไม่สามารถรับประกันได้ว่าคุณจะไม่มีข้อกังวล”

วายุจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง

“ถ้าคุณรับข้อเสนอของธนกฤต แล้ววันหนึ่งผลประโยชน์ของเขาขัดแย้งกับโครงการของเรา คุณจะเลือกอย่างไร”

“ฉันจะเลือกตามข้อตกลงที่ทำไว้ และผลประโยชน์ที่ฉันรับผิดชอบค่ะ ไม่ใช่เลือกตามว่าใครให้โอกาสฉันก่อน”

“แล้วถ้าข้อตกลงเหล่านั้นขัดแย้งกันเองล่ะ”

“ฉันจะไม่เซ็นสัญญาที่ทำให้ตัวเองต้องรับผิดชอบสองฝ่ายในเรื่องเดียวกันโดยไม่มีทางออกค่ะ”

วายุเอนหลังพิงเก้าอี้

“คุณตอบได้ดี แต่คำตอบจะมีความหมายก็ต่อเมื่อถึงเวลาต้องเลือกจริง ๆ”

“ฉันทราบค่ะ”

“ผมไม่ต้องการให้พีรดากรุ๊ปเป็นเครื่องมือของธนกฤต และผมก็ไม่ต้องการให้โครงการของผมกลายเป็นเครื่องมือของคุณเช่นกัน”

คำพูดนั้นตรงไปตรงมาจนพิมพ์ชนกแทบหัวเราะ

“คุณนี่ระแวงทุกคนเท่า ๆ กันเลยนะคะ”

“ผมเรียกว่าระมัดระวัง”

“แล้วถ้าฉันบอกว่าฉันก็ระมัดระวังคุณเหมือนกันล่ะคะ”

“ผมคงต้องบอกว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลครับ”

คราวนี้พิมพ์ชนกหัวเราะจริง ๆ

อย่างน้อยวายุก็ไม่ได้คาดหวังให้เธอวางใจเขาโดยไม่มีเหตุผล เขาต้องการข้อตกลงที่ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทตัวเอง และพร้อมยอมรับว่าเธอก็มีสิทธิ์ทำเช่นเดียวกัน

นั่นทำให้การเจรจาครั้งนี้ยาก แต่ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้

“ฉันมีข้อเสนอค่ะ” เธอพูด

วายุยกคิ้ว

“ว่ามาเลยครับ”

“เราควรแยกการประเมินผู้ร่วมลงทุนออกจากการคัดเลือกผู้ให้บริการ หากบริษัทของธนกฤตต้องการเข้าร่วมโครงการ ก็ให้พิจารณาตามเงื่อนไขเดียวกับผู้ลงทุนรายอื่น ส่วนพีรดากรุ๊ปก็จะเสนอราคาบริการตามต้นทุนและขอบเขตงานจริง โดยไม่รับสิทธิพิเศษจากการที่ฉันกำลังเจรจากับเขาอยู่”

“แล้วถ้าเขาไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้ล่ะครับ”

“ก็แปลว่าเขาต้องการสิ่งที่มากกว่าการร่วมธุรกิจ และเราควรพิจารณาว่าสิ่งนั้นคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่”

วายุเงียบไปนานกว่าครั้งก่อน

“ผมจะให้ทีมประเมินข้อเสนอตามแนวทางนี้ แต่ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย”

“เข้าใจค่ะ”

“และผมอยากให้คุณส่งรายละเอียดข้อตกลงกับธนกฤตให้ฝ่ายกฎหมายของเราตรวจสอบ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้”

พิมพ์ชนกสบตาเขา

“ถ้าฉันเซ็นสัญญาแล้ว ฉันยินดีส่งเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายอนุญาตค่ะ แต่ในตอนนี้ฉันยังอยู่ระหว่างเจรจา และไม่สามารถส่งข้อเสนอของอีกฝ่ายให้บุคคลภายนอกตรวจสอบโดยไม่ได้รับอนุญาต”

วายุพยักหน้าอย่างช้า ๆ

“เป็นคำตอบที่ผมคาดไว้แล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นคุณคงไม่ผิดหวังนะคะ”

“ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ทุกอย่างที่ต้องการจากคุณอยู่แล้วครับ”

พิมพ์ชนกเก็บเอกสารเข้าที่ ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้

“ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติม ฉันขอตัวก่อนค่ะ”

“คุณพิมพ์ชนก”

เธอหันกลับมา

“ผมอยากให้คุณจำไว้อย่างหนึ่ง การทำธุรกิจร่วมกันไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความไว้ใจ แต่ต้องเริ่มจากการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าอีกฝ่ายมีสิทธิ์ปฏิเสธ”

พิมพ์ชนกมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“เรื่องนั้นเราเห็นตรงกันค่ะ”

เธอเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองได้รับชัยชนะ แต่ก็ไม่ได้เสียเปรียบอย่างที่กังวลไว้

อย่างน้อยตอนนี้ เธอยังรักษาสิทธิ์ในการตัดสินใจของตัวเองไว้ได้

ทว่าเมื่อก้าวเข้าไปในลิฟต์ โทรศัพท์ของเธอก็สั่นขึ้นอีกครั้ง

เป็นข้อความจากมินตรา

คุณพิมพ์คะ เจ้าของคลังสินค้าแห่งที่สามเพิ่งแจ้งว่าเขาตัดสินใจให้บริษัทอื่นเช่าแล้วค่ะ

พิมพ์ชนกอ่านข้อความนั้นซ้ำหนึ่งครั้ง

เธอไม่ได้ตอบกลับทันที เพียงเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ก่อนมองตัวเลขบนหน้าจอลิฟต์ที่กำลังลดลงทีละชั้น

หนึ่งในตัวเลือกของเธอหายไปแล้ว

เธอไม่รู้ว่าบริษัทที่ได้พื้นที่นั้นไปเป็นใคร และไม่รู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้เกี่ยวข้องกับข้อเสนอของธนกฤตหรือไม่

แต่เธอรู้ว่าเกมกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้น และการรอให้ทุกอย่างชัดเจนก่อนค่อยลงมือ อาจทำให้เธอไม่มีโอกาสเหลือมากพอจะเลือกอีกต่อไป

พิมพ์ชนกหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตอบมินตราสั้น ๆ

รับทราบค่ะ เดินหน้าประเมินอีกสองแห่งตามแผนเดิม อย่าเพิ่มงบเพื่อแย่งพื้นที่คืน

หลังส่งข้อความ เธอเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าอีกครั้ง

เธอจะไม่ยอมให้การสูญเสียตัวเลือกหนึ่งทำให้ตัวเองรีบคว้าตัวเลือกที่เหลือโดยไม่คิด

แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า การตัดสินใจที่ดูเหมือนรอบคอบที่สุดของเธอ อาจกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งต้องสูญเสียผลประโยชน์อย่างไม่คาดคิด

และเมื่อคนเหล่านั้นเริ่มตอบโต้ พิมพ์ชนกจะได้เรียนรู้ว่า การไม่ยอมเสียเปรียบไม่ได้หมายความว่าเธอจะเป็นฝ่ายกำหนดเกมได้เสมอไป

บางครั้ง คนที่เสียประโยชน์ไม่ได้ยอมแพ้ แต่กำลังรอจังหวะเอาคืนต่างหาก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป