บทที่ 8 KARMA 7 | ยุงยง

คณะบัญชีและการจัดการ, มหาวิทยาลัยเอกชน M

“ยัยน้องพั้นช์!!”

ต้นหอมกับบีน่าประสานเสียงกันเรียกเจ้าของชื่อทันทีที่เห็นพันนาราลงมาจากรถเก๋งสีดำที่เรียกผ่านแอปพลิเคชันในสภาพแปะปลาสเตอร์เต็มตัว

“บีน่า~! ต้นหอม~!”

พันนาราวิ่งเข้ามาโผกอดเพื่อนแน่น ทำให้อีกสองสาวรีบยกมือลูบศีรษะเพื่อนปลอบโยนยกใหญ่ ใบหน้าเล็กใต้กรอบแว่นทำท่าจะร้องไห้อีกรอบเมื่อเจอเพื่อน เหตุการณ์เมื่อคืนวนกลับเข้ามาจนเกิดกลัวจับใจ

“ยัยน้องพั้นช์ พวกฉันขอโทษนะที่ปล่อยเธอวิ่งไปคนเดียว ตอนนั้นฉันคิดแค่ว่าต้องหาคนช่วยเราให้เร็วที่สุด”

สองสาวประนมมือไหว้ท่วมหัวเป็นการขอโทษเพื่อนด้วยความรู้สึกผิดจับใจ ก่อนจะช่วยกันตรวจดูแผลตามร่างกายของพันนารา คนถูกเพื่อนง้อก็ใจอ่อนง่าย นิสัยให้อภัยคนเก่งเป็นมาตั้งแต่จำความได้ ถึงอย่างไรบีน่ากับต้นหอมก็เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง อีกทั้งคนที่วิ่งผิดทางก็คือเธอเอง

“กะ ก็ได้ แต่คราวหน้าอย่าทิ้งพั้นช์นะ แล้วพั้นช์ก็จะไม่ไปเที่ยวกลางคืนแล้วด้วย”

“ได้เลย แค่เธอไม่โกรธเราสองคนก็โล่งใจแล้ว”

บีน่ากอดคนตัวเล็กกว่าตนเองซ้ำ ยิ้มดีใจที่ได้เห็นแก้มป่องๆ แสดงความแง่งอนน่ารักของเพื่อนเป็นสัญญาณว่าพันนาราไม่ได้โกรธพวกตนจริงจัง

“แล้วจะไม่เอาเรื่องมันจริงเหรอ ภัยสังคมแบบนั้นเดี๋ยวมันก็ไปทำกับคนอื่น”

ต้นหอมเท้าเอวเสียดาย อยากส่งคนพวกนั้นเข้าซังเตให้รู้แล้วรู้รอด

“พั้นช์ไม่อยากให้ที่บ้านรู้ กลัวไม่ได้อยู่คอนโด”

จริงอยู่ที่คนตัวเล็กตระหนักได้ว่านอกรั้วบ้านพ้นอาณาเขตพ่อแม่มีแต่เรื่องน่ากลัว แต่ถึงอย่างนั้นก็แอบติดใจความเป็นส่วนตัวที่เพิ่งจะเคยได้รับ อีกทั้งตอนนี้เธอยังมีเป้าหมายใหม่ที่อยากลองทำความรู้จัก

ถึงพันนาราจะชอบเกรด A ในผลการเรียน แต่สำหรับเขาแล้วเธอให้สูงกว่านั้น เขาคือคนแสนดีระดับ S เทียร์

“ก็คงต้องตามใจยัยน้องพั้นช์อะนังหอม” บีน่ากอดไหล่เพื่อนทั้งสองคนอย่างสนิทชิดเชื้อ เพิ่มเติมคือช่วยตบบ่าต้นหอมที่กำลังหัวร้อนให้ใจเย็นลง

“อือ งั้นแบนร้านนั้นไปเลย ไม่ไปแล้ว!” ต้นหอมพยักหน้างอๆ ของตนเองเชิงเข้าใจเหตุผลของเพื่อนสาวตัวน้อย

นั่นทำให้พันนารายิ้มหวานดีใจ จนทั้งคู่หมั่นไส้ต้องช่วยกันดึงแก้มยื่นๆ ออกคนละข้าง จากนั้นจึงจูงแขนคนที่วิ่งหนีผิดทางไปนั่งที่ลานม้าหินอ่อน ก่อนจะรุมเค้นถามว่าคนตัวเล็กรอดจากผู้ชายสองคนนั้นมาได้อย่างไร พันนาราที่ทนแรงกดดันไม่ได้จึงจำต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนฟัง

“กรี๊ดดด~!! เหมือนเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยเจ้าหญิงเลย” บีน่ากระทืบเท้าปึงๆ กรีดร้องพร้อมกับทำหน้าฝันเฟื่อง ก่อนจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ “หล่อไหม?”

คนถูกถามอึกอัก หน้าแดงตอบไม่ถูกได้แต่ยกนิ้วชี้ขึ้นเกาแก้มแก้เขิน สาวฮ็อตสองคนถึงกับตบเข่าฉาด

“หล่อแหงหน้าแดงงี้” ต้นหอมสรุปจากอาการของคนที่ขึ้นชื่อว่าไม่เคยสนใจผู้ชายคนไหน

“มากป้ะ?” คราวนี้บีน่าถามซ้ำด้วยความอยากรู้อยากเห็น

คนถูกถามพยักหน้า รู้สึกหน้าแดงกว่าเดิมเมื่อต้องอธิบายลักษณะผู้ชายที่ช่วยเหลือตนเองให้เพื่อนฟัง

“กะ ก็เสื้อผ้าสะอาดมาก พูดเพราะถึงจะขี้แกล้ง ละ แล้วก็ตัวหอมมาก”

“กรี๊ดด~!! เสนอตัวไปยัง ขอเสียตัวทดแทนบุญคุณผู้ชายคนนั้นแทนการเกือบเป็นเมียผู้ชายสองคนไปเลย”

“ต้นหอม! ตีปากตัวเองเดี๋ยวนี้”

บีน่าดุเพื่อนปากไวที่เผลอพูดจากระทบจิตใจคนเพิ่งผ่านเรื่องเลวร้ายมา ต้นหอมที่เพิ่งรู้ตัวก็รีบยกมือตีปากตนเองดังแปะ สวมกอดคนตัวเล็กกว่าตนเองอย่างประคบประหงม

“เป็นฉันนะ ทั้งหล่อทั้งเท่แบบนั้น ฉันทดแทนบุญคุณด้วยการอมให้มิดคอ”

“อีหอม!”

บีน่าชี้หน้าด่าเพื่อน เมื่อเห็นว่าต้นหอมชักจะคะนองปากเกินงาม มองซ้ายมองขวาก็เริ่มรู้สึกอายเพราะมีนักศึกษาจากโต๊ะม้าหินอ่อนละแวกนี้เริ่มลอบมองมายังพวกตนเป็นระยะ

แม้แต่คนซื่อบื้ออย่างพันนารายังรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตา

“เอ้า! ผู้ชายร้อยทั้งร้อย เจออมไว้ในปากก็ฟินทั้งนั้นแหละ”

“ยังอีก! สอนอะไรเพื่อน ระวังแม่ซื้อประจำตัวยัยน้องพั้นช์จะเข้าฝันบีบคอแก”

บีน่าไม่พูดเปล่า ยังยกมือขึ้นมาบีบคอระหงของเพื่อนเขย่า พลางส่งสายตาให้มองไปยังใบหน้ากระอักกระอ่วนใจของพันนาราที่ต้องมานั่งฟังเรื่องลามก ซึ่งปกติมักจะคุยกันเพียงสองคนในตอนที่ไม่มีคนตัวเล็กร่วมวงสนทนาด้วย

“ขอโทษนะ ฉันมันสำส่อน ชอบเอานิสัยตัวเองมาใช้” ต้นหอมทำหน้ารู้สึกผิด

ส่วนพันนาราก็ได้แต่ส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของเพื่อนเนื่องจากชินชาเสียแล้ว

“เออรู้ตัวก็ว่าตัวเองสำส่อน ฉันล่ะเบื่อจะตอบแชตผู้ชายที่แกทิ้งแทน”

“เอ้านังบีน่า! มีจิ๋มก็ต้องใช้ ลองหลายไซซ์จะได้รู้ว่าแบบไหนเริ่ดสุด”

บีน่ากับพันนารานั่งอ้าปากเหวอ ไม่คิดว่าอย่างต้นหอมจะกล้าพูดอะไรแบบนี้ออกมาโต้งๆ แม้จะรู้นิสัยกันดีว่าเพื่อนเป็นพวกเปิดเผยเรื่องเซ็กซ์ก็ตาม จากนั้นบีน่าก็พุ่งตัวกลับไปตบตีกับต้นหอมใหม่ กลายเป็นว่าตอนนี้เพื่อนของเธอทั้งสองคนเลิกสนใจผู้ชายที่ช่วยชีวิตพันนารา หันกลับมาเถียงกันเองกระทั่งถึงเวลาเข้าเรียน

×××

“งั้นวันนี้พอแค่นี้ค่ะ นักศึกษาที่ยังไม่ส่งงานคาบที่แล้ว ส่งได้วันสุดท้ายพฤหัสนี้นะคะ”

อาจารย์ประจำวิชาพูดจบก็ปิดสไลด์เก็บข้าวของ นักศึกษาคนอื่นทยอยเดินออกจากห้อง เหลือเพียงบีน่ากับต้นหอมที่รอคนชักช้าที่สุดในกลุ่มเก็บของ

“วันหลังฉันจะซื้อปากกาสีแบบแท่งเดียวสิบสองสีให้แก หอบอะไรมาเยอะแยะ” ต้นหอมออกปากบ่นขณะช่วยเก็บปากกาหลากสีใส่ในกระเป๋าดินสอของพันนารา

“สีช่วยเรื่องความจำ” คนก้มหน้าเก็บของบ่นแก้ตัวพึมพำกับเพื่อน รูดซิปกระเป๋าดินสอเก็บเข้าไปในกระเป๋าสะพายใบโตของตนเอง

“มิน่า ต้นหอมมันถึงโง่ เพราะทั้งกระเป๋ามีปากกาอยู่แท่งเดียว” บีน่าได้ทีเหน็บเพื่อน

“เอ้านังนี่!”

ไม่ทันที่ศึกรอบสองจะเปิดฉาก โทรศัพท์ของคนตัวเล็กก็ดังขึ้น ทั้งคู่หยุดทะเลาะกันอัตโนมัติหันมองพันนาราที่รีบก้มหน้ารับโทรศัพท์เป็นตาเดียว ร้อยวันพันปีเพื่อนที่นิสัยขี้เกรงใจชาวบ้านกล้าเปิดเสียงโทรศัพท์ขณะกำลังเรียน

มีพิรุธ...

“ค่ะ พั้นช์เพิ่งเลิกเรียน จะรีบไปนะคะ...” เธอวางสายเก็บมือถือใส่ในกระเป๋า เงยหน้าขึ้นมาเจอกับดวงตาสองคู่ถึงกับไปไม่เป็น “...จ้องพั้นช์ทำไม”

“ใครโทรมา? อัศวินขี่บิ๊กไบค์ขาวเหรอ”

“อะ อื้ม” คนถูกเพื่อนแซวเรื่องผู้ชายหน้าแดง

ปกติบีน่ากับต้นหอมมักจะคุยเรื่องผู้ชายให้เธอฟังอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องของตนเอง พันนาราจึงรู้สึกประหม่าและอึดอัดที่ต้องคอยตอบการซักไซ้จากเพื่อน

“ฉันกับนังบีจะไปส่งแกขึ้นคร่อมพี่เขาเอง ลุก!” ต้นหอมฮึกเหิม เอื้อมมือมาจับแขนพันนาราลุกขึ้นจากเก้าอี้เลกเชอร์

“ทุเรศนังหอม! ยัยน้องพั้นช์ไม่ใช่แก”

ถึงจะด่าเพื่อนแต่ก็เอากระเป๋าสะพายของพันนาราไปคล้องไหล่ ทำทีช่วยพยุงเพื่อนตัวน้อยที่กำลังบาดเจ็บไปส่งผู้ชายเป็นข้ออ้าง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป