บทที่ 2 วางแผน

ตอนที่ 2 วางแผน 

            มัทนพรเข้ามาทำงานที่ไร่ส่องหล้าได้เกือบครึ่งเดือนแล้วโดยมีพิมพ์แขคอยเทรนงานให้ ทั้งสองคนเพิ่งกลับมาจากออกไปพบบริษัททัวร์ข้างนอก ทั้งสองเดินเข้าไปหากาวินกับเพียงแสงที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ซุ้มนั่งเล่นหน้าออฟฟิศในตอนเย็นหลังเลิกงาน

“เป็นยังไงบ้างยายแข หม่อนพอจะทำงานได้มั้ย” เพียงแสงเอ่ยถามพิมพ์แขผู้เป็นเพื่อนรัก

“ทำได้สบายย่ะ ฉันคอนเฟิร์มว่าน้องสาวหล่อนฉลาด” ตอบพลางทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกาวินกับเพียงแสง มัทนพรนั่งลงตาม

“เหนื่อยมั้ยหม่อน” กาวินเอ่ยถามขึ้น

“ไม่ค่ะ ได้ออกไปเห็นอะไรแปลกๆ บ้างก็ดีเหมือนกัน เมื่อกี้ก่อนกลับพี่แขพาหม่อนไปชมเมืองลำปางมาด้วยค่ะ และก็แวะไหว้พระที่วัดพระแก้วดอนเต้ากับวัดพระธาตุลำปางหลวงมาค่ะ หม่อนชอบที่นี่จัง” เธอเล่าให้ฟังพร้อมกับรอยยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี

“แล้วเรื่องงาน หม่อนพอจะทำแทนพี่แขไหวมั้ยจ๊ะ” เพียงแสงถามน้องสาวบ้าง มัทนพรหันหน้าไปหาเพียงแสงก่อนเอ่ยปากตอบ

“ทำได้แน่นอนค่ะ สนุกกว่าขายถุงยางอนามัยที่บริษัทเก่าเยอะเลยค่ะพี่แสง รู้งี้หม่อนมาตั้งนานแล้ว” กาวินกลั้นหัวเราะจนแก้มแดงที่เห็นน้องสาวของภรรยาพูดถึงผลิตภัณฑ์ที่เคยขายอย่างไม่มีท่าทีเก้อเขิน

“พี่กาวินขำอะไรคะ หม่อนพูดเรื่องจริงนะคะ หรือพี่กาวินไม่เคยใช้” หญิงสาวล้อเลียนเมื่อเห็นท่าทางของพี่เขย ส่วนสองสาวนั่งหัวเราะกันคิกคัก ทำเอาผู้เป็นกลุ่มเป้าหมายสำหรับผลิตภัณฑ์นี้ที่นั่งอยู่คนเดียวเขินจนแก้มแดงก่อนจะตอบอ้อมแอ้ม

“โธ่หม่อน เป็นผู้หญิงนะเรา ไม่เขินบ้างรึไง พูดออกมาได้ชัดถ้อยชัดคำเชียว” ใบหม่อนหัวเราะคิกคัก

“หม่อนก้าวข้ามจุดนั้นมาแล้วค่ะพี่กาวิน ขายมาตั้งหลายปีแล้ว ความรู้สึกตอนพูดถึงมัน ไม่ได้ต่างจากความรู้สึกที่พูดถึงกระดาษเอสี่เลยสักนิด” กาวินกระพริบตาปริบๆ เมื่อได้ยินคำตอบก่อนอมยิ้มแล้วพูดต่อ

“โอเค พี่เชื่อแล้วหม่อน ว่าแต่พรุ่งนี้พี่แขเขาไม่อยู่เป็นพี่เลี้ยงให้เราแล้วนะ ต้องบินเดี่ยวแล้ว มั่นใจแล้วนะว่าไหว” กาวินเปลี่ยนเรื่องคุย

“ไหวค่ะ เชื่อมือหม่อนเถอะ” เธอตอบกลับมาอย่างมาดมั่น

“ได้ยินแบบนี้พี่ก็เบาใจ” กาวินตอบกลับ

“แต่แขก็ต้องอยู่ที่นี่ต่อไปจนกว่าจะถึงวันแต่งงาน ก็อีกสองเดือนเลยค่ะ ยังไงแขก็ไม่ทิ้งที่นี่หรอกนะคะ มีอะไรคุณกาวินก็เรียกใช้แขได้ตลอด แค่ตอนนี้ต้องขอปลีกตัวไปช่วยคุณอินทรทำฟาร์มกล้วยไม้บ้าง เพราะอาทิตย์หน้าก็จะถึงวันเปิดฟาร์มกล้วยไม้แล้วค่ะ มีอะไรหลายอย่างเลยค่ะที่ยังไม่เรียบร้อย แขไม่อยากให้คุณอินทรเขาวิ่งวุ่นอยู่คนเดียว” พิมพ์แขพูดขึ้นมาบ้าง

“ครับ คุณแขก็ช่วยอินทรมันให้เต็มที่เถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกแล้วกันนะครับ” กาวินพูดกับพิมพ์แขก่อนจะชวนเข้าบ้าน

“ส่วนตอนนี้เราไปทานข้าวกันเถอะ เมื่อกี้เห็นแม่กับแหม่มเขากำลังทำกับข้าวป่านนี้คงเสร็จแล้วมั้ง มีขนมจีนน้ำเงี้ยวของโปรดซะด้วย ใส่หมูสับเยอะๆ น้ำข้นๆ คิดแล้วก็หิวขึ้นมาทันทีเลย รีบไปกันเถอะครับ” พูดจบก็ขยับตัวลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเท้าเดินออกไป หญิงสาวทั้งสามคนถึงได้ลุกขึ้นตาม เพียงแสงส่ายหน้าน้อยๆ ที่เห็นสามีเดี๋ยวนี้เห็นเรื่องกินเป็นใหญ่มากขึ้นทุกที จนแทบจะลืมกำหนดอาหารให้ตัวเองไปเสียสิ้น

มื้ออาหารมีผู้ร่วมโต๊ะมากขึ้นกว่าแต่ก่อนทำให้ในบ้านคึกคักขึ้นมาก ถึงนางนวลตอง สามี และลูกๆ ของนางจะไม่ได้พักในบ้านหลังนี้ แต่ทุกเย็นนางจะมาทำอาหารและรับประทานอาหารร่วมกันที่นี่ ส่วนมื้อเช้าก็เป็นหน้าที่ของเพียงแสงกับกาวินที่จะทำอาหารและรับประทานกันเองในครอบครัวซึ่งประกอบด้วยแม่อุ้ย กาวิน เพียงแสง พิมพ์แข และหนูส่องหล้า ส่วนนางนวลตองกับสามีและลูกๆ ก็ทำกินในบ้านพักของตัวเอง มื้อเย็นถึงจะมารับประทานอาหารร่วมกัน

เนื่องจากช่วงเย็นลูกสาวและลูกเขยของนางมักจะเหนื่อยล้าจากการทำงาน นางจึงอาสามาทำแทนให้ซึ่งกาวินก็เห็นดีด้วย เพราะจะได้เชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนในครอบครัว และได้มีเรื่องราวในแต่ละวันมาสนทนากัน ทำให้ภายในบ้านไม่เงียบเหงามากเกินไป แม่อุ้ยก็อารมณ์ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน

“แหม่มไปเรียนคอร์สผู้ช่วยพยาบาลเป็นไงบ้าง ชอบมั้ย” กาวินเอ่ยถามมธุรินหรือแหม่มน้องสาวของมัทนพร

“ชอบค่ะ ที่จริงแหม่มก็ชอบด้านนี้อยู่แล้วค่ะ แหม่มเคยฝันอยากเป็นนางพยาบาล แต่ดันจับพลัดจับผลูไปเรียนการจัดการได้ยังไงก็ไม่รู้ ตอนนั้นก็เรียนตามเพื่อนค่ะ” เธอเงยหน้าจากจานอาหารขึ้นมาตอบ แล้วตักอาหารให้กับนายประชาผู้เป็นบิดาที่นั่งอยู่ข้างๆ ตอนนี้นายประชาช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น สามารถนั่งบนเก้าอี้ธรรมดาร่วมโต๊ะอาหารกับคนในครอบครัวได้

“เรียนจบอะไรก็ดีทั้งนั้นแหละแหม่ม ไม่ว่าเรียนอะไรเราก็สามารถนำมาใช้งานได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ถ้าแหม่มเรียนจบคอร์สแล้วพี่จะส่งแหม่มไปฝึกงานที่โรงพยาบาลสักพัก คุยกับหมอวิษณุไว้แล้ว โรงพยาบาลในอำเภอขาดบุคลากรด้านนี้อยู่พอดี คนไข้เยอะ แต่คนคอยดูแลมีน้อย แหม่มจะได้มีประสบการณ์ตรง พี่ว่าอาคารพักฟื้นผู้ป่วยที่พี่ให้ช่างเขาก่อสร้างน่าจะเสร็จราวกลางปีนี้” กาวินพูดถึงแผนการ

“ค่ะ” มธุรินรับคำสั้นๆ แค่เธอเห็นพ่อของเธออาการดีขึ้น ความรู้สึกผิดที่คิดว่าพ่อเจ็บหนักก็เพราะเธอเบาบางลงบ้าง แค่นี้เธอก็พอใจมากแล้วจะให้เรียนอะไร หรือช่วยงานตรงไหนเธอก็พร้อมจะทำตาม

“ตอนนี้แหม่มเรียนสาขาฟื้นฟูสภาพ สี่เดือนจบใช่มั้ย แหม่มอยากเรียนสาขาอื่นต่อมั้ย ถ้าอยากเรียนพี่ก็จะให้เรียน” กาวินเอ่ยถาม

“แหม่มอยากเรียนสาขาพยาบาลศัลยกรรมอุบัติเหตุค่ะ มันน่าจะเป็นประโยชน์กับงานของเรา” เธอเงยหน้ามาตอบ

“อืม ก็ดี แต่ก็คงต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ถ้าเขาเปิดให้เรียนเมื่อไหร่ก็บอกพี่แล้วกันนะ” กาวินตอบ

“ค่ะ” หญิงสาวรับคำสั้นๆ เช่นเคย

“งั้น แม่ว่าเดือนหน้าแม่กับพ่อจะกลับกรุงเทพก่อน แหม่มกับหม่อนอยู่ที่นี่ก็มีพี่เขาดูแลดีอยู่แล้ว แม่ก็หมดห่วง” นางนวลตองเอ่ยขึ้น

“อ้าว กลับไปทำไมล่ะครับ ไม่อยู่ด้วยกันซะที่นี่เหรอครับ คุณอาประชาจะได้รักษาตัวให้หายดี” กาวินวางช้อนที่กำลังจะตักอาหารใส่ปากถามขึ้นอย่างแปลกใจ

“ตอนนี้อาเขาก็อาการดีขึ้นมากแล้วล่ะ แม่อยู่รบกวนนานๆ ก็เกรงใจ ไหนจะห่วงเจ้าแมนมัน ให้อยู่บ้านคนเดียวไม่ค่อยวางใจ” นางนวลตองตอบกลับสีหน้าเป็นกังวลเมื่อคิดถึงมุขพลบุตรชายคนสุดท้องที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ในกรุงเทพฯ กาวินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

อินทรอยู่ในห้องกระจกเล็กๆ ที่โรงเรือนกล้วยไม้ ซึ่งทำเป็นออฟฟิศและมีบ้านพักหลังขนาดย่อมอยู่ไม่ไกลกันนัก เขาเพิ่งเร่งช่างทำจนเสร็จ ช่างเพิ่งจะมาเก็บอุปกรณ์กลับจึงสั่งให้คนงานทำความสะอาด ชายหนุ่มเงยหน้ามองไปยังรถที่ขับเข้ามาแล้วยิ้มกว้างก่อนจะเดินออกไปรับ พิมพ์แขจอดรถเสร็จก็เปิดประตูรถเดินลงมา

“คุณแข ดีใจจังวันนี้คุณมาแต่เช้าเลย เดี๋ยวเราไปหาซื้อของแต่งบ้านกับออฟฟิศกันนะครับ วันนี้ช่างทำเสร็จแล้วมาดูสิครับ” อินทรยิ้มกว้างพร้อมคว้าแขนคนรักให้เดินตามตัวเองเข้าไปยังห้องออฟฟิศที่เพิ่งสร้างเสร็จ

“แขก็เลือกไม่เป็นด้วยสิคะ แขยังไม่ค่อยรู้รสนิยมของคุณเลยค่ะ” พิมพ์แขตอบกลับไป

“ผมยังไงก็ได้ แค่อยากให้คุณแขเลือกอย่างที่ชอบก็พอครับ”

“เอ่อ ก็ได้ค่ะ” พูดพลางกวาดสายตาดูภายในออฟฟิศ

“งั้นไป กันเลยนะครับ กลับมาคนงานคงทำความสะอาดเสร็จพอดี ผมอยากได้พวกโต๊ะทำงาน ตู้เก็บเอกสาร ชั้นวางของ เก้าอี้ โซฟา สำหรับออฟฟิศ และก็อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องครัวและในห้องนอนก็พวกตู้เสื้อผ้า โต๊ะ เตียงนอนและชุดเครื่องนอนและของแต่งบ้านอีกหลายอย่างให้คุณช่วยเลือกไปไว้ในบ้านด้วย” อินทรชวนพร้อมคว้าแขนเดินออกไปจากออฟฟิศทันทีอย่างคนใจร้อน

“เอ่อ แล้วเราไม่วัดพื้นที่ซะหน่อยเหรอคะ ว่าจะซื้ออะไรมาวางตรงไหนบ้าง เดี๋ยวซื้อมาแล้ววางไม่ได้นะคะ” พิมพ์แขพูดขึ้น

“คุณแขครับ ผมเป็นคนใช้โปรแกรม AutoCAD ออกแบบเอง ทั้งบ้านทั้งออฟฟิศ ทำไมผมจะจำไม่ได้ล่ะครับว่าพื้นที่ตรงไหนเท่าไหร่ ไปเถอะครับ ทุกอย่างมันอยู่ในหัวผมหมดแล้ว” อินทรตอบพลางหันกลับมาจูงมือคนรักที่ยังทำท่าลังเล

“คุณเป็นสถาปนิกด้วยเหรอคะ แขไม่ยักรู้” พิมพ์แขทำสีหน้าประหลาดใจ

“ถึงไม่ได้เรียนจบด้านนี้โดยตรงแต่ผมก็พอจะมีประสบการณ์ตอนทำงานที่ต้องทำงานร่วมกับสถาปนิกมาบ้างนิดหน่อยพอจะเอามาใช้งานได้ครับ ไปเถอะนะครับ ผมอยากเห็นภาพบ้านกับออฟฟิศของเราเสร็จสมบูรณ์เร็วๆ เดี๋ยวจะเสร็จไม่ทันวันเปิดฟาร์ม เหลือเวลาอีกแค่สี่ห้าวันเองนะครับ” พิมพ์แขพยักหน้าพร้อมก้าวเท้าตาม

เฟอร์นิเจอร์มากมายที่พิมพ์แขและอินทรสั่งมาถูกลำเลียงมาส่งอย่างต่อเนื่อง คนงานกุลีกุจอกันเข้ามาช่วยขนเข้าไปจัดไว้ตามที่ผู้เป็นนายบอก เพียงไม่นานข้าวของที่สั่งมาก็ถูกนำมาจัดวางและประดับประดาไว้ในออฟฟิศและในบ้านหลังย่อมอย่างสวยงาม

ทั้งสองคนกวาดสายตามองโดยรอบแล้วยิ้มให้กันอย่างเปี่ยมสุข สิ่งที่เขาทั้งคู่พยายามที่จะสร้างมันด้วยกันเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เงินที่มีเหลืออยู่จากการขายรถไปสองสามคันสามารถเนรมิตทุกอย่างให้สวยงามได้อย่างฝัน แต่สิ่งที่เขาสองคนต้องฝ่าฟันและจะต้องสร้างมันต่อไปในอนาคตนี่สิจะสำเร็จอย่างที่คิดหรือไม่ พิมพ์แขมองใบหน้าที่ยิ้มอย่างเปี่ยมสุขของอินทรแล้วอดคิดไปในทางกลับกันไม่ได้

สำเร็จสิ... มันจะต้องสำเร็จ เธอตอบตัวเองในใจ ยังไงเธอก็ต้องสู้จนกว่ามันจะสำเร็จ ก็เธอเป็นซุปเปอร์เซลล์นี่นา

พิมพ์แขให้กำลังใจตัวเองแล้วเดินวนดูรอบบ้าน แม้จะไม่ดูหรูหราเหมือนกับบ้านหลังใหญ่โตสไตล์โรมันของพ่อเลี้ยงอินคำ แต่มันก็เป็นบ้านที่ดูน่ารัก อบอุ่น และสวยงามมากทีเดียว

“คุณแขชอบมั้ยครับ” อินทรเอ่ยถาม

“ชอบค่ะ ดูอบอุ่นดีไม่ใหญ่โตจนเกินไป” 

“ครับ ผมก็ชอบ อยากได้บ้านที่ดูเหมือนบ้านแบบนี้มาตั้งนานแล้ว แต่เราคงไม่ได้นอนค้างที่นี่ทุกวันหรอกนะครับ เพราะแม่เขาอยากให้เราอยู่ที่บ้านโน้นมากกว่า ผมทำไว้เผื่อวันไหนเราทำงานกันดึกจะได้นอนค้างที่นี่ แล้วก็ตอนเที่ยงจะได้มีครัวไว้ทำอาหารทานกัน เพราะที่นี่อยู่ห่างไกลชุมชนร้านอาหารก็อยู่ไกล” อินทรตอบพร้อมกับรอยยิ้มกว้างแล้ววางแผนเป็นฉากๆ เช่นเคย

ทำอาหาร!... ตายล่ะยายแข เธอทำอาหารเป็นซะที่ไหนกัน พระเจ้า ฉันต้องทำอาหารหรือนี่ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องทำอาหารให้เขากิน เพราะคิดว่าอยู่บ้านหลังใหญ่ของอินทรก็มีคนทำอาหารให้กิน และเธอคงจะค่อยๆ ให้แม่เลี้ยงสร้อยดาราหัดให้ทำ แต่นี่เธอต้องทำอาหารให้เขากินตั้งแต่ยังไม่แต่งงานหรือนี่ หญิงสาวโอดครวญในใจ

โธ่เอ๋ย...ตำราอาหารมีขายเยอะแยะไป เธอกลัวอะไรกันยายแข กางตำราแล้วทำตามก็คงจะพอกินได้อยู่หรอกน่า ในที่สุดเธอก็หาคำตอบส่งเดชให้กับตัวเองได้เหมือนเคย

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะครับคุณแข” อินทรมองสีหน้าแปลกๆ ของคนรักแล้วเอ่ยถาม

