บทที่ 3 KARMA 2 | ตามสืบความจริง...
แท็กซี่ที่นั่งจากวัดขับมาจอดหน้าคอนโดมิเนียมสูงตระหง่านฟ้า ก่อนจะรีบขับจากไปอย่างรวดเร็วเพราะกลัวผี เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เพิ่งมีข่าวคนกระโดดตึกฆ่าตัวตาย
รณธีร์หลุบตามองพื้นบันไดหน้าทางเดินที่ยังคงเปียกแม้ไร้ฝน พนักงานทำความสะอาดคงพยายามอย่างมากที่จะขจัดคราบเลือดหลังจากมันแห้งกรังฝังพื้นหินแกรนิต
รองเท้าหนังของลูกน้องมาเฟียลากกระเป๋าเดินทางก้าวข้ามบันไดเตี้ยไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงเดินเข้าลิฟต์ขึ้นไปยังห้องพักด้วยใบหน้าเฉยชา
เพียงแค่กลับหลังหันทอดสายตามองลิฟต์แก้วเห็นวิวสูงของตึกก็รู้สึกสลด ไม่ง่ายเลยที่คนทำงานสุจริตจะมีกำลังซื้อคอนโดแห่งนี้เป็นสมบัติ ยิ่งธีรกิจที่ฐานะทางบ้านเมื่อก่อนไม่ต่างจากตนเอง รณธีร์ยิ่งรับรู้ว่าเพื่อนทำงานและเรียนไปด้วยจะเหนื่อยขนาดไหน
แล้วทำไมตัดสินใจทิ้งความภูมิใจตนเองแบบนั้น...
‘ติ๊ด!’
เสียงแตะคีย์การ์ดหน้าห้องตามด้วยการผลักประตูเปิดเข้าไป สิ่งแรกที่รณธีร์เห็นคือสภาพที่เกิดเหตุยังไม่ถูกเก็บกวาด นิติกรคงไม่อยากเข้ามาจัดการห้องของคนตายเท่าไรนัก ส่วนทับทิบและน้าอนงค์ก็คงวุ่นวายอยู่กับงานศพของธีรกิจ
อย่างแรกที่ชายหนุ่มสนใจคือโน้ตบุ๊กของเพื่อนที่ถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือ ร่างสูงโปร่งนั่งเอนหลังกับเก้าอี้มองจอสีฟ้าที่บังคับให้กรอกรหัสผ่านอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนิ้วเรียวจึงกดรหัสสิบตัวและเคาะแป้นยืนยันอย่างไม่ลังเล
คนเป็นเพื่อนหัวเราะหึ ตั้งแต่เด็กจนโต ทั้งรหัสมือถือ อีเมล หรือแม้แต่ไอดีเกมก็ยังใช้ตัวนี้ หากมันยังมีชีวิตอยู่เขาคงขู่เอาเงินจากธีรกิจได้อื้อซ่า
โซเชียลมีเดียทุกช่องทางถูกคนตัวสูงถือวิสาสะเข้าไปเก็บข้อมูล ก่อนจะขมวดคิ้วยุ่งเมื่อพบว่าช่องทางเดียวที่เพื่อนคุยกับแฟนสาวของมันมีเพียงแชตไลน์
อ่านจากที่สนทนากันรู้แค่ว่าผู้หญิงคนนั้นชื่อเกรซ
เขาไล่อ่านประวัติแชตของทั้งคู่นานสองนาน หนึ่งในนั้นคือข้อความที่ทั้งสองทะเลาะกัน หลังจากฝ่ายหญิงเป็นคนส่งข้อความมาขอเลิก
‘Grace: เลิกกันเถอะธี’
‘Threerakit: เดี๋ยวนะเบบี๋ เกิดอะไรขึ้นครับ’
‘Grace: ธีโคตรน่าเบื่อ เลิกกันเถอะ’
คนนั่งอ่านข้อความผ่านจอกำหมัด ถัดมาเป็นการที่ธีรกิจพยายามโทรหาผู้หญิงที่ชื่อเกรซ แต่อีกฝ่ายไม่ตอบ ไม่อ่านแชตที่ธีรกิจส่งตามไปหลังจากบอกเลิกอีกด้วยซ้ำ
กวนตีน...
หนีหายไปแบบนี้ ต่อให้ทรงติ๋มแบบธีรกิจก็คงหัวร้อน
ทั้งที่หนึ่งอาทิตย์ก่อนเลิกกัน ทั้งคู่ยังไปคาเฟ่ด้วยกันด้วยใบหน้าหวานชื่น แถมเพื่อนของเขายังถ่ายรูปผู้หญิงคนนั้นส่งให้กันทางช่องแชต
รณธีร์เซฟส่งเข้าอีเมลตนเองทันที สัญชาตญาณของเขาบอกว่า ‘อีนี่ไม่ปกติ’ อย่างน้อยๆ ก็ควรจะถามผู้หญิงคนนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น
‘ครืดๆ ครืดๆ’
เสียงสั่นแจ้งเตือนสายเรียกเข้าทำให้ชายหนุ่มรีบหยิบโทรศัพท์ตนเองขึ้นมารับสาย คนโทรมาเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหัวหน้างานที่เขาลาฉุกเฉินหนีกลับไทยมา
แถมไม่ได้แจ้งเหตุผลว่ากลับมาทำไม จึงไม่แปลกใจหากจะถูกลงโทษ
“ครับ เฮียซัม”
(ครับ? มึงรับสายกูแล้วตอบกลับมาได้แค่คำว่าครับหรือไง!!)
คนถูกตวาดยกหูออกห่างโทรศัพท์ จะถูกด่าก็ไม่แปลก เพราะเขาเพิ่งส่งข้อความไปขอลาหยุดหลังจากตัวถึงไทยเรียบร้อยแล้ว
“ขอโทษครับเฮีย ผมจะกลับพรุ่งนี้”
(เออ!! มึงกลับมาแล้วมาพบกูด้วยไอ้ห่า)
เสียงหัวหน้าสบถด่าอีกหลายประโยค ส่วนคนถูกด่าก็เข้าใจสาเหตุความโกรธนี้ดี
“ครับ” คนเป็นลูกน้องตอบรับอย่างสุภาพ นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงบากหน้าขอความช่วยเหลือจากคนในสาย “ถ้าผมอยากให้ตามหาใครสักคน ผมต้องติดต่อใครครับ”
(มึงหนีงานแล้วยังมาใช้งานกูอีกเหรอ แม่ง... แล้วมึงจะให้หาใคร)
คนถูกด่ายิ้มกริ่มให้กับความปากร้ายใจดีนั้น ตอบกลับเจ้านายด้วยความสัตย์จริง... เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
“เพื่อนสนิทผมตายครับ อยากติดต่อแฟนเก่าที่เพิ่งเลิกกันของเพื่อนเพื่อแจ้งข่าว เหมือนจะบล็อกทุกช่องทางติดต่อ ไลน์ที่เหลืออยู่ก็เหมือนจะไม่ได้ใช้งานนานแล้ว”
(เพื่อนมึงตายเหรอ... แล้วก็ไม่รีบบอกกู ไอ้เด็กเปรต...)
ปลายสายน้ำเสียงอ่อนลงชัดเจน รณธีร์ได้ยินเสียงจิ้มหน้าจอหลายครั้ง ดึงออกมาดูจอก็เห็นว่าเป็นคอนแทกต์ของใครบางคนส่งเข้ามา
(ส่งข้อมูลเท่าที่มีมาให้กูดูก่อน กูจะช่วยคุยกับมาเฟียที่ไทยให้ แล้วมึงค่อยส่งให้เขาอีกรอบ คุยดีๆ นะไอ้ห่า คนนี้กวนตีนไม่ได้)
มาเฟียที่ไทยคงหมายถึงคนของตระกูลนั้น หางแถวอย่างเขารู้ข่าวมาว่านายใหญ่มีคอนเนคชั่นกับมาเฟียทางยุโรปและญี่ปุ่นด้วย
“ขอบคุณครับ พรุ่งนี้ผมจะรีบกลับไปทำงาน”
(เพื่อนมึงเผาแล้วหรือไง)
“ก็... ยังครับ แต่ผมลาหยุดฉุกเฉินแค่วันเดียว”
(งั้นก็อยู่ส่งเพื่อนมึงให้เรียบร้อย หนึ่งสัปดาห์พอไหม)
คำถามเจือความห่วงใย ทำให้ชั่ววูบหนึ่งหัวใจที่กำลังเย็นยะเยือกอุ่นขึ้นมา
“ขอบคุณครับ”
(เออ แค่นี้แหละ ไอ้เด็กเปรต...)
ซัมเมอร์วางสายไปแล้ว ส่วนรณธีร์ก็กลับมาวุ่นวายกับหน้าจอโน้ตบุ๊กอีกครั้ง เขาดึงทุกข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อนตนเองและผู้หญิงคนนั้น จากนั้นจึงส่งมันให้หัวหน้าจัดการต่อ
×××
หลายเดือนต่อมา
แม้จะกลับมาทำงานที่ฮ่องกงแล้ว แต่รณธีร์ยังคงตามหาผู้หญิงที่ชื่อเกรซ เบอร์โทรศัพท์ของผู้หญิงคนนั้นที่ได้จากทับทิมถูกโทรออกติดต่อกันกว่าหนึ่งสัปดาห์ แต่กลับพบว่ามันถูกยกเลิกบริการหลังจากธีรกิจเสียชีวิตได้เพียงหนึ่งเดือน
ยิ่งพยายามหาก็ยิ่งรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ประหลาด
กระทั่งได้รับข้อมูลทั้งหมดที่ตามสืบผ่านอีเมลเมื่อไม่กี่วันก่อน สิ่งที่รับรู้มาทำให้รณธีร์โกรธจนเก็บสีหน้าไม่อยู่ หากไม่มีหน้าพ่อแม่ลอยมาคงตัดสินใจตามไปยิงพวกมันทิ้งทั้งคู่ แต่ถึงอย่างนั้น ความจริงที่ได้รับรู้ก็นำไปสู่การตัดสินใจบางอย่าง
ข้อมูลที่เขาได้รับพบว่า ผู้หญิงที่ชื่อเกรซมันคือแฟนของผู้ชายที่ชื่อชยพล คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี และครอบครัวฝ่ายชายรับรู้และสนับสนุนถึงขั้นได้รับอนุญาตให้ไปงานรวมญาติที่บ้านพักเขาใหญ่ทุกปี
ชยพลส่งโครงการวิจัยชิงทุนปริญญาเอกแข่งกับเพื่อนของเขา สองคนนั้นมันคงกลัวว่าธีรกิจจะชนะหากวันนำเสนอโครงการทำได้ยอดเยี่ยมจึงส่งแฟนตนเองมาจีบเพื่อนเขา เบี่ยงเบนให้ธีรกิจที่ไม่เคยมีแฟนทิ้งความสนใจจากงานวิจัยไป เนื่องจากไทม์ไลน์ที่เพื่อนเจอผู้หญิงคนนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่ทางสมาคมประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอโครงการเพื่อรับการประเมิน และหัวข้องานวิจัยที่ทางสมาคมสนใจก็คือของเพื่อนเขากับไอ้คนที่ชื่อชยพล
นอกจากจะเข้ามาตีสนิทชวนเพื่อนของเขาออกไปเที่ยวกลางคืนจนไม่เป็นอันทำงาน ยังหว่านเสน่ห์ให้ธีรกิจตกหลุมรักหัวปักหัวปำ จากนั้นก็บอกเลิกหนีหายจนเพื่อนของเขาเคว้ง ไม่สามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ รวมถึงหมดแรงใจในการชิงทุนเรียนต่อ
และก็เป็นไปตามคาด ไอ้คนที่ชื่อชยพลได้ทุนไปเรียนต่อพร้อมกับอีนั่นที่ติดสอยห้อยตามไปด้วยกัน คนทำชั่วสองคนยิ้มแป้นเสวยสุข ในขณะที่เพื่อนเขาถูกมอบบทชู้และเหลือแต่เถ้ากระดูก
คนได้รับรู้ทุกอย่างนั่งนิ่งภายในห้องนอนตนเองใช้ความคิด ดูจากดาวอังคารยังรู้ว่าพวกมันตั้งใจ และแล้วก็มีความคิดดีๆ เอาคืนไอ้หน้าตัวเมียที่สั่งเมียตนเองไปเอากับคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ หลังจากเปิดมาเจอประวัติครอบครัวของฝ่ายผู้ชาย
‘พั้ั้นช์ พันนารา เอกอมรศิริ น้องสาวคนเดียวของแชมเปญ ชยพล เอกอมรศิริ...’
อ่านผ่านๆ เป็นพี่ชายที่รักและหวงน้องสาวมาก ถึงขนาดเคยยกเลิกตั๋วบินไปดูฟุตบอลพรีเมียร์ลีกส์กับแฟนเพียงเพราะน้องสาวอาหารเป็นพิษ ยิ่งไปกว่านั้นผู้หญิงที่ชื่อพันนารามันยังสนิทกับว่าที่พี่สะใภ้อย่างเกรซมากถึงขนาดที่พันนาราเคยลงรูปในโซเชียลมีเดียตนเองเสียด้วย
เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้ามีคนมาทำให้มันน้องมันเจ็บบ้าง คุณพี่ชายที่รักน้องสาวมากแบบนั้นจะเป็นอย่างไร
มือหนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกเบอร์หัวหน้าทันที ได้ยินปลายสายถอนหายใจใส่หลังรับสายก็เดาได้ว่าคงโทรไปขัดจังหวะอะไรอีกฝ่ายสักอย่าง
(รีบพูด วันนี้วันหยุดกู)
“ขอลาหยุดครับ”
(กี่วัน)
“สามเดือนครับ”
(นี่มึงลาหยุดหรือลาออก!! แล้วจะไปไหน)
“กลับบ้านครับ ไปอยู่กับพ่อแม่” เขาโกหกออกไปคำโต ระหว่างนั้นก็เริ่มเปิดตู้เสื้อผ้าเก็บกระเป๋าไปด้วย
แต่เหมือนการหลอกอีกฝ่ายจะไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
(ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่มึงให้กูช่วยหรอกใช่ไหม)
เขาไม่ตอบในทันที รู้สึกตัวว่าโกหกไปก็รังแต่จะเกิดเรื่องใหญ่ตามมาในภายหลังหากมาเฟียเข้ามายุ่งด้วย
“ถ้าเฮียรู้ว่ามีคนทำเพื่อนเฮียตาย แถมยังทำหน้าระรื่นไม่รู้สึกรู้สา เสวยสุขเอากันขึ้นสวรรค์ทุกวัน เป็นเฮีย... เฮียจะทำยังไง”
คราวนี้กลับเป็นอีกฝั่งของโทรศัพท์ที่เงียบ คนรอฟังคำตอบก็แทบหยุดหายใจ ไม่นานนักเสียงทุ้มจะเอ่ยออกมาพร้อมกับความโล่งใจของคนได้ฟัง
(ลาแบบไม่รับเงินเดือนสามเดือน แล้วปีนี้กับปีหน้า สิทธิ์ลาฉุกเฉินมึงหมดแล้ว ถ้ามึงตกลงก็ตามนั้น)
“ตกลงครับ”
รณธีร์วางสายหัวหน้าหลังจากคุยเจอ หยิบเอกสารเกี่ยวกับน้องสาวศัตรูขึ้นมากวาดตามอ่านเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะโยนลงเครื่องทำลายเอกสารภายในห้อง
มั่นใจว่าหากชยพลกลับมาที่เมืองไทย จะต้องชอบของขวัญที่เขาทิ้งเอาไว้ให้... ของขวัญที่ชื่อว่าหลาน!!
「 ✦ –ʕ·ᴥ·ʔ–✦ 」
