บทที่ 6 ความลับใต้เงา
เวลาเจ็ดโมงสิบสองนาที ขณะที่พิมพ์ชนกกำลังติดกระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดสุดท้าย
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเธอเหลือบมองชื่อบนหน้าจอ ก่อนกดรับสาย
“คุณพิมพ์ครับ ผมมินตรา”
น้ำเสียงของผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการไม่เหมือนทุกวัน ไม่มีการเกริ่นถึงตารางงานหรือรายงานต้นทุน มีเพียงลมหายใจสั้น ๆ ก่อนประโยคที่ทำให้มือของเธอหยุดนิ่ง
“รถขนส่งของผู้รับเหมาที่เราจ้างทดลองงานเกิดอุบัติเหตุที่ทางเข้าคลังสินค้าครับ คนขับบาดเจ็บหนึ่งคน สินค้าของลูกค้าเสียหายบางส่วน”
พิมพ์ชนกวางกระดุมลงช้า ๆ
“คลังไหน”
“คลังของอัครบดินทร์ครับ พื้นที่ที่คุณปกรณ์เสนอให้เราใช้ทดสอบระบบขนส่งเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่เรายังไม่ได้เซ็นสัญญาเช่าระยะยาว”
“แล้วทำไมรถของเราถึงเข้าไปทำงานที่นั่น”
“ลูกค้ารายหนึ่งขอให้เราไปรับสินค้าเร่งด่วนครับ เป็นงานทดลองที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า รถของผู้รับเหมาจึงเข้าไปรับของตามเวลานัดหมาย แต่บริเวณทางลาดมีแผ่นเหล็กปิดร่องระบายน้ำขยับตอนรถเลี้ยว ทำให้ล้อหลังตกลงไป รถเสียหลักชนเสากั้น”
พิมพ์ชนกหลับตาครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะต้องการตั้งสติให้ดูสง่างาม แต่เพราะกำลังไล่เรียงสิ่งที่ตนเองรู้และสิ่งที่ยังไม่รู้
เธอไม่ได้เป็นเจ้าของคลัง ไม่ได้เป็นผู้ดูแลพื้นที่ และยังไม่ได้ลงนามรับความเสี่ยงด้านโครงสร้างใด ๆ
แต่เธอเป็นคนอนุมัติให้ทีมทดลองงานโดยไม่กำหนดขั้นตอนตรวจพื้นที่ก่อนรถเข้าปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการ
ข้อเท็จจริงข้อนั้นเป็นของเธอ ไม่ว่าใครจะพยายามโยนความผิดไปให้ใครก็ตาม
“เรียกรถพยาบาลหรือยัง”
“ส่งคนขับไปโรงพยาบาลแล้วครับ มินตรากำลังให้ทีมแยกสินค้าที่เสียหายออกจากสินค้าที่ยังใช้ได้”
“มีใครไปอยู่กับเขาหรือยัง”
“หัวหน้าทีมขนส่งไปแล้วครับ ผมให้เขาแจ้งครอบครัวคนขับด้วย”
พิมพ์ชนกพยักหน้า แม้คนปลายสายจะมองไม่เห็น
“ดี เรียกทีมไปถ่ายภาพจุดเกิดเหตุทุกมุม เก็บรายชื่อคนที่อยู่ตรงนั้น แล้วให้ผู้รับเหมาทำบันทึกเหตุการณ์ตามจริง ห้ามใครเขียนสรุปแทนคนขับ”
“ครับ”
“อีกอย่าง แจ้งลูกค้าให้ทราบก่อนที่เขาจะได้ข่าวจากคนอื่น บอกว่าเราจะรับผิดชอบการตรวจสอบสินค้าและประสานงานเรื่องความเสียหาย แต่ยังไม่ต้องรับปากเรื่องจำนวนเงินจนกว่าจะประเมินเสร็จ”
เธอหยิบกระเป๋า
“ฉันจะไปที่นั่นเอง”
เมื่อวางสาย พิมพ์ชนกไม่ได้โทรหาวายุ ไม่ได้โทรหาธนกฤต และไม่ได้ส่งข้อความถามว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
สิ่งแรกที่เธอต้องทำไม่ใช่หาคนผิด แต่ต้องแน่ใจว่าคนเจ็บได้รับการดูแล สินค้าของลูกค้าได้รับการจัดการ และบริษัทของเธอไม่สร้างความเสียหายเพิ่มเพียงเพราะกลัวเสียหน้า
ถึงอย่างนั้น เธอก็รู้ดีว่าในโลกธุรกิจ ความผิดพลาดหนึ่งครั้งมักไม่ได้จบลงตรงจุดที่มันเกิด
บางคนจะใช้มันเป็นเหตุผลในการเรียกค่าเสียหาย บางคนจะใช้เป็นข้ออ้างยกเลิกสัญญา และบางคนจะใช้มันพิสูจน์ว่าคนที่พยายามกลับมายืนหยัดอีกครั้งไม่ควรได้รับโอกาสนั้นตั้งแต่แรก
เธอเพียงไม่คิดจะปล่อยให้ใครใช้เหตุการณ์นี้เขียนเรื่องราวแทนเธอ
คลังสินค้าของอัครบดินทร์ อินดัสเทรียล ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักนอกตัวเมือง อาคารหลังใหญ่มีผนังสีเทาและประตูม้วนเรียงกันเป็นแนว รถบรรทุกหลายคันจอดรออยู่ด้านนอก ขณะที่พนักงานรักษาความปลอดภัยพยายามกันคนไม่เกี่ยวข้องออกจากบริเวณเกิดเหตุ
เมื่อพิมพ์ชนกมาถึง มินตรายืนอยู่ข้างรถบรรทุกที่มีรอยครูดตรงกันชน เธอสวมหมวกนิรภัยสีขาว มือหนึ่งถือแฟ้ม อีกมือกำลังคุยกับพนักงานคลังสินค้า
“คนขับเป็นอย่างไรบ้าง” พิมพ์ชนกถามทันที
“โรงพยาบาลแจ้งว่าแขนซ้ายฟกช้ำและมีแผลแตกที่หน้าผากครับ ยังต้องตรวจเพิ่มเติม แต่รู้สึกตัวดี”
“มีใครไปอยู่กับเขาหรือยัง”
“หัวหน้าทีมขนส่งอยู่ที่โรงพยาบาลแล้วครับ”
“ดี ถ้ามีค่าใช้จ่ายเร่งด่วนที่จำเป็น ให้ประสานกับครอบครัวและโรงพยาบาลก่อน เก็บเอกสารไว้ให้ครบ อย่าให้เขาต้องวิ่งตามเรื่องเอง”
มินตรารับคำ ก่อนพาเธอไปยังทางลาด
แผ่นเหล็กปิดร่องระบายน้ำถูกกั้นพื้นที่ไว้ รอยขูดบนพื้นคอนกรีตลากยาวไปถึงเสากั้นที่บุบเบี้ยว หากรถบรรทุกคันนั้นมีน้ำหนักมากกว่านี้ หรือคนขับหักพวงมาลัยผิดจังหวะเพียงนิดเดียว ผลลัพธ์อาจเลวร้ายกว่าที่เห็น
เธอก้มดูขอบแผ่นเหล็กโดยไม่แตะต้องมัน
“มีใครตรวจจุดนี้ก่อนเริ่มงานหรือเปล่า”
มินตรานิ่งไปเล็กน้อย
“เราไม่มีรายการตรวจพื้นที่ที่เป็นลายลักษณ์อักษรครับ ทีมเข้าใจว่าเป็นคลังที่บริษัทเจ้าของพื้นที่เปิดให้ใช้งานได้ตามปกติ”
“แล้วเราเข้าใจจากอะไร”
“จากคำยืนยันของคุณปกรณ์ครับ เขาบอกว่าพื้นที่พร้อมใช้งาน”
“เขายืนยันด้วยวาจา หรือมีเอกสาร”
“ในอีเมลมีข้อความว่าพื้นที่พร้อมรองรับรถขนส่งทั่วไปครับ แต่ไม่มีรายงานตรวจโครงสร้างหรือรายการตรวจความปลอดภัย”
พิมพ์ชนกหันมองผู้จัดการของตนเอง
“ฉันเป็นคนอนุมัติให้เริ่มทดลองโดยยังไม่มีรายการตรวจพื้นที่ใช่ไหม”
“ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็จดลงไปตามนั้นด้วย”
มินตราดูประหลาดใจ “คุณพิมพ์ครับ เรื่องนี้อาจถูกใช้เป็นหลักฐานว่าเราไม่รอบคอบนะครับ”
“มันเป็นความจริงหรือเปล่า”
“เป็นครับ แต่—”
“ถ้าเป็นความจริง ก็ไม่มีเหตุผลให้เราตัดมันออกจากรายงาน” เธอพูดเรียบ ๆ “ฉันไม่ต้องการรายงานที่ทำให้ฉันดูดี ฉันต้องการรายงานที่ทำให้เรารู้ว่าจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้อีกได้อย่างไร”
มินตราปิดแฟ้มลงเบา ๆ ก่อนพยักหน้า
พิมพ์ชนกเดินไปดูสินค้าที่เสียหาย กล่องบรรจุชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หลายกล่องถูกย้ายออกจากรถแล้ว บางกล่องมีรอยบุบและเปียกจากน้ำที่ขังอยู่บนพื้น พนักงานกำลังติดป้ายแยกสินค้าไว้เป็นสามกลุ่ม ได้แก่ สินค้าที่เสียหายชัดเจน สินค้าที่ต้องตรวจสอบ และสินค้าที่ดูเหมือนไม่ได้รับผลกระทบ
“ลูกค้ารู้เรื่องแล้วหรือยัง”
“แจ้งแล้วครับ เขากำลังส่งคนมาตรวจสินค้า”
“ดี อย่าให้ทีมเราเปิดกล่องที่ยังปิดสนิทโดยไม่มีตัวแทนลูกค้าอยู่ด้วย ถ่ายรูปสภาพภายนอกและบันทึกจำนวนก่อน”
เธอมองรถบรรทุกอีกคันที่กำลังถอยออกจากช่องโหลดสินค้า แล้วหันกลับมาทางแผ่นเหล็กบนทางลาด
เหตุการณ์นี้อาจเกิดจากความประมาทของผู้รับเหมา ความบกพร่องของพื้นที่ หรือการตรวจสอบที่ไม่เพียงพอของทุกฝ่ายก็ได้
สิ่งเดียวที่เธอยังไม่มีคือคำตอบ
แต่เธอมีสิ่งที่ต้องทำทันทีมากพอแล้ว
เสียงรองเท้าหนังดังมาจากด้านหลัง
“คุณพิมพ์ชนก ผมคิดว่าเราควรคุยกันก่อนที่เรื่องนี้จะบานปลาย”
ปกรณ์เดินเข้ามาพร้อมชายวัยกลางคนสองคน คนหนึ่งเป็นผู้จัดการคลังสินค้า อีกคนถือแฟ้มเอกสารหนา เขาสวมสูทสีกรมท่าเหมือนเพิ่งออกจากห้องประชุมมากกว่าจะลงมาดูอุบัติเหตุด้วยตัวเอง
“คุณปกรณ์” เธอหันไปหา “คนขับรถบาดเจ็บหนึ่งคน สินค้าลูกค้าเสียหาย และทางลาดของคลังคุณมีปัญหา คุณคิดว่าเราควรคุยเรื่องอะไรก่อนคะ”
ปกรณ์ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“แน่นอนครับ เรื่องคนเจ็บเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ทางบริษัทพร้อมช่วยเหลือตามความเหมาะสม แต่เรื่องความรับผิดชอบต้องตรวจสอบก่อน เพราะรถคันนั้นเป็นของผู้รับเหมาที่คุณเลือกมาเอง”
“ฉันไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบของผู้รับเหมาเลยค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่ยาก เราให้บริษัทประกันเข้ามาตรวจสอบ แล้วดำเนินการตามขั้นตอน”
