บทที่ 1 บทนำ

เสียงเครื่องยนต์นั้นดังกลบทุกสิ่ง...

“เวร!”

ร่างสูงกำยำของ ‘คีดีน’ สบถออกมาในขณะที่กำพวงมาลัยรถแน่นจนสั่น แอสตัน มาร์ตินของเขานั้นสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด เพราะตอนนี้เขาอยู่ในสนามแข่งรถ มันน่าโมโหที่ตอนแรกเขากะจะมาเพื่อแค่ขับรถราคาแพงระยับแล่นยั่วน้ำลายพวกห่วยแตกหลายๆ คนเท่านั้น แต่มันกลับไม่เป็นดังหวัง เมื่อศัตรูตัวฉกาจของเขาปรากฏตัวขึ้นมา

‘เครย์’ คนที่พิงรถสูบบุหรี่เย้ยเขาอยู่ตรงนั้นนั่นแหละตัวปัญหาใหญ่ มันเพิ่งท้าเขาเมื่อกี้ให้ลงแข่ง น่าหงุดหงิดชะมัด! มันนี่เกิดมาเพื่อขัดความสุขของเขาซะจริง!

แล้วอะไร... อะไรที่หมอนั่นดันมีกติกาในการแข่งสุดเส็งเคร็ง

นั่นก็คือตุ๊กตาหน้ารถ...

แม่งบ้าชัดๆ! เวร! ที่มันลงกติกาได้ก็เพราะมันพาผู้หญิงมาด้วยในวันนี้ และมันก็บ้ากว่าที่เขาดันปฏิเสธไม่ได้เพราะศักดิ์ศรีที่แม่งค้ำคออยู่!!

“บัดซบ!” คีดีนสบถออกมาอีกครั้งในขณะที่ทุบพวงมาลัยแรงๆ อย่างไม่ถนอมมือ เขาเปิดอู่ซ่อมรถเป็นของตัวเองอยู่ แถมบ้านก็รวยล้นฟ้าจนมีเงินทองใช้ไม่หวาดไม่ไหว กระทบกระเทือนแค่นี้ไม่เป็นอะไรหรอก ไม่สน!

เพราะปัญหาใหญ่โคตรของเขาในตอนนี้คือการหาผู้หญิงสวยๆ คนหนึ่งมาเป็นตุ๊กตาหน้ารถให้ ซึ่งที่แม่งใหญ่กว่าก็คือเขายังหาไม่เจอ!

บัดซบ! บัดซบกว่านี้มีอีกมั้ย!!

พี่เครย์... ทิ้งฉันให้อยู่คนเดียวอีกแล้ว

ฉันนั่งอยู่บนจุดพัก ทำหน้าเบ้อยู่ตรงนั้นแหละ สายตาก็จ้องมองลูกพี่ลูกน้องที่ยืนพิงรถอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างน้อยอกน้อยใจ วันนี้พี่เครย์พาฉันออกมาข้างนอก แล้วก็เลยออกมาที่นี่อีกที มันเป็นสนามแข่งรถ ซึ่งฉันก็ไม่เคยมาที่นี่มาก่อนด้วย ไม่คุ้นชินเลยกับเสียงเครื่องยนต์ แล้วก็ผู้ชายกับผู้หญิงท่าทางจัดจ้านแบบนั้นด้วย

ไหนบอกว่ามาแปปเดียวก็กลับยังไงล่ะ หลอกกันชัดๆ เลย

“น่าเบื่อจัง... อยากกลับบ้านจังเลย” ฉันบ่นงึมงำออกมาคนเดียว ในขณะที่นั่งมองนู่นมองนี่ไปเรื่อยเพราะไม่รู้จะทำอะไร จนมาสะดุดอยู่ตรงรถสีแดงเพลิงคันหนึ่ง มีคนเปิดประตูรถออกมาแล้วกระแทกประตูปิดสุดแรงจนฉันที่นั่งอยู่ห่างออกไปยังสะดุ้งสุดตัว

ร่างสูงของผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาด้วยท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยงสุดๆ เขาใส่เสื้อกล้ามสีเทาเผยให้เห็นกล้ามแขนกำยำ ใบหน้าคมคายแต่ดูดุดันทำให้ฉันเลือกที่จะผิวปากและหันหนีไปมองทางอื่นแทน ขืนสบตาด้วยคงมีเรื่องแน่ๆ เลย ก็หน้าตาดูนักเลงซะขนาดนั้น

จนกระทั่ง...

“เฮ้ย เธอน่ะ” ฉันแอบสะดุ้งเมื่อจู่ๆ เสียงใครก็ไม่รู้ก็ดังขึ้นตรงหน้า พอเงยหน้าขึ้นไปมองก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเป็นผู้ชายคนนั้น ทะ... ที่เขาเปิดประตูที่แท้ก็มาหาเรื่องฉันเองยังงั้นเหรอ! “มองอะไรนักหนา ฉันหมายถึงเธอนั่นแหละยัยโง่”

หะ... หา

“ยะ... ยัยโง่เหรอ?”

“ก็เออน่ะสิ”

ยะ... หยาบคายที่สุด! ผู้ชายคนนี้ควรกลับไปเรียนหนังสือมาใหม่นะ “ฉันไม่ได้ชื่อยัยโง่สักหน่อย!”

“โว้ยยย! ช่างแม่งเถอะ มากับฉัน” ไม่พูดเปล่า เพราะต่อมาเขาก็ก้าวเข้ามาคว้าแขนของฉันเอาไว้แน่นจนรู้สึกเจ็บ ฉันเบ้หน้า พยายามสะบัดมือหนีแต่ก็สู้แรงมหาศาลของผู้ชายตรงหน้าไม่ได้เลย เขาออกแรงลากฉันไปที่รถสีแดงคันนั้นด้วยท่าทีรำคาญเพราะฉันดิ้นไม่เลิก ก่อนที่จะเหวี่ยงฉันเข้าไปในรถอย่างรุนแรง

“โอ้ยยยย! เจ็บ” ฉันโอดครวญพร้อมกับลูบก้นตัวเองป้อยๆ สายตาก็จ้องมองเขาอย่างคาดโทษไปด้วย

“มองทำไมวะ นั่งดีๆ ดิ๊!” เขาโวยวายอย่างหัวเสีย ก่อนที่จะใช้ทะ... เท้าเขี่ยฉันให้ลุกขึ้นนั่งดีๆ ฉันอ้าปากค้าง มองผู้ชายตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ไม่เคยพบเคยเจอคนหยาบคายสุดกู่แบบนี้มาก่อน “ปั้นหน้าเชิดๆ หน่อยล่ะ อย่าทำให้ฉันขายหน้า”

“พูดอะไรน่ะ” ฉันเบ้ปาก “นายทำแบบนี้ไม่ได้นะ ฉันจะฟ้องพี่ชาย”

“ฮ่าๆ อย่ามาปัญญาอ่อน! เดี๋ยวเบิ้ดกะโหลกให้” วินาทีแรกนั้นเขาหัวเราะลั่น แต่ต่อมาก็กลับมาปั้นหน้าดุกร้าวเหมือนเดิม ขู่ฉันยังไม่พอ ยังเอาหน้าเข้ามาใกล้อย่างกดดันกันอีกต่างหาก “ถ้าเธอขืนพูดมากอีกคำ... ฉันจะฆ่าเธอไปให้หมาที่บ้านกินซะ”

“บ้านนายเลี้ยงหมาด้วยเหรอ?”

“เออเวร! บัดซบดีนัก” ร่างสูงสบถใส่หน้าฉันจนลมแทบหมดปอด ก่อนที่จะปิดประตูดังปึงใส่หน้า ยอมรับว่าฉันเป็นคนปากไวกว่าความคิด ประมาณพวกพูดอะไรไม่คิดน่ะ ไม่แปลกที่มันจะดูเหมือนจงใจกวนประสาทเขาแบบนั้น

... แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ ฉันบริสุทธิ์และใสซื่อจะตาย

อ้าว ไม่เชื่อเหรอ?

บรืนนนน

ฉันตกใจ เมื่อมารู้สึกตัวอีกทีผู้ชายคนนั้นก็กระแทกตัวเข้ามานั่งในรถแล้ว แถมยังเร่งเครื่องเสียงดังจนน่ากลัว เขาปรายตามองฉันแวบนึง ก่อนที่จะเชิดหน้าไปทางอื่นอย่างห้าวๆ แถมยังกระชากพวงมาลัยขับรถกระแทกกระทั้นซะจนฉันต้องลนลานหยิบเข็มขัดมาสวมไว้แทบไม่ทัน

ก่อนที่วินาทีต่อมาเขาจะหันมาสบตาด้วย

“เธอชื่ออะไร”

“อะไรนะ?” ฉันถาม เพราะเสียงเครื่องยนต์ดังกลบเสียงของเขาจนหมด ไม่ได้ยินอะไรเลย

ร่างสูงจ้องมองหน้าฉันด้วยแววตาขุ่นขวาง พร้อมกับตะโกนอัดหน้า “ชื่ออะไร ยัยโง่!!”

แน่นอนว่าคำว่า ‘ยัยโง่’ กระแทกเข้าหน้าฉันเต็มๆ

“มิหวา” ฉันตอบกลับไปอย่างไม่พอใจนัก

“อะไรนะ” แล้วดูเขาสิ! จงใจกวนประสาทกันชัดๆ “เสียงยังกะแมลงหวี่ข้างๆ หู”

“มิหวา!!” คราวนี้ฉันเลยตะโกนกลับไปบ้าง แล้วก็ต้องลอบยิ้มสะใจเมื่อเขานิ่วหน้าทันทีพร้อมกับร้องซี๊ด ไงล่ะ เสียงดังถึงใจพอรึยังนายเถื่อน

“ยัยบ้า! ตะโกนมาได้ หูจะระเบิดอยู่แล้วโว้ย” พูดพร้อมกับทุบพวงมาลัยรถและขับกระแทกอีกจนฉันที่ไม่ทันคาดเข็มขัดต้องเด้งหน้าแทบแหกเพราะหัวกระแทกคอนโซลหน้ารถ ฉันเบ้หน้าทันที คลำหัวตัวเองป้อยๆ ก็รับรู้ได้ถึงหัวที่บวมปูดเพราะแรงอัดเมื่อครู่ น้ำตาก็พร้อมใจกันร่วงเผาะ

“ฮืออออ เจ็บอ่ะ”

“เจ็บ... เจ็บอะไร!” ร่างสูงมีท่าทางลนลานอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นฉันร้องไห้ เขาไม่รู้หรอก เพราะฉันเอามือปิดหน้าผากไว้ “อะไรของเธอวะ อยู่ดีๆ ก็มาโวยวาย เดี๋ยวๆ ก็มาร้องไห้ หัวฉันจะระเบิดแล้วนะ!!”

“ฮึก... ฮือออ TOT” ฉันไม่ตอบเพราะเจ็บมาก เอาแต่ร้องไห้แล้วก็ซื้ดน้ำมูกเป็นเด็กๆ

“ยัย...! แล้วจะเอามือปิดหัวทำไม เอาออก!” เขาโวยวายเหมือนทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่จะคว้าหมับเข้าที่มือของฉันที่คลำหัวป้อยๆ ไว้

“ไม่! นายอ่ะ อยู่ดีๆ ก็มาจับฉันนั่งในรถ แล้วก็มาทำร้ายฉัน นายมันไอ้... ไอ้คนเถื่อน! บ้านเมืองมีขื่อมีแปนะ นายจะต้องถูกจับขังคุกชัวร์เลย ฮือออ” ฉันโวยวายพร้อมกับปล่อยโฮใส่หน้าเขา จนผู้ชายตรงหน้าใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะไม่รู้จะทำยังไงต่อดีปนกับความรู้สึกรำคาญ

“ถ้าฉันหาผู้หญิงดีๆ มาเป็นตุ๊กตาหน้ารถไม่ได้จริงๆ ฉันคงไม่เลือกเธอแน่” เขาพึมพำ ก่อนที่จะสบถออกมาเมื่อสัญญาณไฟอะไรสักอย่างถูกส่งมาที่หน้ารถของเขาจนแสบตาไปหมด “โธ่เว้ย! กูยังไม่พร้อม ไอ้พวกเวรนี่ก็รีบกันจัง”

“ฮะ... ฮืออออ”

“หุบปาก! เพราะหลังจากนี้ฉันรับประกันว่าเธอจะร้องไม่ออก!!” เขาตะคอกเสียงดังอย่างหัวเสียเมื่อเห็นว่าฉันยังแหกปากร้องไห้ไม่ยอมหยุด ก่อนที่ไอ้นักเลงข้างๆ จะสบถศัพท์ภาษาอังกฤษออกมารัวเป็นชุดเหมือนกับกำลังตกอยู่ในอารมณ์เดือดจัด

ฉันสะอึกสะอื้นพร้อมกับจ้องมองไปด้านหน้า เห็นรถสีดำมันปลาบที่แสนคุ้นเคยกำลังขับเทียบขึ้นมาขนาบข้างกับรถของไอ้คนเถื่อน กระจกของรถคันนั้นไม่ได้ติดฟิล์ม ฉันก็เลยมองเห็นใบหน้าของคนที่อยู่ในรถได้อย่างชัดเจน

ไม่จริงน่ะ... นั่นมันพี่เครย์นี่!

บทถัดไป