“เปล่าค่ะ แต่แขกลัวคุณอินทรกินอาหารฝีมือแขไม่ได้นะสิคะ ขนาดไข่เจียวคุณก็รู้รสชาติแล้วนี่คะว่ามันแย่แค่ไหน” สีหน้าเธอมีรอยกังวลอย่างเห็นได้ชัด อินทรอมยิ้มก่อนตอบกลับ

“ผมก็ไม่ได้หวังว่าคุณแขจะทำอาหารได้เก่งระดับภัตตาคารนี่ครับ เราช่วยกันทำก็ได้ ผมอยู่เมืองนอกก็ทำอาหารง่ายๆ กินเอง ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกนะครับ” ชายหนุ่มพูดให้คนรักสบายใจพร้อมเอามือขยี้หัวเธอเบาๆ อย่างเอ็นดู

“งั้นเราไปที่เรือนกล้วยไม้กันเถอะนะครับ นี่ก็เย็นมากแล้ว ผมกำลังคิดว่าเราจะให้อะไรเป็นของขวัญสำหรับแขกคนสำคัญที่มาในงานดี” อินทรพูดขึ้นพร้อมโอบไหล่คนรักให้เดินออกไปพร้อมกัน

“แขกคนสำคัญ...” พิมพ์แขทวนคำ

“ครับ แขกคนสำคัญคนนึงที่ทำให้ฝันของผมเป็นจริงไงครับ” อินทรตอบ พิมพ์แขเงยหน้ามามอง

“ใครคะ” เธอถามย้ำ

“ก็คุณอลงกรณ์ไงครับ ถ้าเขาไม่ซื้อรถผมวันนั้นผมคงยังตัดสินใจทำอะไรแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ” คำตอบของอินทรทำให้พิมพ์แขต้องแอบเบะปากเมื่อนึกถึงอลงกรณ์ผู้ชายที่เคยเป็นอดีตคนรักที่ไม่เคยจริงใจกับผู้หญิงคนไหนมากไปกว่ารถสปอร์ตและผลประโยชน์ทางธุรกิจ

“แขกคนสำคัญที่ขโมยเงินเก้าล้านของคุณไปน่ะเหรอคะ” เธอพูดอย่างอดหมั่นไส้ไม่ได้

“ขโมยที่ไหนกันครับ ผมยอมให้เขากดราคาผมเองต่างหาก ดูสิตอนนี้เราได้อะไรกลับมาตั้งเยอะแยะ ดีกว่าเอารถมาจอดไว้เฉยๆ ในโรงรถเป็นไหนๆ” ชายหนุ่มกวาดสายตามองโดยรอบ ที่ดินรกร้างว่างเปล่าห้าสิบกว่าไร่ตอนนี้แปรสภาพมาเป็นโรงเรือนกล้วยไม้หลายโรงเรือนที่อยู่เรียงกันเป็นแถว มีบ้านหลังเล็กๆ หนึ่งหลัง ออฟฟิศหนึ่งหลังที่มีห้องแลปทดลองการเพาะและขยายพันธุ์กล้วยไม้ และด้านหลังเป็นเรือนแถวสำหรับเป็นที่พักของคนงาน

อินทรพาพิมพ์แขไปยังโรงเรือนกล้วยไม้ซึ่งเป็นโรงเรือนกล้วยไม้ตระกูลหวายซึ่งปลูกไว้สำหรับตัดดอกขายเพราะออกดอกตลอดปี ตอนนี้บ้างกำลังออกดอกตูม บ้างก็บานสะพรั่งหลากสีสัน

“ดอกกล้วยไม้พวกนี้บางส่วนผมตั้งใจจะตัดไปประดับในงานวันเปิดฟาร์มของเรา ส่วนที่เหลืออีกสี่ห้าวันคงบานพร้อมกันหมด เอาไว้ให้แขกได้เดินเข้ามาชม ตอนนี้ให้ช่างเขาจัดตกแต่งสวนบริเวณทางเข้าฟาร์มของเราอยู่ ใช้กล้วยไม้ตระกูลหวายนี่แหละปลูกประดับไว้ตามต้นไม้ให้ทั่ว เพราะมันออกดอกทั้งปี โชคดีตอนที่เขาปรับพื้นที่ผมให้เขาเหลือต้นไม้ตรงทางเข้าไว้เยอะ ถ้าเอากล้วยไม้ไปปลูกไว้บนต้นไม้พวกนั้นคงสวยมากทีเดียว” อินทรเล่าแผนการให้คนรักฟัง

“ค่ะ คงจะสวยมาก แล้วไหนล่ะคะของขวัญสำหรับแขกคนสำคัญของคุณ” พิมพ์แขเอ่ยถาม

“ผมกำลังคิดอยู่ครับว่าจะให้กล้วยไม้ต้นไหนกับคุณอลงกรณ์ดี” พิมพ์แขเงยหน้ามองอินทรแล้วส่ายหน้าน้อยๆ

“แขไม่คิดว่าเขาจะชอบกล้วยไม้หรอกนะคะ คนอย่างนายอลงกรณ์นั่นไม่สนใจอะไรทีที่สวยงามบอบบางแบบนี้หรอกค่ะ เขาไม่ใช่ผู้ชายที่อ่อนโยนรักธรรมชาติอย่างที่คุณเป็นหรอกนะคะ” พิมพ์แขทำหน้าไม่เห็นด้วยแถมด้วยคำคัดค้านอย่างรู้นิสัยคนรักเก่าของเธอเป็นอย่างดี

“ยิ่งรู้แบบนี้ผมยิ่งต้องให้กล้วยไม้กับเขา เขาจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างที่ผมได้สัมผัส บางทีมันอาจจะเปลี่ยนให้เขาเป็นคนจิตใจอ่อนโยนลงก็ได้นะครับ” พูดพลางพาเดินออกไปยังอีกโรงเรือนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กัน

“แค่กล้วยไม้ต้นเดียวเนี่ยนะคะ จะเปลี่ยนนายคนนั้นได้” พิมพ์แขยิ้มอย่างเห็นขัน

“ก็ไม่แน่นะครับ อ้อ ผมนึกออกแล้ว ผมว่าผมให้รองเท้านารีกับเขาไปสักต้นก็แล้วกันนะครับ สามารถเอาไปวางที่โต๊ะทำงานได้ สวยแปลกตาดี” พูดพลางเดินไปหยิบกระถางต้นรองเท้านารีที่กำลังแทงดอกขึ้นมาพิศดู

“แขสงสารมันจังค่ะ แขว่ามันคงแห้งตายคาโต๊ะทำงานของเขานั่นแหละ เขาคงดูแลมันไม่ได้หรอกนะคะ หาอย่างอื่นให้ไปดีกว่าค่ะ แขว่าดอกกล้วยไม้พลาสติกเหมาะที่สุด” พิมพ์แขทำสีหน้ากังวลพร้อมเสนอทางออกให้ อินทรอมยิ้มก่อนเย้ากลับ

“คุณแขครับ คุณแขกำลังทำให้ผมรู้สึกว่าคุณแขรู้ใจคุณอลงกรณ์มากกว่ารู้ใจผมนะครับ” พิมพ์แขชะงักเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ

“เปล่านะคะ แค่ไม่รู้เป็นอะไรยิ่งนานวันแขยิ่งไม่ชอบเขามากขึ้นทุกทีต่างหากล่ะคะ” อินทรคลี่ยิ้มพร้อมวางกระถางรองเท้านารีลงไปที่เดิมแล้วเอามือโอบไหล่คนรักเดินชมกล้วยไม้ภายในโรงเรือนที่บ้างก็เริ่มแทงช่อดอก บ้างก็ออกดอกบานสะพรั่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป