บทที่ 1 บทนำ

ตอนที่ 1 บทนำ

ลมหนาวที่พัดพลิ้วแผ่วในยามหน้าหนาวยังคงรักษาความหนาวเหน็บอย่างไม่เสื่อมคลาย กาวินยืนอยู่ที่จุดชมวิวสายตากวาดมองไปทั่วไร่ที่ตอนนี้ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แล้วเขาก็หวนคิดถึงผู้หญิงร่างอ้วนคนหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มอมยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นภาพความน่าเอ็นดูในอดีตของภรรยาที่ผุดพลายขึ้นมา

      “มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ” เสียงหวานของคนที่เขากำลังนึกถึงเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับเดินมายืนจับราวกั้นบนเนินสูงของจุดชมวิวอยู่เคียงข้าง ชายหนุ่มเอามือโอบไหล่บางของเธอมาชิด

      “ยืนมองความสำเร็จของเรายังไงล่ะครับแสง” หญิงสาวอมยิ้ม

“สำเร็จยังไงคะ เรายังใช้หนี้ไม่หมดเลยค่ะ”

“โธ่ ยังไงเราก็ต้องใช้หนี้หมดอยู่แล้วล่ะครับ สองเดือนที่ผ่านมาเราก็ได้กำไรมากพอที่จะใช้หนี้นี่ครับ”

“ค่ะ ก็ต้องขอบใจยายแขที่ช่วยเราได้เยอะเลยค่ะ”

               “นั่นสินะครับ เดือนหน้าคุณแขก็ต้องไปช่วยอินทรเต็มตัวแล้วนะครับ แสงรู้มั้ยครับว่าหม่อนเขาจะมาวันไหน ผมอยากให้เธอมารับงานต่อจากคุณแข งานเราจะได้ไม่สะดุด” กาวินเอ่ยขึ้น

               “ก็คงสิ้นเดือนนี้ล่ะค่ะ เห็นบอกว่ารอรับเงินเดือนพร้อมกับโบนัสสิ้นปีก่อนเพราะเขาออกให้พร้อมกันเดือนนี้พอดี”

               “ดีเลยครับ อย่างน้อยคงมีเวลาให้คุณแขเทรนงานให้เธอสักครึ่งเดือน ก่อนที่ฟาร์มกล้วยไม้ของอินทรจะเปิด ผมว่าเดี๋ยวผมจะไปหาอินทรสักหน่อย แสงจะไปกับผมมั้ยครับ”

               “ไม่ล่ะค่ะ แสงอยู่ที่ไร่ดีกว่า เดี๋ยวจะมีลูกค้ามาพักอีกสองกลุ่ม ยายแขก็ไม่อยู่ด้วย แสงกลัวจะไม่มีคนดูแล” เพียงแสงปฏิเสธ

               “งั้นผมไปส่งคุณที่ออฟฟิศแล้วกันนะครับ แล้วผมจะขับรถไปหาอินทรสักหน่อย เห็นบอกว่าโรงเรือนกล้วยไม้ทำเสร็จไปเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว จะให้ผมไปดูแล้วช่วยคอมเมนต์ซะหน่อย และก็มีอะไรจะอวดผมก็ไม่รู้ ผมเองก็ไม่ถนัดเรื่องกล้วยไม้ซะด้วยสิครับ คงทำได้แค่ไปยืนดูให้กำลังใจมากกว่า”

               “แค่คุณไปคุณอินทรเขาก็ดีใจแล้วค่ะ สงสัยยายแขไปหาลูกค้าเสร็จก็คงแวะหาคุณอินทรเลยเหมือนกันค่ะ ช่วงนี้ยายแขเอาการเอางานขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย แสงเห็นแล้วก็เบาใจขึ้นมากเลยค่ะ”

               “แสงจะทำตัวเป็นแม่คุณแขไปอีกนานมั้ยครับ” กาวินกระเซ้า

               “เอ้อ แสงจู้จี้เกินไปเหรอคะ แสงแค่ห่วงยายแขแค่นั้นเองค่ะ” เธอเงยหน้าขึ้นมาถามสามี

               “ไม่หรอกครับ ผมแค่เย้าคุณเล่นเท่านั้น เราไปกันเถอะนะครับ ตรงนี้ลมแรงเดี๋ยวจะไม่สบาย อากาศยิ่งหนาวอยู่ด้วย” พูดพลางคว้ามือภรรยามาจับจูงแล้วเดินออกไป

        รถที่กระบะสีดำที่ขับเข้ามาจอดในบริเวณฟาร์มกล้วยไม้ของอินทร ทำให้ชายหนุ่มที่ง่วนอยู่กับการช่วยคนงานแขวนกระถางกล้วยไม้หลายร้อยกระถางอยู่ในโรงเรือนกล้วยไม้หันมามอง ก่อนจะวางมือแล้วรีบเดินออกมาต้อนรับ

               ร่างสูงที่เดินออกมายังคงแต่งตัวเป็นหนุ่มชาวไร่ไฮโซเช่นเดิม กาวินหันไปมองแล้วอมยิ้มก่อนจะเปิดประตูรถเดินลงมาทักทายเพื่อนรักที่ยังไม่ทิ้งมาดคุณชาย แม้จะกลายร่างมาเป็นชาวสวนเจ้าของฟาร์มกล้วยไม้แล้วก็ตาม

     “ไหนนายมีอะไรจะให้ฉันช่วยบ้างบอกมา” กาวินถามอินทรที่เดินยิ้มร่าเข้ามาหา

               “ฉันก็แค่เหงาอยากมีเพื่อนมาหาบ้างแค่นั้นเอง เข้าไปข้างในกันเถอะ” อินทรชวนกาวินเข้าไปในโรงเรือนกล้วยไม้ที่มีสแลนสีดำกั้น ภายในกว้างขวาง มีโซนที่จัดชุดรับแขกวางไว้ท่ามกลางดงดอกกล้วยไม้หลากสีไว้ต้อนรับแขก

               กาวินกวาดสายตามองโดยรอบอย่างรู้สึกทึ่งกับความสวยงามของดอกกล้วยไม้นานาพันธุ์ที่บานสะพรั่งอยู่โดยรอบ เขาเข้าไปยืนดูพร้อมพิศดูอย่างสนใจ

               “นี่เขาเรียกอะไรน่ะ สวยดี” ชายหนุ่มจับกระถางที่ห้อยอยู่ใกล้ตัวซึ่งมีดอกสีแดงเข้มเป็นช่อห้อยระย้าเป็นพวงขึ้นมาดู อินทรหันไปมองก่อนตอบ

               “เขาเรียกว่าช้างแดง เมื่อก่อนหายากทีเดียว แต่ตอนนี้มีการเพาะขยายพันธุ์มากขึ้นทำให้หาซื้อได้ง่ายขึ้น พวกนี้ฉันซื้อไม้รุ่นมาตั้งแต่ฉันหัดเลี้ยงใหม่ๆ เมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนี้โตจนออกดอกแล้ว” เจ้าของฟาร์มพูดไปยิ้มไป

               “แล้วนี่ล่ะ” กาวินชี้ที่กระถางที่มีดอกสีเหลืองสดอมเขียวหน่อยๆ ตรงปากดอก สีสันแปลกตาซึ่งอยู่ใกล้ตัว

               “อ้อ นี่สกุลแวนด้า เขาชื่อเอื้องสามปอยขุนตาน เป็นกล้วยไม้พันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเรานี่แหละพบครั้งแรกที่เทือกเขาขุนตาน” อินทรอธิบายเป็นฉากๆ จนผู้เป็นเพื่อนถึงกับทึ่ง เพราะไม่คิดว่าเพื่อนที่เรียนจบวิศวะไฟฟ้ามาจากเมืองอังกฤษจะมีความรู้เรื่องกล้วยไม้ได้รวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

        “แล้วที่หน้าตาแปลกๆ นี่ล่ะ ฉันเพิ่งเคยเห็นกล้วยไม้หน้าตาแบบนี้” กาวินยื่นมือไปจับกล้วยไม้ที่มีดอกฟูเป็นพู่สีเหลืองเส้นเล็กๆ จับกันเป็นช่อ กลีบดอกยาว

               “อ้อ สิงโตพู่เหลือง กล้วยไม้สกุลสิงโต เป็นกล้วยไม้จากทางภาคใต้ ปลูกไม่ยากนัก ทนร้อนเลี้ยงง่าย เมื่อก่อนดอกจะเยอะกว่านี้ สวยเชียวล่ะ นี่เข้าหน้าหนาวดอกก็เริ่มโรยแล้ว เพราะเขาจะออกดอกช่วงหน้าฝน”

               “นายจำได้หมดเลยเหรอ ว่าชื่ออะไรบ้างมาจากไหน” กาวินถามพลางกวาดสายตามองโดยรอบอีกครั้ง

               “จำได้สิ ก็มันเป็นสิ่งที่ฉันรักนี่ แถมยังจำง่ายกว่าสูตรคณิต ฟิสิกส์ที่เคยเรียนมาตั้งเยอะ” กาวินพยักหน้ารับพร้อมกับถามต่อ

               “แล้วไหนล่ะที่บอกว่ามีอะไรจะอวดฉัน” อินทรเดินไปด้านหลังครู่หนึ่งแล้วเดินออกมาพร้อมกระถางกล้วยไม้ที่ออกดอกสีม่วงขาวช่อใหญ่ห้อยย้อยเป็นพวงหลายพวงอย่างหนาแน่นออกมา

               “นี่ไง ฉันส่งเข้าประกวด ได้รางวัลมาด้วยนะ” คนพูดยิ้มร่าอย่างภาคภูมิใจ พร้อมป้ายรางวัลที่ ๒ ที่เป็นวงกลมผูกโบว์สวยงามติดกับกระถางกล้วยไม้ออกมาอวด

               “ว้าวว ได้รางวัลด้วยเหรอเนี่ย สวยจริงๆ ซะด้วยสิ ช่อดอกแน่นเอี๊ยดเลย” กาวินรับมาเชยชมพร้อมกับทำตาโต

               “ก็ต้นที่เอาไปให้คุณแขดูวันนั้นนั่นแหละ คุณพ่อ เอ่อ พ่อของคุณแขน่ะ เขาบอกให้เอาไปส่งประกวด ฉันประคบประหงมมาตั้งนานกว่าจะได้สวยขนาดนี้ เลี้ยงยิ่งกว่าลูกเลยเชียวล่ะ วันนี้ก็เลยว่าจะพาพ่อกับแม่ไปฉลองที่ร้านนายซะหน่อย จะพาคนงานไปด้วยแต่รอคุณแขมาก่อนแล้วค่อยออกไปพร้อมกันนะกาวิน” อินทรพูดอย่างปลาบปลื้มพร้อมวางแผนไปเลี้ยงเสียยกใหญ่ พร้อมนั่งลงบนโซฟา กาวินนั่งลงตาม

               “พูดถึงคุณแข นายจะให้คุณแขมาทำงานที่นี่เมื่อไหร่ล่ะ พอดีฉันอยากให้คุณแขเขาอยู่ช่วยก่อนใบหม่อนเขาจะมาจากกรุงเทพสิ้นเดือนนี้ แล้วก็อยากให้คุณแขอยู่เทรนงานให้หม่อนเขาก่อนสักอาทิตย์สองอาทิตย์น่ะ” กาวินบอกกับเพื่อน

               “ตามสบายเลยกาวิน ฉันได้ฤกษ์เปิดฟาร์มอย่างเป็นทางการก็วันที่ยี่สิบเดือนหน้าโน่นแน่ะ แม่ฉันเขาไปหาฤกษ์มาให้ ฉันก็เพิ่งรู้ว่าแค่ทำฟาร์มกล้วยไม้ต้องดูฤกษ์ดูยามกันด้วย แต่ก็เพื่อความสบายใจของแม่ เขาอยากทำอะไรก็ให้เขาทำไป” อินทรพูดพลางยิ้มพลาง

               “แล้วการ์ดงานแต่งงานนายไล่แจกหมดแล้วเหรอ”

               “อ้อ ยังหรอก ให้พ่อกับแม่ช่วยแจกน่ะ ฉันยุ่งๆ แล้วก็ไม่ค่อยรู้จักใครซะด้วยสิ แขกพ่อกับแม่ทั้งนั้น วันไหนฉันว่างถึงจะได้ไปด้วยกัน แต่คงแจกทันอยู่หรอกยังมีเวลาอีกตั้งสองเดือน” กาวินพยักหน้ารับก่อนถามต่อ

               “ได้ข่าวว่านายเชิญคุณอลงกรณ์มาวันเปิดฟาร์มกล้วยไม้ด้วยเหรอ”

               “อือ เขารับปากฉันแล้วว่าจะมา” อินทรยิ้มรับพร้อมตอบกลับไปด้วยแววตาเจ้าเล่ห์เมื่อคิดถึงมิตรภาพทางธุรกิจของเขา กาวินเห็นสายตาของเพื่อนก็อดอมยิ้มไม่ได้

     เสียงรองเท้ากระทบพื้นที่กำลังก้าวฉับๆ ของหญิงสาวร่างบางซึ่งกำลังถือกล่องกระดาษใบใหญ่ออกจากออฟฟิศ ภายในบรรจุของใช้ส่วนตัวที่เอามาไว้ที่สำนักงานก่อนที่จะลาออกจากงาน

               “อ้าว ลาออกจริงๆ หรือจ๊ะหนูใบหม่อน” เสียงถามพร้อมหัวเราะคิกคักของหญิงร่างอวบรุ่นพี่ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายสินค้าในแผนกที่เธอทำงานอยู่เอ่ยขึ้นในเชิงเย้ยหยัน

               “ค่ะ พี่เปรม” ใบหม่อนเอ่ยสั้นๆ พร้อมก้าวเท้าฉับๆ

               “ถ้าไปไม่รอด เอ๊ย ถ้าไปแล้วไม่ดีก็กลับมาได้นะจ๊ะหนู พี่จะคุยกับคุณณัฐพลให้” เสียงเจตนาดีกึ่งเย้ยหยันนั้นลอยตามหลังมา

               “หม่อนๆ รอฉันด้วย” เสียงคุ้นหูทำให้มัทนพรหรือใบหม่อนหยุดกึกแล้วหันไปมอง

               “มีอะไรเหรอยายแพร” มัทนพรหันไปถามแพรไหมหญิงสาวร่างบางที่มีผมเงางามดุจแพรไหมสมชื่อซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานคนสนิทของเธอ

               “แกลาออกจริงๆ เหรอ” ถามหน้าตื่น

               “อือ ฉันจะไปช่วยงานพี่สาวกับพี่เขยฉันที่ลำปาง”

               “เหรอ อิจฉาแกจังเลยที่ได้งานใหม่ ฉันก็เบื่อที่นี่เต็มทน แต่จะไปหางานใหม่ก็ยาก เบื่อพี่เปรมจะตายอยู่แล้วไม่รู้จะกดหัวเราไปถึงไหน สงสัยกลัวเราจะได้ดีเกินหน้าเกินตา เมื่อกี้แกไม่ได้ยินที่เค้าเยาะเย้ยแกเหรอ” แพรไหมถามพลางเดินตามไปพลาง

               “ได้ยิน แต่ไม่สนใจ ปล่อยให้แกยิ่งใหญ่ในกะลาใบเดิมๆ ของแกไปเถอะ เพราะฉันกำลังจะได้ออกไปสู่โลกกว้างแล้ว” หญิงสาวพูดพร้อมอมยิ้มนิดๆ ในแววตาเต็มไปด้วยความหวังใหม่ๆ

                “ถ้าเป็นฉัน ฉันจะย้อนกลับให้พี่เปรมสำนึกซะบ้างไหนๆ ก็จะได้ออกไปจากที่นี่แล้ว ไม่เห็นมีอะไรให้ต้องเกรงใจอีก” แพรไหมเอ่ยขึ้นอย่างอดเข่นเขี้ยวไม่ได้

     “ย้อนไปแล้วได้อะไรเหรอ นิ่งๆ ไปซะก็จบ” คำตอบเรียบนิ่งออกมาจากปากมัทนพร หญิงสาวผิวขาวร่างบางผมยาวตรงสีดำขลับที่เดินถือกล่องกระดาษใบใหญ่ออกไปอย่างมาดมั่น

               “ได้สะใจไง” คำตอบของเพื่อนสาวทำให้มัทนพรอมยิ้มดวงตากลมโตของเธอกระพริบถี่ก่อนถอนหายใจ

               “ทำไมคนยุคนี้สมัยนี้ถึงชอบความสะใจกันจัง” เธอเอ่ยขึ้นพร้อมยักไหล่แล้วก้าวเท้าออกไปยังรถเก๋งญี่ปุ่นกลางเก่ากลางใหม่ของเธอ แพรไหมเดินตาม

               “โธ่ ยายหม่อนนิ่มๆ อย่างแกเขาเรียกว่าไม่ทันคนรู้ป่าว” พูดพลางเปิดประตูรถให้เพื่อนไปพลาง

     “ฉันก็จะเป็นของฉันแบบนี้แหละ แกก็เลิกเอานิสัยนางเอกนิยายที่แกชอบอ่านมาใช้ในชีวิตจริงซะทีเถอะยายแพร”

               “นางเอกนิยายอะไร” ถามหน้าเหลอหลา

               “ก็นิยายที่แกชอบอ่านไง ฉันหยิบของแกมาอ่านสองสามเล่ม อ่านแล้วก็แยกไม่ออกว่าตกลงนางจะเป็นนางเอกหรือนางร้ายกันแน่ ฉันว่านิสัยชอบความสะใจของแกก็ต้องมาจากนิยายพวกนั้นแหละ”

       “โธ่ ยายหม่อน นางเอกยุคใหม่มันต้องฉลาดทันคน จะมานั่งหงิมๆ เขาก็หยิบชิ้นปลามันไปหมดสิยะ”

“จ้า แม่นางเอกยุคใหม่ แกไปทำงานเถอะยายแพร เดี๋ยวก็โดนพี่เปรมรายงานคุณณัฐพลอีกหรอก แล้วฉันจะโทรหา” วางกล่องกระดาษใบใหญ่ตรงเบาะหลังแล้วหันไปบอกเพื่อน

“ฉันคงคิดถึงแก ต่อไปฉันจะไปกินข้าวเที่ยงกับใครยังไม่รู้เลย” แพรไหมเสี่ยงอ่อย

“วันหยุดแกก็ขึ้นไปหาฉันได้นี่ ที่นั่นบรรยากาศดี วิวสวยมาก ส่วนข้าวเที่ยงพักนี้แกก็มีหนุ่มๆ ชวนไปกินออกบ่อยไป คงไม่เหงามากนักหรอกมั้ง ฉันไปนะ” เย้าเพื่อนพลางเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง แพรไหมหน้าจ๋อยพร้อมโบกมือให้ สายตาทอดยาวตามรถที่ขับออกไปจนสุดสายตา ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าออฟฟิศ

บทถัดไป