บทที่ 9 KARMA 8 | วาจาอาบยาพิษ

สามสาวเดินด้วยความเร่งรีบมาหน้าลานคณะ ทันทีที่เห็นรถปอร์เช่สีดำจอดติดเครื่องรอ บีน่ากับต้นหอมก็ยกมือไฮไฟว์กันด้านหลังพันนาราดังแปะ

“รถเริ่ด ให้ผ่าน!”

“ดูหน้าก่อนสิว่ายัยน้องพั้นช์มันโม้หรือเปล่า”

คนถูกหาว่าโม้โดนเพื่อนผลักให้เดินนำหน้า โดยมีอีกสองคนช่วยถือกระเป๋าเดินตามมาส่ง พันนารามุ่ยหน้าเดินอ้อมไปดูแผ่นป้ายทะเบียนปอร์เช่เงาวับเป็นการตรวจสอบเล็กน้อยว่าไม่ได้ขึ้นรถผิด จากนั้นจึงเอื้อมมือเปิดประตูข้างคนขับฝั่งซ้าย ก่อนจะต้องตกใจเมื่อคนที่นั่งตรงนั้นเป็นผู้ชายที่ช่วยเธอ แถมยังเป็นประตูฝั่งคนขับไม่ใช่ที่นั่งข้างคนขับอย่างที่คิดแต่แรก

“ว้าย! พวงมาลัยซ้าย”

“รถนำเข้า เริ่ดไม่ไหว”

บีน่ากับต้นหอมจับมือกันกรี๊ดอยู่ด้านหลังอย่างไม่รักษาท่าทีจนคนให้พามาส่งนึกอาย ยิ่งเห็นมุมปากหนาของฝ่ายชายยกขึ้นนิดหน่อยราวกับขบขันเพื่อนเธอ หญิงสาวยิ่งอยากร้องไห้

“ขะ ขอโทษค่ะ พั้นช์ไม่ทราบว่าเป็นรถพวงมาลัยซ้าย”

“หึ พี่นึกว่าเราจะนั่งตักพี่ซะอีก” รอนไม่พูดเปล่า ยังปรับเบาะดันตัวเองไปด้านหลังเว้นที่ให้หากคนตัวเล็กจะสอดตัวเข้ามานั่งที่ตักตนเอง

พันนาราหันรีหันขวางหาตัวช่วย เพื่อนเธอก็กรี๊ดผู้ชายไม่เก็บอาการ ส่วนตัวคนขับรถมารับถึงที่ก็ยังกลั่นแกล้งให้เธอเสียอาการไปอีกคน

“พั้นช์ไปก่อนนะ บีน่า ต้นหอม” เธอเดินไปรับกระเป๋าสะพายจากเพื่อนอ้อมไปขึ้นอีกฝั่ง

รอนกดใบหน้าเป็นการทักทายเพื่อนของพันนาราเล็กน้อยก่อนจะปิดประตูรถ มองตามคนในชุดนักศึกษาที่กำลังเดินอ้อมหน้ารถมานั่งอีกฟาก

“ยัยน้องพั้นช์ ห้ามกินเผ็ดนะ เดี๋ยวอม...อื้อ!!”

“ไปเลยยัยพั้นช์ อย่าไปฟังนังหอม”

บีน่าคว้าปากเพื่อนลากกันเดินจากไป พันนาราเอียงคอมองไม่เข้าใจ ก่อนจะส่ายหน้าเลิกให้ความสนใจเพื่อนรีบเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถ

“เพื่อนตลกดีนะ” ประโยคแรกที่ทักกันในรถก็ทำเธออายอีกแล้ว

นักศึกษาสาวทำหน้าไม่ถูก ไม่ได้ตอบกลับคำพูดของเขา หากแต่ใช้ดวงตากลมโตใต้กรอบแว่นลอบมองการแต่งกายของอีกฝ่ายเล็กน้อย และพบว่าวันนี้เขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีดำเหมือนรถที่ขับมา

เมื่อวานมอเตอร์ไซค์สีขาวก็แต่งตัวสีขาว วันนี้ปอร์เช่สีดำก็เลยแต่งตัวด้วยชุดสีดำทั้งตัวหรือเปล่า

“พี่รอนใส่เสื้อผ้าตามสีรถเหรอคะ”

คำถามของเธอทำให้รอยยิ้มทะเล้นอารมณ์เปลี่ยนไปเล็กน้อย จะพูดให้ถูกคือสิ่งที่เปลี่ยนไม่รอยยิ้มเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงนัยน์ตาสุกใสมีประกายระยิบระยับได้เลือนรางไปด้วย

“เปล่า อยู่ในช่วงไว้ทุกข์”

เขาตอบพร้อมกับออกตัวทันทีที่พันนาราคาดเข็มขัดนิรภัย หญิงสาวตกใจกับความเร็วของมันเล็กน้อย แต่รู้สึกสบายใจกว่าตอนที่นั่งคร่อมบิ๊กไบค์ของเขามาก

อย่างน้อยเหล็กก็หุ้มเนื้อ ไม่ใช่เนื้อหุ้มเหล็กอย่างเมื่อคืน

“ขอโทษค่ะ พั้นช์ไม่ได้ตั้งใจ”

“พี่ไม่ได้ต้องการคำขอโทษจากพั้นช์”

น้ำเสียงที่ตอบกลับมาช่างเย็นชาและแข็งกร้าว นักศึกษาสาวรู้ตัวว่าอีกฝ่ายอารมณ์ไม่ดีจึงเลือกที่จะนั่งกอดกระเป๋าก้มหน้าเงียบ

กระทั่งรถจอดติดไฟแดงพักหนึ่ง รอนจึงหันมาเห็นว่าคนที่ตนเองไปรับมาเริ่มเกิดความกลัวในตัวเขา

เขาปล่อยให้เธอกลัวไม่ได้...

“เมื่อกี้พี่หมายถึง พั้นช์ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ต้องขอโทษ” เขาเปลี่ยนคำพูดอย่างว่องไว ระบายยิ้มเล็กน้อยแล้วชวนเปลี่ยนเรื่อง “น้องพั้นช์ยังเจ็บแผลหรือเปล่า”

“ตึงแผลนิดหน่อยค่ะ อาจจะอะไรสักอย่างฉีก...”

“ไม่หรอก การเจ็บตึงหลังบาดเจ็บเป็นปฏิกิริยาป้องกันตัวของร่างกาย การบวมช้ำจากการกระแทกทำให้เกิดเลือดคั่งข้างใน ระบบประสาทจึงสั่งการให้กล้ามเนื้อบริเวณรอบๆ หดตัวค้างเพื่อล็อกส่วนที่บาดเจ็บ ทำให้ขาตึงและขยับได้ลำบากขึ้น”

“เป็นหมอเหรอคะ”

พันนาราถามด้วยความตื่นเต้นปนอึ้งกับหลักการทางการแพทย์ที่ได้ฟัง เขาพูดเหมือนหมอในพอดแคสต์ที่เธอชอบเปิดฟังกล่อมตนเองนอน

“พี่เหมือนคนเรียนจบหมอ?” เขาเลิกคิ้วกวนประสาทกลับ

คนถูกกวนทำหน้างอ ไม่ทันได้พูดอะไรต่อก็ถูกมือสากถือวิสาสะบีบเข้าที่แก้มใต้สันกราม ทำเอาแว่นบนใบหน้าแทบหลุด

“ฮื่อ~!” คนตัวเล็กครางประท้วงกับการถูกกลั่นแกล้งถึงเนื้อถึงตัว

ทว่าคนทำกลับหัวเราะหลังจากเห็นแก้มกลมๆ ย้วยตามแรงบีบของตนเอง

“น้องพั้นช์น่ารักนะ รู้หรือเปล่าว่าทำตัวแบบนี้จะมีคนมาชอบ”

พันนารานั่งอึ้ง ความประหม่าตีแล่นไปถึงขั้วหัวใจจนเต้นแรงยากจะสงบ

“คะ ใครจะชอบคะ”

“ไม่รู้สิ... ก็อาจจะเป็นพี่เอง”

พันนาราทำหน้าไม่ถูกหลังจากได้ยินประโยคชวนคิดไปไกล แต่รับรู้อุณหภูมิบนใบหน้าตนเองว่ากำลังร้อนผ่าวเข้าขั้นวิกฤต คนกำลังจับหน้าสวยนั้นก็คงรับรู้ความร้อนของมันเช่นกัน

โชคดีของเธอมาที่สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว เจ้าของรถหนุ่มจึงกลับไปสนใจถนนต่อ ทิ้งให้คนตัวเล็กนั่งหัวใจเต้นแรง ฟุ้งซ่านกับคำพูดของคนอายุมากกว่าแทน

พันนาราอยากส่งข้อความไปถามเพื่อนอีกสองคน

‘พูดแบบนี้แปลว่าจีบหรือแค่กำลังแกล้ง’

แต่เขาก็ไม่เหมือนคนใจไม้ไส้ระกำ กลั่นแกล้งสาวอ่อนต่อโลกอย่างเธอ...

งั้นก็แปลว่าพูดจริง! แล้วเธอควรตอบกลับไปว่าอะไร

หากเป็นต้นหอมคงลากผู้ชายคนนี้ขึ้นห้อง ส่วนบีน่าก็คงชวนเดตหรือจูบ แต่นี่เป็นเธอ...

พันนาราใช้เวลาบนรถหมดไปกับการจำลองสถานการณ์ในหัว เงยหน้าอีกทีก็พบว่า รถจอดฝั่งตรงข้ามร้านก๋วยเตี๋ยวเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไม่รู้จัก

จุดนี้มีรถจอดเรียงราย คงเป็นจุดจอดรถของทางร้านเอง

“กินเป็นไหม” เขาถามหยั่งเชิงโดยที่ไม่เปิดประตู

คงคิดว่าหากเธอส่ายหน้าคงจะพาไปกินอย่างอื่น

“เคยกินในมหาลัยค่ะ แต่ไม่เคยลองข้างนอก”

ก็มีบ้างที่บางครั้งร้านอาหารจานเดียวแบบเมนูข้าวมีแถวยาว พันนาราจึงได้มีโอกาสลิ้มรสเมนูเส้นเป็นประสบการณ์ชีวิต

“คิดไว้แล้วเชียว...”

“ทะ ทำไมคะ พั้นช์แค่ไม่ค่อยได้กิน ไม่ได้ติดหรู” เธอรีบแก้ตัวในตนเองลิ้นแทบพันกัน

คนที่พามาเลิกคิ้วไม่เชื่อ ทำเหมือนว่ากำลังเป็นผู้ใหญ่ที่ยืนต่อหน้าเด็กขี้โกหก

“แน่ใจนะว่าจะไม่ปวดท้อง”

“แน่ใจค่ะ” คนตัวเล็กตอบเสียงดังฟังชัด เป็นครั้งแรกที่ยอมเงยหน้าสบตากับอีกฝ่ายเกินสามสิบวินาที

“งั้นก็เชิญครับ”

「 ✦ –ʕ⁠·⁠ᴥ⁠·⁠ʔ–✦ 」

บทก่อนหน้า
บทถัดไป