“ได้ค่ะ แต่ฉันขอให้บริษัทของคุณเก็บภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งหมดตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนถึงหลังเกิดเหตุ รวมถึงบันทึกการตรวจพื้นที่ในช่วงสามสิบวันก่อนหน้านี้ด้วย”
รอยยิ้มของปกรณ์จางลง
“คุณสงสัยอะไรหรือครับ”
“ฉันยังไม่ได้สงสัยใคร ฉันแค่ต้องการข้อมูลที่จำเป็นต่อการหาสาเหตุ”
“กล้องวงจรปิดบางส่วนเป็นข้อมูลภายในบริษัท เราคงส่งให้บุคคลภายนอกไม่ได้ทันที”
“ถ้าอย่างนั้นให้ตัวแทนประกันหรือผู้ตรวจสอบอิสระเข้ามาดูร่วมกันก็ได้ค่ะ ฉันไม่ได้ขอสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลทั้งหมดของบริษัทคุณ ฉันขอเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุครั้งนี้”
ปกรณ์เหลือบมองผู้จัดการคลังสินค้าที่ยืนอยู่ข้างตัว
“ผมจะให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณา”
“ดีค่ะ และขอให้ระงับการใช้ทางลาดจุดนี้จนกว่าจะตรวจสอบเสร็จ หากมีรถเข้าออกตรงนั้นอีกแล้วเกิดอุบัติเหตุซ้ำ เราคงไม่มีใครอธิบายได้ว่าทำไมถึงปล่อยให้เกิดขึ้น”
“เรื่องความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของทางคลังอยู่แล้วครับ”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็คงเห็นตรงกัน”
เธอยิ้มให้เขาอย่างสุภาพ ก่อนหันกลับไปหามินตรา
ปกรณ์ไม่ได้เดินตามมา แต่เธอรู้สึกได้ว่าเขายังมองอยู่
เธอไม่ได้ต้องการทำให้เขาเสียหน้าในที่สาธารณะ สิ่งที่เธอต้องการคือทำให้เขาต้องเลือกว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทด้วยการร่วมมือแก้ปัญหา หรือปกป้องตัวเองด้วยการปฏิเสธข้อมูลที่ควรเปิดเผย
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เธอก็จะได้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่ากัน
ทว่าเธอก็ไม่อาจใช้การตัดสินใจของปกรณ์เป็นข้ออ้างหลบเลี่ยงความผิดพลาดของตัวเองได้
เธอเป็นคนอนุมัติให้เริ่มงานโดยไม่มีการตรวจพื้นที่อย่างครบถ้วน และไม่ว่าผลการตรวจสอบจะชี้ไปทางไหน ข้อเท็จจริงข้อนั้นก็ยังคงอยู่
ช่วงสาย ลูกค้าส่งตัวแทนมาถึงคลังสินค้า ชายคนนั้นแนะนำตัวว่าชื่อคุณธวัช เป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้า เขาตรวจดูกล่องที่เสียหายอยู่พักใหญ่ ก่อนหันมาหาพิมพ์ชนกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ผมต้องบอกตรง ๆ นะครับ เราเลือกทดลองใช้บริการของคุณเพราะคุณเสนอว่าจะบริหารต้นทุนได้ดีกว่าผู้ให้บริการเดิม แต่ถ้าการทดลองครั้งแรกก็เกิดเรื่องแบบนี้ ผมคงต้องกลับไปทบทวนใหม่”
“เข้าใจค่ะ”
“สินค้าบางส่วนมีกำหนดส่งต่อให้โรงงานปลายทางพรุ่งนี้ หากส่งไม่ทัน เราอาจต้องหยุดสายการผลิต และค่าเสียหายจะไม่ได้มีแค่ราคาของในกล่อง”
“ฉันขอข้อมูลกำหนดส่งและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมดค่ะ เราจะช่วยประสานการตรวจสินค้าและหาทางส่งสินค้าที่ยังปลอดภัยออกไปก่อน ส่วนสินค้าที่เสียหาย เราจะไม่สรุปแทนทีมตรวจสอบ”
คุณธวัชขมวดคิ้ว
“คุณกำลังบอกว่าจะไม่รับผิดชอบหรือครับ”
“ไม่ใช่ค่ะ ฉันกำลังบอกว่าฉันจะไม่สัญญาตัวเลขที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ แต่ฉันจะไม่ปล่อยให้คุณต้องตามเรื่องอยู่ฝ่ายเดียว”
เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“หากการจัดส่งล่าช้าเพราะความผิดพลาดของเรา เราจะรับผิดชอบในส่วนที่เป็นไปตามสัญญาและข้อเท็จจริง หากพบว่ามีความบกพร่องจากผู้ดูแลพื้นที่หรือผู้รับเหมา เราจะประสานให้ทุกฝ่ายรับผิดชอบตามส่วนของตน คุณมีสิทธิ์ได้รับคำตอบที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่คำปลอบใจจากฉัน”
คุณธวัชมองเธออยู่นาน
“ผมหวังว่าคุณจะทำได้จริงนะครับ”
“ฉันก็หวังเหมือนกันค่ะ”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้บรรยากาศดีขึ้นนัก แต่เธอไม่คิดจะพูดอะไรเกินกว่าที่ตนเองควบคุมได้
หลังจากตรวจสอบเบื้องต้น ทีมงานพบว่าสินค้าส่วนหนึ่งยังอยู่ในสภาพดี สามารถส่งต่อได้หลังผ่านการตรวจจากตัวแทนลูกค้า ส่วนที่เสียหายต้องแยกไว้เพื่อประเมินมูลค่าและตรวจสอบความเสียหายภายใน
พิมพ์ชนกอนุมัติให้บริษัทสำรองรถขนส่งอีกคันจากผู้ให้บริการรายเดิม เพื่อเร่งนำสินค้าที่ผ่านการตรวจแล้วไปส่งยังโรงงานปลายทาง ค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูงกว่าที่วางไว้ในงบทดลอง แต่เธอไม่ต้องการให้ลูกค้ารับผลกระทบเพิ่มเพียงเพราะบริษัทของเธอยังหาข้อสรุปไม่ได้
มินตราเข้ามารายงานหลังจากจัดการรถสำรองเรียบร้อย
“ถ้าเราใช้รถสำรองตามจำนวนที่ต้องการ ต้นทุนเที่ยวนี้จะเกินงบประมาณเกือบสิบสองเปอร์เซ็นต์ครับ และยังไม่รวมค่าเสียหายสินค้า”
“บันทึกเป็นต้นทุนจากเหตุการณ์เฉพาะครั้ง อย่าเอาไปเฉลี่ยปนกับต้นทุนปกติ”
“ครับ”
“ส่วนค่าเสียหาย ให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสัญญาของผู้รับเหมาและเงื่อนไขประกัน อย่าเพิ่งหักเงินใครจนกว่าจะรู้ข้อเท็จจริง”
มินตราลังเล ก่อนถาม
“คุณพิมพ์ไม่กังวลหรือครับว่าถ้ารับค่าใช้จ่ายบางส่วนไว้ก่อน บริษัทเราจะเสียเปรียบ”
“กังวลสิคะ”
เธอตอบทันทีจนอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้น
“ฉันกังวลว่าถ้าเราใช้เงินแก้ปัญหาโดยไม่ตรวจสอบให้ดี เราจะกลายเป็นคนจ่ายแทนทุกฝ่าย แต่ถ้าเราเอาแต่กลัวเสียเปรียบจนไม่ยอมช่วยลูกค้าเลย เราก็จะเสียสิ่งที่มีค่ากว่าเงิน”
“ความน่าเชื่อถือหรือครับ”
“ความสามารถในการเลือกว่าจะเป็นบริษัทแบบไหนต่างหากค่ะ ความน่าเชื่อถือเป็นผลที่ต้องสร้าง ไม่ใช่คำที่เราพูดแล้วคนจะเชื่อทันที”
มินตราพยักหน้าและกลับไปทำงาน
พิมพ์ชนกมองตามเขา ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เธอมีเบอร์ของธนกฤตอยู่ในรายชื่อ และรู้ว่าเพียงโทรหาเขา อาจทำให้การจัดการเรื่องนี้ง่ายขึ้นมาก
บริษัทของเขาเป็นเจ้าของคลังสินค้า มีทีมประกันภัย มีฝ่ายกฎหมาย และมีอำนาจต่อรองมากพอจะทำให้ปัญหาถูกจัดการอย่างรวดเร็ว
แต่การโทรหาเขาตอนนี้ก็อาจหมายถึงการยอมรับว่าเธอจำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนที่เธอยังไม่แน่ใจว่าจะไว้ใจได้หรือไม่
พิมพ์ชนกเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า
เธอจะไม่ปฏิเสธความช่วยเหลือเพียงเพราะผู้ให้ความช่วยเหลือมีผลประโยชน์ของตัวเอง แต่เธอก็จะไม่ยอมให้ใครใช้ความช่วยเหลือนั้นซื้อสิทธิ์เหนือการตัดสินใจของเธอ
ตอนบ่ายสองโมง วายุโทรเข้ามา
“ผมได้ข่าวว่ามีอุบัติเหตุที่คลังของอัครบดินทร์”
พิมพ์ชนกยืนอยู่ริมอาคาร มองรถสำรองที่กำลังเคลื่อนออกจากพื้นที่
“ข่าวเดินเร็วดีนะคะ”
“ในโครงการที่มีผู้ลงทุนหลายราย ข่าวแบบนี้เดินเร็วเป็นเรื่องปกติ มีคนส่งภาพรถให้ทีมผมดูแล้ว”
“ถ้าคุณโทรมาเพื่อถามว่าฉันทำพลาดหรือเปล่า คำตอบคือใช่ค่ะ ฉันอนุมัติให้ทดลองงานโดยไม่มีขั้นตอนตรวจพื้นที่ที่รัดกุมพอ”
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่
“คุณยอมรับง่ายกว่าที่ผมคิด”
“การยอมรับไม่ใช่เรื่องยากค่ะ การแก้ไขต่างหากที่ยาก”
“แล้วคุณจะแก้ไขอย่างไร”
“หยุดใช้จุดที่เกิดเหตุ ตรวจพื้นที่อื่นทั้งหมด ทบทวนขั้นตอนอนุมัติงาน และให้ทุกฝ่ายตรวจสอบสาเหตุอย่างเป็นอิสระ ส่วนความเสียหายจะจัดการตามหลักฐานและสัญญา”
“คุณจะไม่โยนความผิดให้เจ้าของคลังหรือ”
“ถ้าพบว่าเจ้าของคลังมีความบกพร่อง ฉันก็จะไม่ปกป้องเขาค่ะ แต่ฉันจะไม่ใช้ความผิดของคนอื่นเป็นข้ออ้างลบความผิดของตัวเอง”
วายุเงียบอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเดิม
“คุณรู้ไหมว่าคำตอบแบบนี้อาจทำให้คนอื่นมองว่าคุณไม่เหมาะกับการบริหารบริษัท”
“รู้ค่ะ และคำตอบแบบอื่นก็อาจทำให้คนอื่นมองว่าฉันไม่เหมาะเหมือนกัน”
“คุณไม่กลัวหรือ”
พิมพ์ชนกยิ้มบาง ๆ
“ฉันกลัวค่ะ คุณวายุ ฉันแค่ไม่คิดว่าความกลัวควรเป็นคนตัดสินใจแทนฉัน”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากปลายสาย เป็นเสียงหัวเราะที่เธอไม่ค่อยได้ยินจากเขา
“ผมมีเรื่องจะบอกคุณอีกอย่างหนึ่ง คณะทำงานของโครงการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมกำลังพิจารณาคุณสมบัติผู้ให้บริการรายใหม่ เหตุการณ์วันนี้อาจทำให้การประเมินบริษัทของคุณเข้มงวดขึ้น”
“เป็นสิทธิ์ของคณะทำงานค่ะ”
“ถ้าคุณต้องการ ผมสามารถชี้แจงได้ว่าคลังดังกล่าวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการหลัก และการประเมินควรแยกจากกัน”
พิมพ์ชนกมองเงาของตัวเองบนกระจกหน้าต่าง
นี่อาจเป็นความช่วยเหลือที่จริงใจ หรืออาจเป็นการเปิดทางให้เธอติดหนี้บุญคุณทางธุรกิจในอนาคต เธอไม่มีหลักฐานพอจะตัดสินเจตนาของเขา และไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินด้วย
“ขอบคุณค่ะ แต่ถ้าคณะทำงานเห็นว่าควรเพิ่มเงื่อนไขการประเมิน ฉันยินดีให้ตรวจสอบตามเกณฑ์เดียวกับผู้สมัครรายอื่น ฉันไม่อยากได้ข้อยกเว้นเพียงเพราะคุณรู้จักฉัน”
“คุณคิดว่าผมกำลังช่วยคุณเพราะรู้จักกันหรือ”
“ฉันคิดว่าคุณกำลังเลือกว่าจะทำอะไรกับข้อมูลที่คุณมีค่ะ เหตุผลเป็นเรื่องของคุณ ส่วนผลลัพธ์เป็นเรื่องที่เราต้องรับร่วมกัน”
“คุณพูดเหมือนทุกอย่างเป็นการต่อรองไปหมด”
“คุณเองก็เป็นคนที่มองเห็นเงื่อนไขก่อนคำสัญญาไม่ใช่หรือคะ”
วายุหัวเราะในลำคอ
“ยุติธรรมดี”
“ฉันหวังว่าคุณจะคิดแบบนั้นต่อไปค่ะ”
“พิมพ์ชนก”
“คะ”
“อย่าพยายามพิสูจน์ว่าคุณรับผิดชอบได้ด้วยการรับทุกอย่างไว้คนเดียว การบริหารไม่ใช่การลงโทษตัวเอง”
คำพูดนั้นทำให้เธอชะงักไปเพียงเล็กน้อย
วายุไม่ได้ปลอบเธอ และไม่ได้เสนอให้ช่วยแก้ปัญหา เขาเพียงเตือนในสิ่งที่คนอย่างเธอมักมองข้าม เพราะการยอมรับผิดง่ายกว่าการยอมให้คนอื่นเห็นว่าเธอจำเป็นต้องพึ่งพาพวกเขา
“ฉันจะจำไว้ค่ะ” เธอตอบ “แต่คุณก็อย่าคิดว่าการเตือนฉันจะทำให้ฉันเชื่อคุณมากขึ้นทันที”
“ผมไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น”
“ดีค่ะ อย่างน้อยวันนี้เราก็เห็นตรงกันสักเรื่อง”
เมื่อวางสาย พิมพ์ชนกไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้วายุมากขึ้นอย่างชัดเจน แต่เธอเริ่มเห็นว่าเขาไม่ใช่คนที่ต้องการเอาชนะเธอทุกครั้งที่มีโอกาส
บางครั้งเขาอาจเลือกเตือนเธอ แม้การปล่อยให้เธอผิดพลาดจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทของเขามากกว่า
นั่นไม่ได้ทำให้เขาไว้ใจได้
แต่มันทำให้เธออยากรู้ว่าเขาจะเลือกอย่างไรในวันที่ผลประโยชน์ของทั้งสองคนขัดแย้งกันจริง ๆ
และนั่นคือสิ่งที่เธอยังไม่พร้อมจะหาคำตอบในวันนี้
