บทที่ 7 อย่าไว้ใจวายุ

หกโมงเย็น พิมพ์ชนกได้รับอีเมลฉบับแรกจากอัครบดินทร์ อินดัสเทรียล

เนื้อหาไม่ได้ยาวนัก มีเพียงคำชี้แจงว่าบริษัทรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังประสานฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการตรวจสอบ ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดและเอกสารภายในจะเปิดเผยได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากฝ่ายกฎหมาย

เธออ่านจบแล้ววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ

ไม่มีคำปฏิเสธตรง ๆ ไม่มีการยอมรับว่าพื้นที่มีปัญหา และไม่มีคำตอบว่าทำไมแผ่นเหล็กจึงขยับเมื่อรถบรรทุกแล่นผ่าน

เป็นคำตอบที่ไม่ผิดอะไรในทางธุรกิจ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ใครเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น

“คุณพิมพ์ครับ”

มินตราเคาะประตูห้องทำงาน ก่อนเข้ามาพร้อมเอกสารสองชุด

“ผมสรุปต้นทุนเบื้องต้นแล้วครับ หากเราระงับการใช้คลังของอัครบดินทร์ทั้งหมด แล้วเปลี่ยนไปใช้ผู้ให้บริการรายอื่นทันที ต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้นประมาณสิบห้าเปอร์เซ็นต์ในเดือนแรก และอาจกระทบกำหนดส่งของลูกค้าอีกสองราย”

พิมพ์ชนกพลิกเอกสารดูตัวเลขทีละหน้า

“ถ้าเรายังใช้คลังเดิมต่อ แต่ปิดเฉพาะทางลาดจุดเกิดเหตุล่ะคะ”

“ต้องให้วิศวกรตรวจพื้นที่ก่อนครับ และต้องมีเส้นทางเข้าออกสำรองที่รถขนาดใหญ่ใช้ได้จริง ตอนนี้เรายังไม่มีผลตรวจรับรอง จึงไม่ควรอนุญาตให้รถเข้าไปทำงาน”

“แล้วทางเลือกอื่นล่ะ”

“มีผู้ให้บริการสองรายที่รับงานได้ครับ แต่รายหนึ่งต้องการสัญญาขั้นต่ำหกเดือน ส่วนอีกรายคิดค่าบริการสูงกว่าและยังยืนยันจำนวนรถสำรองให้เราไม่ได้”

เธอวางเอกสารลง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เปิดทางให้เธอตัดสินใจอย่างสบายใจเลยสักทาง หากหยุดงานทั้งหมด เธอจะเสียทั้งเงินและความเชื่อมั่นจากลูกค้า หากฝืนทำต่อ เธอก็อาจกำลังเสี่ยงกับความปลอดภัยของคนอื่นเพื่อรักษาแผนธุรกิจของตัวเอง

“ติดต่อผู้ให้บริการทั้งสองรายค่ะ ขอเงื่อนไขเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ยังไม่ต้องเซ็นสัญญา เราจะไม่เลือกใครเพียงเพราะเขาเป็นทางออกที่เร็วที่สุด”

“ครับ”

“แล้วแจ้งลูกค้าทุกคนที่อาจได้รับผลกระทบตามกำหนดส่งจริง อย่ารอจนถึงวันส่งของค่อยบอก ถ้ามีงานไหนเสี่ยงล่าช้า ให้เสนอทางเลือกพร้อมต้นทุน ไม่ใช่โยนปัญหาให้ลูกค้าตัดสินใจเอง”

มินตราจดคำสั่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น

“มีอีกเรื่องครับ ผู้จัดการคลังสินค้าของอัครบดินทร์โทรมาหาผม เขาบอกว่าอยากให้เราติดต่อผ่านฝ่ายกฎหมายเท่านั้นต่อจากนี้”

พิมพ์ชนกไม่ได้แสดงความประหลาดใจ

“เขาบอกเหตุผลไหมคะ”

“บอกว่าได้รับคำแนะนำจากผู้บริหารครับ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามขั้นตอน อย่าติดต่อเขาเป็นการส่วนตัวอีก และอย่าให้ใครในทีมไปขอเอกสารที่เราไม่มีสิทธิ์เข้าถึง”

มินตราขมวดคิ้ว “แต่ถ้าเขารู้ว่าทางลาดมีปัญหามาก่อนจริง ๆ การไม่พูดอะไรเลยอาจทำให้เกิดเหตุซ้ำได้นะครับ”

“ถ้าเขามีข้อมูลเรื่องความปลอดภัยที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ เราต้องแจ้งให้หน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทราบผ่านช่องทางที่เหมาะสมค่ะ แต่เราไม่ควรเอาความกังวลมาเป็นเหตุให้ใครฝ่าฝืนระเบียบ”

เธอหยุด ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น

“ฉันต้องการรู้ความจริง ไม่ใช่สร้างสถานการณ์ที่ทำให้คนอื่นไม่มีทางเลือกนอกจากต้องพูดในสิ่งที่ฉันอยากฟัง”

มินตราพยักหน้าแล้วออกจากห้องไป

พิมพ์ชนกหันกลับมามองตัวเลขบนโต๊ะอีกครั้ง

เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าความได้เปรียบไม่ได้เกิดจากการรู้มากกว่าคนอื่นเสมอไป บางครั้งมันเกิดจากการไม่รีบขยับในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังรอให้เธอทำผิดพลาด

แต่การไม่รีบไม่ได้หมายถึงการอยู่นิ่ง

เธอจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ โดยไม่ปล่อยให้คนที่ได้รับผลกระทบต้องรอคำตอบไปพร้อมกับเธอ

เช้าวันต่อมา พิมพ์ชนกเดินทางไปยังสำนักงานของอัครบดินทร์ อินดัสเทรียลตามเวลานัดหมาย

คราวนี้เธอไม่ได้ไปคนเดียว มินตรามาด้วยในฐานะผู้รับผิดชอบฝ่ายปฏิบัติการ และมีทนายความของบริษัทเข้าร่วมด้วยหนึ่งคน การประชุมถูกกำหนดให้เป็นทางการ เพื่อหารือเรื่องอุบัติเหตุ การตรวจสอบพื้นที่ และแนวทางรับผิดชอบความเสียหาย

ธนกฤตนั่งอยู่หัวโต๊ะ เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา เขาก็ลุกขึ้นต้อนรับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

“คุณพิมพ์ ผมเสียใจที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจริง ๆ ครับ ผมเพิ่งทราบรายละเอียดเมื่อเช้า”

“ขอบคุณค่ะ ตอนนี้คนขับรถยังอยู่ระหว่างการตรวจรักษา ส่วนสินค้าบางส่วนส่งต่อได้แล้ว แต่เรายังต้องประเมินความเสียหายที่เหลือ”

“ทางบริษัทผมพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น”

ธนกฤตเชื้อเชิญให้เธอนั่ง ก่อนส่งสัญญาณให้ฝ่ายกฎหมายเริ่มประชุม

คำพูดของเขาฟังดูเหมาะสมทุกประการ ทว่าเมื่อเข้าสู่รายละเอียด เขากลับยืนยันว่าการตรวจสอบสาเหตุควรดำเนินการโดยบริษัทประกันภัยของเจ้าของพื้นที่ และบริษัทของพิมพ์ชนกควรรับผิดชอบเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้รับเหมาขนส่งของตนเอง

“เรายินดีให้ความร่วมมือครับ” ธนกฤตกล่าว “แต่ในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานว่าคลังสินค้าของเรามีความบกพร่องก่อนเกิดเหตุ จึงไม่ควรด่วนสรุปว่าความเสียหายเกิดจากการดูแลพื้นที่”

“ฉันเห็นด้วยค่ะว่าไม่ควรด่วนสรุป” พิมพ์ชนกตอบ “เพราะฉะนั้นเราจึงควรตรวจสอบทั้งสภาพทางลาด ประวัติการบำรุงรักษา และขั้นตอนอนุมัติให้รถเข้าใช้งาน โดยให้ผู้ตรวจสอบที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันเป็นผู้ประเมิน”

ธนกฤตประสานมือบนโต๊ะ

“ผมไม่มีปัญหากับการตรวจสอบ แต่เอกสารบางส่วนเป็นข้อมูลภายใน และอาจมีข้อมูลของผู้เช่ารายอื่นเกี่ยวข้องด้วย เราต้องระมัดระวังเรื่องการเปิดเผยข้อมูล”

“เราไม่จำเป็นต้องขอข้อมูลของผู้เช่ารายอื่นค่ะ เราขอเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของจุดเกิดเหตุ และเอกสารการบำรุงรักษาที่จำเป็นต่อการประเมิน หากมีข้อมูลที่ต้องปกปิด ก็ให้ฝ่ายกฎหมายคัดแยกก่อนส่งผู้ตรวจสอบได้”

ธนกฤตมองเธอด้วยแววตาพิจารณา

“คุณเตรียมตัวมาดี”

“เพราะฉันไม่อยากให้การประชุมกลายเป็นการถกเถียงว่าใครควรรับผิดชอบ ทั้งที่เรายังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอค่ะ”

“แล้วถ้าผลตรวจสอบพบว่าฝ่ายคุณมีส่วนผิด คุณพร้อมรับผิดชอบหรือไม่”

“พร้อมค่ะ”

เธอตอบโดยไม่ลังเล

“และถ้าผลตรวจสอบพบว่าฝ่ายคุณมีส่วนผิด คุณธนกฤตก็คงพร้อมเช่นกันใช่ไหมคะ”

รอยยิ้มของธนกฤตยังคงอยู่ แต่สายตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“แน่นอนครับ หากเป็นความรับผิดชอบของบริษัทผม เราก็ต้องดำเนินการตามนั้น”

“ถ้าอย่างนั้นเราก็คงไม่มีปัญหาในการตกลงเรื่องผู้ตรวจสอบ”

ห้องประชุมเงียบลงชั่วครู่

พิมพ์ชนกไม่ได้พูดเพื่อยั่วโมโหเขา เธอต้องการให้คำมั่นของทั้งสองฝ่ายถูกบันทึกไว้ในรายงานการประชุม เพื่อไม่ให้วันหนึ่งใครสามารถกลับคำแล้วอ้างว่าไม่เคยตกลงกันมาก่อน

ธนกฤตเหลือบมองทนายความของตัวเอง ก่อนหันกลับมาหาเธอ

“ผมจะให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณารายชื่อผู้ตรวจสอบที่เหมาะสม และจะส่งรายชื่อให้คุณภายในสองวัน”

“ขอให้ระบุด้วยนะคะว่าผู้ตรวจสอบแต่ละรายเคยรับงานจากบริษัทใดบ้าง เพื่อให้ทุกฝ่ายพิจารณาความเป็นอิสระได้อย่างโปร่งใส”

“คุณระมัดระวังมากจริง ๆ”

“ฉันไม่มีทางเลือกมากนักค่ะ”

พิมพ์ชนกสบตาเขา

“คนที่ไม่มีอำนาจมากพอจะบังคับให้ทุกคนพูดความจริง จำเป็นต้องสร้างกระบวนการที่ทำให้การบิดเบือนความจริงยากขึ้น”

ธนกฤตนิ่งไป ก่อนหัวเราะเบา ๆ

“คุณพูดเหมือนคุณพ่อของคุณไม่มีผิด”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะเปลี่ยนไปทันที

พิมพ์ชนกไม่ได้หลบสายตา

“คุณรู้จักคุณพ่อฉันดีแค่ไหนคะ”

“เราทำธุรกิจในแวดวงเดียวกันมานาน เขาเป็นคนเก่งและมีความคิดของตัวเองมาก ผมเสียดายที่ทุกอย่างลงเอยแบบนั้น”

“คุณเสียดายที่เขาเสียชีวิต หรือเสียดายสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัทของเขาคะ”

ทนายความของธนกฤตขยับตัวเล็กน้อย ขณะที่ธนกฤตยังคงนั่งนิ่ง

“ผมคิดว่าทั้งสองเรื่องไม่ควรถูกแยกออกจากกัน”

“แต่คนที่สูญเสียชีวิตกับคนที่สูญเสียผลประโยชน์ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกันเสมอไปค่ะ”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ ไม่มีการขึ้นเสียง ไม่มีคำกล่าวหา แต่ประโยคนั้นชัดเจนพอจะทำให้ทุกคนในห้องเข้าใจว่าเธอไม่ได้กลับมาเพื่อฟังคำแสดงความเสียใจอีกครั้ง

ธนกฤตถอนหายใจเบา ๆ

“ผมหวังว่าคุณจะไม่ปล่อยให้เรื่องในอดีตทำลายโอกาสในอนาคตของตัวเองนะครับ”

“ฉันก็หวังอย่างนั้นค่ะ”

เธอเก็บเอกสารลงแฟ้ม

“เพราะฉันตั้งใจจะสร้างอนาคตจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่จากความทรงจำของใครคนใดคนหนึ่ง”

การประชุมจบลงโดยยังไม่มีข้อสรุปเรื่องความรับผิดชอบ แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเสนอรายชื่อผู้ตรวจสอบอิสระ และรักษาหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุไว้จนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น

พิมพ์ชนกเดินออกจากห้องโดยไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ

แต่เธอได้สิ่งหนึ่งกลับมา นั่นคือคำยืนยันต่อหน้าผู้แทนฝ่ายกฎหมายว่าอัครบดินทร์จะร่วมมือในการตรวจสอบ

หากภายหลังมีใครพยายามปฏิเสธ เธอก็จะมีบันทึกการประชุมเป็นหลักฐานว่าข้อตกลงนี้เคยเกิดขึ้นจริง

เธอไม่จำเป็นต้องชนะทุกประโยคในห้องประชุม

บางครั้งแค่ทำให้คู่สนทนาต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเอง ก็เพียงพอสำหรับก้าวต่อไปแล้ว

ระหว่างทางกลับสำนักงาน มินตราได้รับโทรศัพท์จากผู้จัดการคลังสินค้าคนเดิม เขาไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับสาเหตุของอุบัติเหตุ แต่ขอให้ส่งเอกสารคำขอตรวจสอบผ่านฝ่ายกฎหมายตามที่ตกลงกันไว้

หลังวางสาย มินตราหันมาบอกพิมพ์ชนก

“ดูเหมือนเขาจะไม่อยากคุยกับเราโดยตรงแล้วครับ”

“นั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขา”

“คุณคิดว่าเขากลัวอะไรหรือเปล่าครับ”

“ฉันไม่รู้ค่ะ และเราจะไม่เขียนข้อสันนิษฐานลงในรายงานเป็นข้อเท็จจริง”

มินตราพยักหน้า ก่อนถามต่อ

“แล้วเรื่องคุณธนกฤตล่ะครับ คุณคิดว่าเขากำลังปิดบังอะไรหรือไม่”

พิมพ์ชนกมองถนนที่ทอดยาวอยู่ข้างหน้า

“คนที่ระมัดระวังเรื่องผลประโยชน์ของบริษัท ไม่ได้แปลว่าเขากำลังปิดบังความผิดเสมอไปค่ะ เขาอาจแค่ไม่อยากให้บริษัทต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้”

“แต่คุณไม่ไว้ใจเขา”

“ฉันไม่ได้ไว้ใจใครมากพอจะยกสิทธิ์ในการตรวจสอบให้เขาคนเดียวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคุณธนกฤต คุณวายุ หรือแม้แต่ตัวฉันเอง”

เธอหันกลับมามองมินตรา

“อย่าลืมนะคะว่าคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีวันผิด มักเป็นคนที่อันตรายที่สุด เพราะเขาจะหาข้ออ้างให้ตัวเองได้ทุกครั้ง”

มินตราไม่ได้ตอบ แต่สีหน้าบ่งบอกว่าเขาเข้าใจ

รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลักที่มุ่งหน้ากลับสำนักงาน พิมพ์ชนกหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจข้อความใหม่ มีอีเมลจากฝ่ายกฎหมายของบริษัทส่งเข้ามา เป็นร่างหนังสือขอให้เก็บรักษาภาพจากกล้องวงจรปิดและเอกสารการบำรุงรักษา เธอตรวจทานแล้วอนุมัติให้ส่งทันที

เธอไม่รู้ว่าการตรวจสอบจะใช้เวลานานเพียงใด และไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะทำให้เธอต้องสูญเสียอะไรอีกบ้าง

แต่เธอจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบลงด้วยการที่ทุกฝ่ายต่างแยกย้าย แล้วปล่อยให้คนที่ได้รับผลกระทบเป็นฝ่ายแบกรับความเสียหายอยู่เพียงลำพัง

เวลาเกือบหกโมงเย็น พิมพ์ชนกกลับถึงสำนักงาน

รินรดามารออยู่ในห้องรับรองพร้อมถุงอาหารสองถุง เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา เพื่อนสนิทก็เลื่อนเก้าอี้ให้โดยไม่ถามทันทีว่าเรื่องเป็นอย่างไร

“กินก่อน แล้วค่อยเล่า”

พิมพ์ชนกนั่งลง เปิดกล่องอาหาร และกินไปสองสามคำก่อนเริ่มเล่าการประชุมกับธนกฤต

รินรดาฟังจนจบแล้วถอนหายใจ

“เธอคิดว่าคนที่พูดว่าเสียดายเรื่องพ่อเธอ กำลังพูดจากใจจริงไหม”

“ฉันไม่รู้”

“แล้วเธออยากให้เขาพูดอะไร”

พิมพ์ชนกวางช้อน

“ฉันอยากให้คนที่รู้ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น ยอมพูดความจริงสักครั้ง”

“แม้ความจริงนั้นจะทำให้เธอผิดหวังด้วยหรือ”

คำถามของรินรดาทำให้เธอนิ่งไป

เธอเคยคิดว่าความจริงจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ใครทำผิดก็ต้องรับผิด ใครบริสุทธิ์ก็จะได้รับการพิสูจน์ และสิ่งที่ครอบครัวของเธอสูญเสียไปจะมีคำอธิบายที่ชัดเจน

แต่ยิ่งเวลาผ่านไป เธอก็ยิ่งตระหนักว่าความจริงอาจไม่ได้แบ่งคนออกเป็นฝ่ายดีและฝ่ายเลวอย่างง่ายดาย

บางคนอาจทำผิดเพราะเห็นแก่เงิน บางคนอาจรู้เรื่องแต่เลือกเงียบเพราะกลัว บางคนอาจไม่ได้เป็นต้นเหตุของความเสียหาย แต่กลับฉวยโอกาสจากมันจนชีวิตของคนอื่นพังทลาย

และบางที คนที่เธอคิดว่าเป็นศัตรูที่สุด อาจไม่ได้มีส่วนในทุกเรื่องที่เธออยากกล่าวหา

“ถ้าความจริงทำให้ฉันผิดหวัง ฉันก็ต้องยอมรับค่ะ” เธอตอบในที่สุด “ฉันไม่มีสิทธิ์เลือกเชื่อเฉพาะส่วนที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดี”

รินรดามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“ฉันหวังว่าเธอจะรักษาความคิดนี้ไว้ได้ ตอนที่ความจริงเริ่มทำร้ายเธอจริง ๆ”

พิมพ์ชนกยิ้มจาง ๆ

“ฉันก็หวังอย่างนั้น”

ทั้งสองนั่งกินอาหารต่อโดยไม่พูดถึงเรื่องหนักหนาอีกพักใหญ่ จนกระทั่งรินรดากลับไป พิมพ์ชนกจึงเปิดรายงานต้นทุนที่มินตราวางไว้ให้

ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น กำหนดส่งของบางรายการยังต้องเฝ้าระวัง และโอกาสได้รับเลือกให้เป็นผู้ให้บริการในโครงการใหญ่ของวายุก็อาจลดลง

เธอเสียประโยชน์หลายอย่างภายในเวลาไม่ถึงสองวัน

แต่เธอยังไม่คิดจะยอมแพ้

ไม่ใช่เพราะต้องการพิสูจน์ว่าเธอไม่มีวันพลาด หากเพราะการยอมแพ้ตอนนี้จะทำให้คนที่กำลังพยายามเริ่มต้นใหม่ต้องรับผลจากความผิดพลาดครั้งนี้ไปด้วย

เธอหยิบปากกาขึ้นมาเขียนกำหนดการตรวจสอบและมาตรการป้องกันเหตุซ้ำ ก่อนเซ็นชื่อรับรองด้วยตัวเอง

ครั้งนี้เธอจะไม่ฝากความปลอดภัยไว้กับคำว่า น่าจะไม่มีปัญหา

และจะไม่ยอมให้คำว่า ยังไม่มีหลักฐาน กลายเป็นข้ออ้างในการปล่อยปัญหาที่อาจทำให้ใครต้องเจ็บตัวต่อไป

ขณะที่เธอกำลังจะปิดแฟ้ม โทรศัพท์ก็สั่นขึ้น

เป็นข้อความจากผู้ช่วยของวายุ

คุณวายุขอเชิญคุณเข้าร่วมประชุมคณะทำงานโครงการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมในวันพรุ่งนี้ เพื่อชี้แจงมาตรการควบคุมความเสี่ยงหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

พิมพ์ชนกอ่านซ้ำอีกครั้ง

นี่ไม่ใช่การเรียกไปตำหนิเป็นการส่วนตัว แต่เป็นการเชิญให้เธอชี้แจงต่อคณะทำงาน ซึ่งหมายความว่าผลการประเมินจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับวายุเพียงคนเดียว

เธอพิมพ์ตอบรับโดยไม่ขอต่อรองเวลา

จากนั้นวางโทรศัพท์ลง แล้วมองแฟ้มตรงหน้า

พรุ่งนี้เธอต้องอธิบายว่าทำไมบริษัทของเธอจึงควรได้รับโอกาสอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งเกิดความผิดพลาดที่หลีกเลี่ยงได้

เธอจะไม่ขอให้ใครเชื่อใจเพราะชื่อสกุลของเธอ ไม่ขอความเห็นใจเพราะสิ่งที่ครอบครัวเคยสูญเสีย และไม่ใช้ความผิดของอัครบดินทร์เป็นข้ออ้างเพื่อกลบข้อบกพร่องของตัวเอง

เธอจะนำเสนอสิ่งที่ทำไปแล้ว สิ่งที่ยังต้องแก้ไข และสิ่งที่พร้อมให้ตรวจสอบ

ส่วนคณะทำงานจะเลือกเธอหรือไม่ นั่นเป็นการตัดสินใจที่เธอต้องยอมรับ

พิมพ์ชนกปิดแฟ้ม ก่อนหยิบกระเป๋าเตรียมกลับบ้าน

เกมนี้ยังไม่จบ และเธอก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนขยับหมากตัวแรกในคืนที่ครอบครัวของเธอพังทลาย

แต่วันนี้ เธอได้เรียนรู้บางอย่างที่สำคัญกว่าการหาคนผิด

หากเธอต้องการทวงคืนความยุติธรรม เธอต้องไม่กลายเป็นคนที่ใช้ความผิดพลาดของตัวเองสร้างความอยุติธรรมให้คนอื่น

และพรุ่งนี้ เธอจะต้องพิสูจน์ว่าเธอเชื่อในสิ่งนั้นจริง ๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป