บทที่ 2 บทที่ 1 อย่าบอกคุณแม่น้องข้าวปั้น
บทที่ 1 อย่าบอกคุณแม่น้องข้าวปั้น
ร้านน้ำเต้าหู้เจ้าดังของอำเภอเขาลาย ช่วงสายประมาณเก้าโมงเช้าก็ขายหมดเกลี้ยงแทบทุกอย่าง
สายฟ้ากำลังช่วยคุณนายบัวเจ้าแม่เงินกู้รายใหญ่ของอำเภอเขาลายเก็บล้างอุปกรณ์ต่างๆ ท่าทางดูขะมักเขม้น
“ไม่ต้องมาช่วยป้าทุกวันก็ได้นะฟ้า แค่ช่วยงานกำนันชัยก็คงไม่มีเวลาให้พักแล้ว”
คุณนายบัวหญิงวัยกลางคนรูปร่วงอวบเล็กน้อย ผิวพรรณขาวผ่องบ่งบอกฐานะที่ร่ำรวย
“ไม่เป็นไรครับป้าบัว ขอแค่น้ำเต้าหู้ฟรีทุกเช้าก็พอแล้วครับ” สายฟ้าตอบพร้อมรอยยิ้มนอบน้อม
กับแม่สายฟ้ายังไม่ได้พูดดีขนาดนี้ เวลาสายฟ้าคุยกับเจ๊สายฝนมีแต่ชอบแหย่และกวนให้แม่ความดันขึ้น
“ขอบใจๆ”
สายฟ้ามองเข้าไปในบ้านของคุณนายบัวแล้วก็ชะเง้อคอมองแบบนี้อยู่ทุกวัน
คุณนายบัวคือแม่ของข้าวหอม แต่ที่เขามาทำแบบนี้แค่เพราะอยากกินน้ำเต้าหู้เฉยๆไม่ได้หวังอะไรเลยจริงๆ
หลังจากวันที่เลิกกันก็ผ่านมาเกือบสี่ปีแล้ว แรกๆเขาก็เสียใจจนไม่เป็นผู้เป็นคน
เสียใจได้ประมาณหนึ่งเดือนก็โดนกำนันชัยและเจ๊สายฝนจิกหัวให้กลับมาช่วยงานที่บ้าน
ความเสียใจเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเคืองที่คนน้องมาทิ้งกันไปง่ายๆทั้งที่คบกันมาหลายปี
คิดจะเลิกกันก็หนีหายออกไปจากชีวิตของเขาอย่างไร้ร่องรอย
ทุกวันนี้เวลาเมาสายฟ้ายังด่าแฟนเก่าอย่างข้าวหอมอยู่เลย มันกลายเป็นเรื่องฝังใจของเขามาตลอด
ตอนที่น้องเรียนจบก็คิดว่าถ้ากลับมาจะตามมาด่าถึงบ้านให้อายไปเลย แต่รอแล้วรอเล่าน้องก็ไม่กลับมา
คุณนายบัวบอกกับสายฟ้าว่าข้าวหอมไปเรียนต่อต่างประเทศ สงสัยจะไปอยู่กับผัวใหม่ถึงได้ไม่ยอมกลับบ้านหลายปี
พอได้ยินแบบนั้นสายฟ้าแทบจะจองตั๋วเครื่องบินไปหาข้าวหอมทันที แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเราเลิกกันไปแล้วจะไปทวงถามในฐานะอะไร
ทิ้งกันไปแล้วไปอยู่กับผัวใหม่สบายใจ มันน่าโมโหที่หลอกให้เขารักมาตั้งหลายปี
ตอนจีบก็จีบยากเหลือเกิน สุดท้ายก็ทิ้งกันไม่ไยดี
ระหว่างที่สายฟ้ากำลังก่นด่าแฟนเก่าในใจก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆกำลังวิ่งมาทางเขา พอมองก็เห็นว่าเป็นเด็กน้อยประมาณสามขวบที่วิ่งมาแอบใต้โต๊ะที่เขากำลังทำความสะอาด
“พี่ชายสุดหล่ออย่าบอกคุณแม่นะครับว่าปั้นแอบอยู่ตรงนี้ ชู่วววว” เจ้าตัวว่าแล้วก็หัวเราะคิกคักชอบใจ
สายฟ้ายังไม่ทันได้เห็นหน้าเพราะเด็กน้อยวิ่งเร็ว เขานึกเอ็นดูจึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ปล่อยให้น้องหลบอยู่อย่างนั้นประมาณห้านาที
“ฟ้ามาช่วยป้ายกหม้อหน่อยลูก”
เสียงคุณนายบัวตะโกนเรียก สายฟ้าละความสนใจจากเด็กคนนั้นและไปช่วยคุณนายบัวเก็บของต่อ
ณ บ้านวรากุล
ช่วงเย็นเวลาประมาณเกือบหกโมงเย็นในวันเดียวกันภายในบ้านวรากุลนั่งรวมกันที่โต๊ะอาหารเหมือนทุกวัน
บนโต๊ะไม้ทรงกลมเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายเมนูหน้าตาน่าทาน แต่บรรยากาศกลับไม่คึกคักเหมือนเคย
คุณนายบัวและเสี่ยเปี๊ยกนั่งอยู่ตรงข้ามกับลูกสาวคนเล็กของพวกเขา
ข้าวหอมนั่งก้มหน้า ไม่กล้าเงยหน้าสบตากับบุพการีทั้งสอง เธอไม่เคยบอกป๊ากับคุณแม่เลยว่าเธอเคยท้องและมีลูกที่โตขนาดนี้แล้ว
ตอนที่ตัดสินใจกลับมาบ้านก็กะทันหันไม่ทันได้คิดถึงเหตุผลดีๆที่จะใช้แก้ตัว
พอถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับทั้งสองคนก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรให้ทั้งสองให้อภัย
“ที่ไม่ยอมกลับบ้านเพราะแบบนี้เหรอข้าวหอม” ป๊าถามเสียงเข้มพร้อมกับใบหน้านิ่งๆ
“โอ๊ตพาข้าวปั้นไปเล่นตรงนู้นก่อน”
เฮียข้าวโอ๊ตพี่ชายเพียงคนเดียวของข้าวหอมช้อนตัวลูกชายของเธอไปนั่งตรงหน้าทีวี เพื่อไม่ให้เด็กน้อยที่อายุเพียงแค่สามขวบต้องมาได้ยินเรื่องแบบนี้
“ป๊าก็อย่าดุลูกนักเลยแค่นี้ข้าวหอมก็ลำบากมากแล้ว”
คุณนายบัวเป็นแม่ที่ใจดีเสมอ ไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่เคยโมโหหรือดุด่าลูกๆเลยสักครั้ง
“หอม...หอมขอโทษค่ะ” เสียงสั่นๆตอบออกไป
จนถึงตอนนี้ข้าวหอมก็ยังไม่กล้าเงยหน้ามองป๊ากับคุณแม่เพราะความรู้สึกผิดที่ทำให้ทั้งสองคนผิดหวัง
ป๊ากับคุณแม่ทำงานหนักเพื่อที่จะให้เธอและพี่ชายมีชีวิตที่ดี ข้าวหอมเห็นมาตั้งแต่เด็กและก็ซาบซึ้งมาตลอด
ป๊าที่คอยดูแลร้านทองของที่บ้านจนแทบไม่มีวันหยุด คุณแม่ก็ตื่นตั้งแต่ตีสามตีสี่เพื่อไปขายน้ำเต้าหู้และปล่อยเงินกู้อีก
ลูกหนี้ส่วนใหญ่ก็ทวงยาก บางครั้งคุณนายบัวก็โดนลูกหนี้ชี้หน้าด่าทั้งๆที่เป็นฝ่ายให้ยืมเงิน
“ทำไมไม่บอกป๊า”
เสียงของป๊ายังคงนิ่งเรียบ
ข้าวหอมค่อยๆเงยหน้ามองทั้งสองด้วยน้ำตาที่อาบทั้งสองแก้มของเธอ
ข้าวหอมคือความภาคภูมิใจของครอบครัวเสมอมา ตั้งแต่ป.1จนจบมหาลัยแทบจะได้เกรดสี่รวดมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือกิจกรรมข้าวหอมทำได้ดีเสมอ
พอมาวันหนึ่งที่เธอก้าวพลาดไป มันยิ่งทำให้ความรู้สึกผิดมากกว่าคนปกติทั่วไป
“หอมไม่กล้าค่ะ”
“คิดว่าป๊าจะบังคับให้ไปเอาเด็กออกหรือไงข้าวหอม” ป๊าเริ่มใช้เสียงที่ดังขึ้น
เสี่ยเปี๊ยกเห็นข้าวโอ๊ตเอามือปิดหูข้าวปั้นก็ไอสองสามทีและใช้เสียงที่เบาลง
“หอมขอโทษค่ะ หอมผิดไปแล้ว”
ข้าวหอมส่ายหน้าพัลวันด้วยความรู้สึกผิดที่สุมอยู่ในอก
อาหารบนโต๊ะคงจะเย็นชืดไปหมดแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครให้ความสนใจ
“ป๊าลูกร้องไห้แล้วนะ”
คุณนายบัวแตะแขนสามีให้เขาปรับอารมณ์ให้เย็นลง
ไม่จำเป็นที่จะต้องดุด่าลูกมากมาย ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วก็แค่ใช้ชีวิตต่อไปให้ดีก็พอ
หลานชายก็ตัวขาวอวบหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มซะขนาดนี้ แต่เอ๊ะมองไปมองมาก็คุ้นตาอยู่ ข้าวหอมเองก็เรียนจบมาหลายปีแล้วไม่มีอะไรให้ต้องอายใคร
ดีเสียอีกที่จะได้อุ้มหลานไวๆ หากรออีกสักห้าปีก็คงไม่มีแรงวิ่งตามหลานแล้ว
“อะแฮ่ม! แล้วนี่พ่อข้าวปั้นล่ะ” เสี่ยเปี๊ยกใจอ่อนทันทีที่เห็นน้ำตาของลูกสาว
คนเป็นพ่อแค่เห็นว่าลูกสาวร้องไห้ก็ดุไม่ลงแล้ว ข้าวหอมคือแก้วตาดวงใจของคนทั้งบ้านจะให้เขาใจร้ายกับลูกได้ยังไง
“เลิกกันแล้วค่ะ” ข้าวหอมตอบเสียงแผ่ว
เมื่อโดนซักไซ้มากๆ ข้าวหอมก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีก้อนบางอย่างมาขวางที่ลำคอ แต่ละคำกว่าจะเปล่งออกไปได้ไม่ง่าย
“เลิกกันแล้ว!”
ปัง!
เสียงทุบโต๊ะดังขึ้นทำให้ข้าวปั้นหันมามองพร้อมเอียงคอ
“เลิกแล้วก็เลิกไปหลานคนเดียวป๊าเลี้ยงได้”
พอหลานมองก็ไม่กล้าดุลูกอีก ทำได้แค่ปล่อยให้ผ่านไป
“ป๊า” ข้าวหอมเรียกป๊าเสียงสั่นเครือ
หยาดน้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วกลับมาอาบย้อมอีกครั้ง
“เอาเถอะๆ ไม่ต้องร้องแล้วไม่อายลูกรึไง” เสี่ยเปี๊ยกถามลูกน้ำเสียงตำหนิแต่ในใจไม่ได้โกรธเคืองลูกสาวแต่อย่างใด
ข้าวหอมมองหน้าป๊ากับคุณแม่ของเธอแล้วก็ต้องสะท้อนใจ ที่ผ่านมาไม่รู้ว่ามัวแต่กลัวอะไรอยู่ถึงได้หนีไปแบบนั้น
“ไม่ ฮึก ไม่อายค่ะ”
ข้าวหอมปาดน้ำตาจนแก้มนุ่มขึ้นรอยแดง
เหตุผลที่ตอนนั้นข้าวหอมตัดสินใจเก็บลูกไว้ก็เพราะเธอมีครอบครัวที่ดีและอบอุ่นแบบนี้
คุณแม่ที่ใจดีและอ่อนหวาน ป๊าดูเหมือนจะดุแต่ก็ใจอ่อนตลอด
ยังมีพี่ชายที่ชอบแกล้งเธอแต่ก็ปกป้องทุกครั้งที่มีคนมารังแก
ครอบครัวเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับข้าวหอมมาก ทำให้เธอในวัยยี่สิบเอ็ดตัดสินใจหอบลูกในท้องไปเรียนและสอบจนจบปริญญาตรี อย่างน้อยก็ไม่ผิดหวังเรื่องเรียน
“พอๆ กินข้าวได้แล้ว” คุณนายบัวบอกปัดและรีบเดินไปอุ้มหลานชายมานั่งบนตักเพื่อที่จะป้อนข้าว
การตัดจบบทสนทนาของคุณแม่ทำให้ทุกคนต้องหยุดเรื่องทั้งหมด เพราะทุกคนในบ้านจะต้องตามใจคุณแม่
“ข้าวปั้นชอบกินไก่ทอดไหมลูก เดี๋ยวคุณยายหยิบให้” คุณนายบัวไม่สนใจว่าคนอื่นยังไม่ได้ตักกินก็ตักเอาน่องไก่มาไว้ในจานหลานชาย
“ข้าวปั้นอยากกินบล็อกโคลี่ครับคุณยาย แม่ข้าวหอมบอกว่าผักมีประโยชน์”
เด็กน้อยวัยสามเกือบสี่ขวบพูดเจื้อยแจ้ว แก้มกลมทั้งสองข้างขยับไปมาจนมาขึ้นสีระเรื่อ พาให้ทุกคนเอ็นดู
จริงๆไก่ทอดข้าวปั้นก็ชอบ แต่อยากหุ้รยายภูมิใจ
“ข้าวปั้นของคุณยายเก่งจังเลยรู้จักกินผักด้วย”
คุณยายบัวของน้องข้าวปั้นชมหลานไม่หยุดปาก
ฝั่งเสี่ยเปี๊ยกก็มองหลานชายด้วยความเอ็นดู
ถึงแม้ก่อนหน้าจะไม่พอใจอยู่บ้างแต่ข้าวปั้นน่ารักขนาดนี้จะให้โกรธได้ยังไง ต้องยอมรับเลยว่าข้าวหอมเลี้ยงข้าวปั้นมาได้ดีมากจริงๆ
