บทที่ 8 น่าสนใจ

ประตูห้องทำงานที่ถูกผลักเข้ามาทำให้มัทนพรต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง เห็นคนที่เปิดประตูเข้ามาแล้วเธอเกือบเผลอหลุดทำสีหน้าเบื่อหน่ายออกไป

“คุณอลงกรณ์  เอ่อ ไม่ทราบบ้านพักมีปัญหาอะไรเหรอคะ” เธอถามด้วยสีหน้าสงสัย “บ้านพักเรียบร้อยดีครับ สวยงาม สะอาดสะอ้านดี แต่ผมไม่มีเสื้อผ้าใส่” แล้วเขาก็หลุดประโยคสุดท้ายออกไปอย่างทื่อ ๆ

‘ตาบ้าเอ้ย ไม่เอาเสื้อผ้ามาแล้วจะมีใส่ได้ยังไง แล้วยังมีหน้ามาบอกคนอื่นเขาอีก’ หญิงสาวตรงหน้าอดก่นด่าในใจไม่ได้ก่อนจะฉีกยิ้มเพื่อมารยาทแล้วตอบว่า

“ก็คุณไม่ได้เอาเสื้อผ้ามานี่คะ”

“ครับ ผมไม่ได้เอามา” ตอบชัดถ้อยชัดคำ

“แล้วมาบอกฉันทำไมคะ” เธอเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ

“ก็ผมจะชวนคุณไปเป็นเพื่อนผมซื้อเสื้อผ้าไงครับ ผมไม่รู้จักเส้นทางแถวนี้เลย และที่นี่ผมก็รู้จักคุณคนเดียว ตอนแรกคิดว่าจะได้มาเจอคุณกาวินแล้วชวนเขาไปเป็นเพื่อน แต่นี่เขาไม่อยู่ ผมคงต้องรบกวนคุณแล้วละครับ ไม่งั้นดึกกว่านี้ร้านคงจะปิดหมด”  ตอบแล้วยิ้มมุมปากพลางคิดว่าในที่สุดก็หาโอกาสอยู่ใกล้เธอจนได้ นายนี่มันสุดยอดจริง ๆ นายอลงกรณ์ เขายิ้มให้กับความสำเร็จของตัวเอง

‘ผู้ชายเจ้าเล่ห์อย่างนายคิดเหรอว่าฉันจะรู้ไม่ทัน ทีขับรถจากกรุงเทพมาลำปางได้ ทำไมจะไปตัวเมืองลำปางไม่ถูก เอาเถอะฉันจะแกล้งโง่สักครั้ง อยากรู้จริง ๆ ไอ้ตี๋ชีกออย่างนายจะมาไม้ไหน ยังไงซะวันนี้นายคงไม่กล้าทำอะไรฉันหรอก’ เธอคิดในใจ

“ก็ได้ค่ะ ฉันจะพาคุณไปห้างสรรพสินค้าในเมือง แต่บอกก่อนนะคะว่าฉันเองก็เพิ่งมาอยู่ที่นี่ อาจจะพาคุณหลงทางก็ได้ ถ้าคุณจะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทัน”

“โอ้ ไม่ครับ ไม่เปลี่ยน หลงทางก็ดีครับ เอ้ย หลงทางก็ไม่เป็นไรครับ ผมขอแค่มีเพื่อนนั่งรถไปด้วยก็พอ ไปกันเถอะนะครับเดี๋ยวจะมืดซะก่อน” พูดจบก็ผายมือให้หญิงสาวเดินนำไปข้างหน้า มัทนพรเดินนำไปที่รถของตัวเองตรงลานจอดรถด้านหน้าส่วนต้อนรับซึ่งจอดไม่ห่างจากรถสปอร์ตของอลงกรณ์มากนัก

“อ้าว ไม่ไปรถผมเหรอครับ รถผมน่าจะนั่งสบายกว่านะครับ” อลงกรณ์ท้วงขึ้นเมื่อมัทนพรเดินไปเปิดประตูรถของตัวเอง

“ฉันไม่ชอบนั่งรถสปอร์ตค่ะ ถ้าคุณจะให้ฉันไปเป็นเพื่อน คุณก็ต้องไปรถฉันค่ะ” ตอบเสร็จก็คิดเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง ‘เรื่องอะไรฉันจะไปรถนายล่ะไอ้หน้าตี๋ ฉันเก็บรถนายไว้เป็นตัวประกันที่นี่แหละ ถ้านายไปรถฉันอย่างน้อยนายคงไม่กล้าทำอะไรฉัน ลองมาทำสิ อาวุธฉันมีพร้อม ทั้งสเปรย์พริกไทย ที่ช็อตไฟฟ้า นายได้ดับดิ้นคารถแน่ไอ้ตี๋ชีกอ’

“เอางั้นเหรอครับ ก็ตามใจครับ ไปรถคุณก็ได้ แต่แปลกจังทำไมคุณไม่ชอบนั่งรถสปอร์ตครับ” ถามพลางเปิดประตูรถญี่ปุ่นกลางเก่ากลางใหม่ขึ้นไปนั่งอย่างรู้สึกแปลกใจ

“ฉันมีค่ามากกว่าจะเป็นแค่ตุ๊กตาหน้ารถให้ใคร” พูดจบเธอก็สตาร์ตรถแล้วขับออกไป มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองลำปางเพื่อซื้อเสื้อผ้าให้ทันก่อนห้างสรรพสินค้าจะปิด เพราะดูท่าทางแล้วนายหน้าตี๋นี่คงจะไม่ถนัดสวมใส่เสื้อตลาดนัดแบบที่เธอซื้อใส่อย่างแน่นอน

แผนกเสื้อผ้าสุภาพบุรุษในห้างสรรพสินค้าใจกลางตัวเมืองลำปาง มีเสื้อผ้ามากมายหลายยี่ห้อจัดวางไว้เรียงรายไม่ต่างจากห้างสรรพสินค้าในเมืองหลวงของประเทศ

มัธนพรเดินตามหลังลูกค้าหนุ่มคนพิเศษของพี่เขย ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย ก็คนที่เดินเลือกซื้ออยู่ข้างหน้าคอยหันหน้ามาถามความคิดเห็นของเธออยู่ตลอดเวลา

“คุณว่าสีไหนดีครับ เทา หรือ ดำ” หยิบเสื้อสูทหรูที่กำลังเลือกซื้อเพื่อใช้สำหรับใส่ไปงานเปิดตัวฟาร์มกล้วยไม้ของอินทรในวันพรุ่งนี้ขึ้นมาขอความคิดเห็น

“ดำค่ะ” ตอบตัดบทไปทันทีเพื่อให้จบเรื่องไป ทั้งที่ยังไม่ได้พิจารณาดูด้วยซ้ำว่ามันดีกว่าจริงรึเปล่า

“ครับ ดำก็ดำ คุณคงชอบผู้ชายใส่สูทสีดำใช่ไหมครับ ผมจะจำไว้ เพราะคุณตอบโดยไม่ต้องคิดเลย”  ว่าแล้วก็ยื่นสูทสีดำให้กับพนักงานขาย ก่อนหันมาทำสายตากรุ้มกริ่ม หญิงสาวส่ายหน้าน้อย ๆ แอบทำหน้าละเหี่ยใจ

“คุณซื้อของครบรึยังคะ” เธอเอ่ยถามขึ้น

“ก็เกือบครบแล้วล่ะครับ ขาดถุงเท้ากับ เอ่อ .... กับ...” ตอบตะกุกตะกัก

“กางเกงในใช่ไหมคะ” ฉันเห็นตรงโน้นมีขายค่ะ พูดจบก็เดินนำไปข้างหน้าโดยไม่สนใจชายหนุ่มที่ยืนอึ้งกับคำพูดตรง ๆ อยู่ด้านหลังแม้แต่น้อย อลงกรณ์เดินตามมาพร้อมดูที่ชั้นวางชุดชั้นในชายซึ่งแพ็คใส่กล่องพลาสติกใสวางเรียงราย ชายหนุ่มกวาดสายตามองดูชุดชั้นในชายหลากสีสันหลายยี่ห้อ หยิบมาพิจารณาแล้วก็วางอยู่หลายครั้ง คนที่ยืนรออยู่ข้างหลังอดรู้สึกรำคาญไม่ได้ จึงเดินมาหยิบส่งไปให้กล่องหนึ่งจะได้รีบกลับซะที

“เอากล่องนี้แล้วกันค่ะ” เธอหยิบส่งให้

“คุณชอบสีขาวเหรอครับ แล้วรู้ได้ยังไงว่าผมใส่ไซซ์นี้” หันมาถามคนที่ส่งให้อย่างอึ้ง ๆ เพราะไม่คิดว่าหน้าหวาน ๆ แบบไทยแท้เช่นนี้จะไม่รู้สึกเขินอายสักนิดที่จะต้องมายืนเลือกซื้อชุดชั้นในชายกับชายหนุ่มที่เพิ่งรู้จักแค่สองชั่วโมง

“ฉันเคยเป็นเซลล์ขายถุงยางอนามัย ก็พอจะเดาได้ค่ะว่า... คุณควรจะใส่ไซซ์ไหน ส่วนนี่ก็ถุงเท้าค่ะ คุณจะได้ไม่ต้องถามความคิดเห็นฉันอีก จะได้กลับบ้านซะที” ว่าแล้วก็กระตุกยิ้มมุมปาก ‘คิดว่าฉันจะอายเหรอ ฝันไปเถอะไอ้หน้าตี๋’ เสียงสะท้อนขึ้นในหัวของเธอ

“หือ...” อลงกรณ์ก้มลงมองเป้ากางเกงตัวเองอย่างตกใจ ใบหน้าสีขาวจัดนั้นสาดสีแดงอย่างเห็นได้ชัด

‘ผู้หญิงอะไรนะพูดออกมาได้อย่างไม่มีอาการเขินอายสักนิด นี่แสดงว่าหล่อนมองปุ๊บก็เห็นทะลุไปถึงไหน ๆ แล้วสิ’ คนคิดออกอาการอึ้งกิมกี่ก่อนจะส่งทั้งสองกล่องให้กับพนักงานขายพร้อมกับบัตรเครดิต แล้วหันมาหาหญิงสาวที่ยืนทำหน้าเรียบเฉยอยู่ข้าง ๆ

“เอ่อ มันเป็นการชอปปิงที่ใช้เวลาน้อยที่สุดที่ผมไปชอปปิงกับผู้หญิงเลยครับ” ชายหนุ่มพูดขึ้นระหว่างรอพนักงาน เพราะอุตส่าห์จะหาเรื่องพูดคุยถามความคิดเห็นเพื่อว่าจะยื้อเวลาให้เธออยู่ด้วยนาน ๆ กลับกลายเป็นว่ายิ่งโดนรวบรัดตัดความทำให้มันเร็วขึ้นซะอีก

“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่คุณชอบหรอกค่ะ เพราะฉันไม่ชอบเดินชอปปิงนาน ๆ มันเสียเวลา และฉันก็ไม่มีเงินมากมายมาซื้อของด้วย เลยไม่รู้ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่เขาชอปปิงกันยังไง กลับกันเถอะนะคะ นี่ก็เกือบจะทุ่มนึงแล้ว” ยกมือซ้ายขึ้นมองนาฬิกาที่ข้อมือก่อนจะชวนกลับเมื่อพนักงานขายเอาถุงสินค้ามาให้พร้อมกับสลิปบัตรเครดิต อลงกรณ์เซ็นชื่อในสลิปแล้วรับถุงกระดาษมามาถือไว้ ก่อนจะหันมองหญิงสาวที่เดินนำหน้ากลับไปที่รถ

“เฮ้อ! ทำไมเป็นผู้หญิงแปลกประหลาดแบบนี้นะ ต่อมความรู้สึกด้านชาหรือยังไง แต่ก็...น่าสนใจไปอีกแบบ”  พึมพำกับตัวเองแล้วอมยิ้มนิด ๆ ยักไหล่น้อย ๆ อย่างเคยชิน ก่อนจะก้าวเท้ายาว ๆ เดินตาม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป