บทที่ 1 PROLOGUE
หกปีที่แล้ว
‘ตึกๆ ตึกๆ’
เสียงฝีเท้าหนักวิ่งขึ้นบันไดบ้านไม้สองชั้นหลังสีขาวหม่นๆ โดยมีเป้าหมายคือห้องนอนฝั่งขวาสุด นั่นทำให้เด็กหนุ่มหัวเกรียนลูกเจ้าของบ้านที่กำลังเก็บกระเป๋าเตรียมออกเดินทางไกลหยุดมือ หันหน้าออกไปมองประตูรออีกคนที่กำลังจะเข้ามาในไม่ช้า
“ไอ้ธีร์ กูติดมหาลัยเดียวกับมึงแล้ว!! แฮก...”
คนที่พรวดพราดเข้ามาก็คือธีรกิจส่วนสาเหตุที่ทำให้ธีรกิจวิ่งหน้าตั้งมาบ้านรณธีร์ตั้งแต่สิบโมงเช้าก็คือเรื่องที่พูดเมื่อกี้นี้
เขานึกออกแล้ว...
วันนี้เป็นวันประกาศผลเข้ามหาวิทยาลัยรอบสุดท้าย รณธีร์มองมือสั่นเทาจากอาการเหนื่อยล้าของเพื่อนกำลังชูโทรศัพท์จ่อหน้าตนเอง มีภาพแคปเจอร์หน้าจอผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันกับเขาเป็นหลักฐานเด่นหรา นั่นทำให้มุมปากหนายกขึ้นพอใจนิดๆ กับความสำเร็จของเพื่อน
รณธีร์รับมันมาดูแล้วยักคิ้วหลิ่วตาทำหน้ากวนประสาทใส่อีกฝ่าย ก่อนจะส่งคืนให้แล้วก้มหน้าเก็บเสื้อผ้าต่อ ท่าทีเฉยชาของเขาทำให้ธีรกิจเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนจะป้าบเข้าที่หัวเพื่อนสนิทจนหน้าคว่ำ
“ไอ้สัสธี! หัวกู!!” คนโดนตบคลำหัวตนเอง ครางเสียงเบาด้วยความเจ็บ ยิ่งไปกว่านั้นคือเสื้อผ้าที่เพิ่งพับเตรียมจัดใส่กระเป๋าก็ล้มระเนระนาดเรียบร้อย
รณธีร์ส่ายหน้าเอือมพฤติกรรมเพื่อน ถึงอย่างนั้นก็เลือกที่จะพับเก็บเสื้อผ้าใหม่อีกรอบ ต่างจากธีรกิจที่ง้างมือเตรียมตบหัวไอ้คนไม่เคยทุกข์ร้อนกับสิ่งใดอีกครั้งหมายจะสั่งสอน
“ทำเป็นแอ็กไอ้สัส เห่อเก็บเสื้อผ้าทั้งที่อีกตั้งสี่เดือนมหาลัยถึงจะเปิด”
มือหนาง้างขึ้นจะตบหัวคนชื่อเล่นเดียวกันอย่างที่ทำมาทั้งชีวิต แต่คราวนี้อีกคนกลับยกท่อนแขนมาป้องกันเอาไว้
“หยุด ไอ้ห่า... เดี๋ยวกูขึ้นเครื่องไม่ทัน” ลูกชายเจ้าของบ้านออกปากห้ามเพื่อนเจือเสียงหัวเราะหม่นเบาๆ
“ขึ้นเครื่อง? ไปเที่ยวไหน หอบไปยังกับจะย้ายบ้าน”
คนถูกถามไม่ตอบ ยืนพับเสื้อผ้าเงียบๆ จนเพื่อนที่ถ่อมาหาถึงบ้านด้วยความดีใจชักเริ่มใจคอไม่ดี
“ธีร์... ไอ้ธีร์... ไอ้ห่าธีร์!!”
คนถูกเรียกชื่อลั่นบ้านถอนหายใจ หยุดมือจากการทำงานทั้งหมดแล้วทรุดตัวนั่งบนเตียงห้องนอนตนเอง
“มึงรู้ใช่ไหม ว่าบ้านหลังนี้พ่อแม่กูเช่าเขาอยู่”
เช่าอาศัยตั้งแต่ยังไม่มีเขาเกิดขึ้นมาบนโลก จนบัดนี้รณธีร์อายุย่างสิบแปด
“แล้ว?”
“มึงรู้ใช่ไหม ว่าพ่อกูหาเงินเข้าบ้านคนเดียว”
“มึงอยากพูดอะไรก็พูดดิวะ!! เล่นลิ้นหาพ่อ...”
“พ่อกูเพิ่งถูกเลิกจ้าง” คนถูกซักไซ้พูดแทรกออกไป
จากนั้นทั้งห้องก็มีเพียงความเงียบ...
คนที่เพิ่งรู้ข่าวดีเรื่องเรียนต่อของตนเองถึงกับหมดแรง ทรุดตัวนั่งกับพื้น
“แล้วเรื่องเรียนมึง...”
“ค่าเทอมคณะเราไม่ใช่ถูกๆ เงินเก็บก็มีไม่มาก อีกอย่างพ่อกูห้าสิบกว่าแล้ว ไปสมัครงานที่ไหนเขาก็คงไม่อยากรับ”
“เข้าเรื่องดิ๊ไอ้ห่า ยิ่งมึงพูดแบบนี้กูยิ่งใจเสีย...”
“กูคงไม่ได้เรียนกับมึงแล้ว พ่อกับแม่จะกลับไปทำสวนที่ต่างจังหวัด ยังดีที่ยายเหลือที่ให้พอได้ซุกหัวนอน แต่คงใช้เวลานานกว่าจะตั้งตัวได้”
“มึงก็เลยจะกลับต่างจังหวัด?”
“เปล่า กูจะไปทำงานที่ฮ่องกง”
“เด็กอย่างมึงกับกูจะทำงานอะไรได้ ขอวีซ่าทำงานไป หมาที่ไหนจะให้ผ่าน”
“คนรู้จักพ่อกูชวนอีกที เขาบอกว่าจะจัดการเอกสารให้ ความจริงเขาจะชวนพ่อกูนั่นแหละ แต่แก่เกิ๊น... ทางนั้นเขาไม่เอา”
“นี่มึงไปทำงานอะไรเนี่ย! ขาวหรือดำ”
“ไม่ขาวไม่ดำ มึงไม่ต้องรู้หรอก กูขอกลับไปจัดการธุระครอบครัวก่อน ถ้าเข้าที่เข้าทางแล้วจะกลับมาเยี่ยม”
คนได้ฟังภาระหนักอึ้งของเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกันถึงกับปวดหัว ความจริงสภาพเศรษฐกิจครอบครัวของธีรกิจก็ไม่ได้ต่างจากครอบรณธีร์เท่าไรนัก ต่างกันตรงที่มีบ้านเป็นของตัวเองอยู่ในกรุงเทพ และพ่อแม่ของเขาก็ยังมีงานมีการทำ ส่งเสียให้ลูกสองคนเรียนต่อพอถูไถได้
“มึงไปนานไหม กี่ปี แล้วจะเรียนต่อหรือเปล่า”
“เรียนสิ... แต่คงเรียนนอกระบบที่นู่น”
รณธีร์ตอบขณะเหลือบตามองใบหน้าเศร้าหมองของเพื่อนสนิท ก่อนจะตัดสินใจง้างฝ่ามือตบเข้าที่ศีรษะของธีรกิจ อย่างที่อีกฝ่ายเคยทำกับตนเองดังป้าบ
“ไอ้สัส!! มือหนักอย่างกับตีน!!” คนชอบตบหัวเพื่อนคราวนี้เป็นฝ่ายยกมือกุมหัวตนเองแน่น
รณธีร์เป็นคนมือหนักหมัดไวตั้งแต่เด็ก วัยรุ่นที่ว่าห้าวๆ ละแวกหมู่บ้านผ่านตีนเพื่อนมาหมดแล้ว
“ไม่ต้องหงอย เอาตัวเองให้รอด เรียนให้มันจบ”
“ดูถูกกู... คอยดูนะกูจะเอาปริญญาโทมาเย้ยหน้ามึง”
“ปริญญาโท? หึ! จะเย้ยหน้ากูทั้งทีทำไมไม่จบดอกเตอร์ไปเลย”
“ไอ้สัสธีร์! มึงท้ากูเหรอ”
“แล้วมึงกล้าไหมล่ะ” รณธีร์เบ้ปากท้าทายพร้อมกับเลิกคิ้วกวนประสาทอีกฝ่าย ก่อนจะแค่นขำให้กับอาการลนลานเหมือนหมาขาดน้ำของเพื่อน
ธีรกิจเป็นพวกหน้าติ๋มแต่ใจนักเลง สมัยมัธยมต้นเคยท้าให้กระโดดลงมาจากน้ำตกสูงเท่าตึกสามชั้นมันก็ทำมาแล้ว
“กูจบดอกเตอร์มึงกลับมาอยู่กับกูไหมล่ะ กูอยากเปิดบริษัทรับเขียนโปรแกรม”
“เออ ถ้ามึงจบดอกเตอร์เดี๋ยวกูกลับมา หึ...”
“มึงจองตั๋วรอเลย”
“รีบสัส อย่างมึงน่ะเอาด็อกไปก่อน เตอร์ตามมาอีกสิบปีนู่น”
เสียงทุ้มหัวเราะทับถมความมักน้อยเพื่อนสนิท ยื่นมือออกแรงฉุดคนที่นั่งกับพื้นขึ้นมานั่งบนเตียงเสมอกัน
“มึงอย่ามีเพื่อนใหม่ที่นู่นแล้วลืมกูนะ”
“กูจะไปมีเพื่อนเป็นหมาที่ไหน พูดอังกฤษได้แต่เยสๆ ยิ่งจีนแม่งไม่รู้เรื่องเลย”
“ก็ยังจะสาระแนไป”
“ช่วยไม่ได้ กูอยากรวย พ่อแม่จะได้สบาย”
คำพูดของคนที่ไม่ค่อยเอ่ยถึงครอบครัวให้ได้ยินทำให้อีกคนชะงัก จำต้องพยักหน้ายอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่
“ซึมเลยกู แม่ง... อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ประถม” ธีรกิจหลุบตามองพื้น ถอนหายใจแรงๆ ก่อนจะเงยหน้ามองเพื่อนสนิทด้วยความเข้าใจ “มึงโทรหากูบ้างนะ ส่งข้อความมาก็ได้”
“เออ~! มึงแม่งเวอร์ กูไปทำงานไม่ได้ไปตาย”
เขาตบบ่าเพื่อนสนิท เริ่มเก็บเสื้อผ้าที่เหลือต่อ จากนั้นจึงชวนกันออกไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านประจำหน้าปากซอยเป็นการเปลี่ยนอารมณ์
คืนนั้นธีรกิจนั่งแท็กซีไปส่งเพื่อนที่สนามบิน มองดูรณธีร์ที่มีผู้ชายแปลกหน้ามารับไปขึ้นเครื่อง หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ บ้านไม้สองชั้นที่มักจะเปิดประตูรั้วทิ้งไว้ตลอดเวลาก็ปิดสนิทและมีโซ่เส้นหนามาคล้องหน้าประตู
「 ✦ –ʕ·ᴥ·ʔ–✦ 」
