บทที่ 3 Cause, You are my mistake
“ปล่อยนะขี้ดิน!!”
ฉันตะโกนลั่น พร้อมกับพยายามแกะมือของเขาออกจากแขนของตัวเอง แต่ขี้ดินกลับยึดมือฉันเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยง่ายๆ
“ไม่ปล่อย!” ตะโกนแสกหน้ากันยังไม่พอ ยังบีบแขนฉันแรงขึ้นกว่าเดิมด้วย
“กรี๊ดดดดด เจ็บนะ เจ็บบบ ขี้ดินบีบแขนฉันทำไม! ซาดิสต์ที่สุดดด!” ฉันร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับชักสีหน้า แต่ร่างสูงก็ไม่แยแสเลย เขามองไปทางพี่เครย์ที่พูดอะไรกับผู้หญิงสวยๆ ที่ดูท่าจะเป็นตุ๊กตาหน้ารถคนนึงอยู่ซักพัก นักข่าวหายไปแล้ว ขี้ดินเลยแสยะยิ้ม พร้อมกับกระชากฉันเข้าหาตัวจนหน้าผากของเขากระแทกกับหน้าผากฉันอย่างแรง
โป้ก!
“เด็กผี...” เขากระซิบเสียงรอดไรฟัน พร้อมกับดันหน้าเข้ามาเพื่อถลึงตาใส่ฉันในระยะประชิด “เดี๋ยวเธอจะได้รู้แน่... คนที่มากวนประสาทฉันไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย...”
“...”
“... มันจะไม่ได้ตายดี”
ฉันอ้าปากค้างพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำทันทีที่ขี้ดินกระตุกยิ้มแล้วผละใบหน้าออกไปอย่างเชื่องช้า เขากระตุกข้อมือฉันหนึ่งครั้ง ฉันก็แทบถลาหน้าคะมำลงพื้นเลยทีเดียว
“จะ... จะพาไปไหนน่ะ!”
“โง่!!” เขาไม่ตอบ แต่กลับด่าฉันมาหนึ่งคำแทน ก่อนที่จะลากแขนของฉันไป ผลักเข้าไปในรถอย่างรุนแรง แล้วเขาก็เข้ามานั่งตามอีกที ในขณะที่ปิดประตูเสียงดังโครมจนฉันสะดุ้งเฮือก
“ขะ... ขี้ดิน!” ฉันโวยวาย “ปล่อยฉันลงนะ!”
“เราต้องตกลงกันก่อน” เขาแสยะยิ้ม ท้าวแขนที่พวงมาลัยรถอย่างวางมาดพร้อมกับเคลื่อนใบหน้าเข้ามาใกล้ฉันที่พยายามเลื่อนหน้าหนีเช่นกัน “นั่งตักฉันแบบเมื่อกี้ซะ... ยัยเด็กผี”
“นะ... น่าเกลียดอ่ะ! ฉันไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่จะ...”
“บอกให้นั่ง!!” ฉันหุบปากฉับ สงบปากสงบคำแล้วค่อยๆ ปีนไปนั่งบนตักร่างสูงที่ปรับเบาะรออยู่ก่อนแล้วตามคำสั่งสุดเผด็จการ ยังไม่ทันที่จะหย่อนก้นนั่งเลยด้วยซ้ำ เขาก็คว้าหมับเข้าที่สะโพกของฉันด้วยมีข้างหนึ่ง แล้วจับทั้งร่างของฉันกระแทกกับหน้าตักของเขาอย่างแรง!
“โอ้ย! เจ็บนะขี้ดิน!” ฉันโวยวาย หน้าแดงแปร้ดเพราะความเขินอาย (ที่เพิ่งรู้สึก) ขึ้นมา แต่เขากลับบีบสะโพกฉันอย่างแรงด้วยอารมณ์หงุดหงิดจนต้องเงียบเสียงลง
“แบบนี้แม่งไม่เวิร์ก... ขยับตัว! หันหน้ามามองฉัน” ฉันเบิกตากว้าง แต่เมื่อเห็นว่ามือของขี้ดินยิ่งบีบสะโพกบางๆ ของฉันแน่นขึ้น ก็เลยต้องจำใจหันกลับไปหาเขาจนได้ ร่างสูงเลยเอนเบาะลงอีกนิด ฉันที่ไม่ทันตั้งตัวก็ซบเข้ากับแผงอกของเขาเต็มๆ
แล้วก็นะ ขี้ดินน่ะใส่เสื้อกล้ามสีเทาตัวเดียว มันก็เลย... แบบว่า... รู้สึกได้ถึงเนื้อหนังและกล้ามเนื้อมากกว่าที่คิดอ่ะ
“ขี้ดิน... คือ... ทำแบบนี้ไปทำไมอ่ะ” ฉันอุบอิบพูด พยายามไม่พูดรุนแรงมากเพราะเดี๋ยวได้จูบกับกล้ามเนื้อผ่านเสื้อกล้ามของเขาแน่ ขี้ดินก็เลยแสยะยิ้มแบบนั้นออกมาอีกครั้ง พูดเลย... ว่าถ้าคนอย่างเขายิ้มหวานขึ้นมาล่ะก็ มันคงจะไม่สวยเท่าไหร่แน่
รอยยิ้มเทวดา... ยี๋ ขี้ดินไม่มีหรอก!
“เดี๋ยวก็รู้ คอยดูละกัน” เขาพูดรอดไรฟัน ในขณะที่มือหนาข้างหนึ่งก็โอบไหล่ของฉันเอาไว้แนบอก ส่วนอีกมือหนึ่งก็เปลี่ยนเกียร์ แล้วคว้าพวงมาลัยขับออกไปอย่างสบายๆ
“ขะ... ขี้ดิน! มันอึดอัดนะ!” ฉันโวยวาย ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่เคยโดนผู้ชายกอดมาก่อน นี่ฉันเป็นผู้หญิงนะ! แถมคุณพ่อก็สอนตลอดว่าต้องรักนวลสงวนตัว จะปล่อยให้ขี้ดินมาทำแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาดดดด “ฉันหายใจไม่ออกกก คนเถื่อนนน!”
“เงียบหน่อยจะตายมั้ยวะ! ตะโกนหา... รึไง!”
“แงงงง ปล่อยฉันนะ!” พูดพร้อมกับทุบอกเขาไปเสียงดังอั่ก แต่ขี้ดินก็ไม่มีทีท่าว่าจะดูเจ็บปวดอะไรเลยสักนิด “ฉันไม่ได้ไปทำอะไรให้นายเลยนะ! นายไม่ควรทำแบบนี้ ไม่ควรรร ฮือออ”
“เออดี! แหกปากเข้าไป เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอเงียบตอนอยู่ต่อหน้าไอ้เวรนั่นเอง!” เขาตวาดใกล้ๆ หน้าผากฉัน ก่อนที่จะกระชับแขนแน่นขึ้นจนฉันหายใจไม่ออก ฉันทุบเขาไปอีกอั่ก แล้วขี้ดินก็เลี้ยวรถไปยังที่ๆ พี่เครย์อยู่
ฉันเห็นพี่เครย์ชะงักนิดหน่อย ก่อนที่จะยิ้มมุมปากแล้วเคาะกระจกรถของขี้ดินแรงๆ เมื่อรถสีแดงเพลิงของเขาจอดนิ่งลงตรงหน้าร่างสูง
ก็อกๆ
“ว่าไง... ไอ้อ่อนหัด” เสียงของพี่เครย์ดังเข้ามาข้างใน คือเขาก็เป็นคนแบบนี้แหละ ปากเสีย ฉันเองก็เริ่มจะชินชาแล้วเหมือนกัน
แต่ดูเหมือนขี้ดินจะไม่ชินกับมันนะ
“เออ ไอ้อ่อนด๋อย” เพราะต่อมาเขาก็เลื่อนกระจกลงมาแทบจะทันทีด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด แล้วหัวเราะท่าทางเยาะเย้ยเมื่อเห็นพี่เครย์นิ่งไปทันทีที่เห็นฉันที่นั่งกับขี้ดินอยู่ในรถ
“ไอ้คีดีน! มึง...”
“อะไร อ้อ... น้องสาวมึงน่ะเหรอ” ขี้ดินมองหน้าฉันสลับกับพี่เครย์อย่างกวนประสาท ทำหน้าตาเหมือนไม่รู้เรื่องอะไร ทั้งๆ ที่เขาน่ะจิ้งจอกชัดๆ! “เพิ่งรู้นะเนี้ยว่ายัยนี่น้องสาวมึง”
“พี่เครย์... อื้อ!” ฉันตั้งท่าจะเรียกพี่เครย์ แต่กลับต้องเบิกตากว้างเมื่อขี้ดินโน้มใบหน้าเข้ามาจูบแรงๆ กลบเสียงของฉันลงคอไปจนหมด ก่อนที่เขาจะผละออกมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแค่นหัวเราะดังเหอะให้พี่เครย์ที่ยืนอึ้ง
“โทษทีว่ะ... แต่น้องสาวมึง...” เขาละคำนิดหน่อยพร้อมกับหันมามองหน้าฉันที่กำลังเหวอถึงขีดสุด ก่อนที่จะหัวเราะ “ตอนนี้แม่งเป็นเมียกูแล้วว่ะ”
“...!”
“She is very hot at night...”
“ไอ้...!!”
“ลาแค่นี้”
พูดแล้วก็เลื่อนกระจกรถขึ้นอย่างรวดเร็ว ทิ้งพี่ชายของฉันที่กำลังยืนเกรี้ยวกราดเอาไว้ แล้วขับรถหนีออกไปอย่างน่าโมโหทันที
แต่เดี๋ยวนะ...
“นี่... ขี้ดิน! จงใจลักพาตัวฉันใช่มั้ยเนี้ยยย!!”
@ ROOM ‘13’
“เลขห้องไม่สวยเลยอ่ะ”
ฉันพึมพำอยู่หน้าห้อง หลังจากโวยวายในรถอยู่สักพักแล้วถูกขี้ดินจอมโฉดจับปิดปากในวินาทีต่อมาด้วยเทปกาวสีดำ ตอนนี้เขาดึงมันออกแล้วลากฉันให้เดินตามมาด้วย ที่ปากฉันยังแดงอยู่เลย ไรขนแถวๆ นั้นคงโดนกร้อนไปหมดแล้ว T_T
โหดร้าย! ไม่เคยเจอใครเถื่อนเท่าเขาเลย
“หุบปากซะที จะสวยไม่สวยมันก็เรื่องของฉัน” เขาเค้นเสียงรอดไรฟันพูด ในขณะที่จะใช้กุญแจสีทองๆ ปลดล็อกประตูเข้าไป แล้วฉุดกระชากข้อมือของฉันให้เข้ามาในห้องกับเขา เปิดไฟดังกริ้ก แล้วเหวี่ยงฉันเข้าไปกลางห้องอย่างรุนแรง
“โอ้ยยย ขี้ดิน!” ฉันเซ หัวหมุนไปหมดจนต้องเดินโซซัดโซเซไปนอนแผ่บนโซฟา แงงงง เห็นดาวเต็มไปหมดเลย! “นายกำลังจะทำให้ฉันเมา คนเถื่อนนน”
“ตั้งแต่นี้เธอต้องอยู่ที่นี่!” ฉันเบิกตาพรึ่บ เด้งตัวขึ้นมองเขาด้วยหน้าเหวอๆ เมื่อร่างสูงประกาศิตคำนั้นใส่หน้า “ในเมื่อเธอเป็นน้องสาวไอ้เวรเครย์ ฉันจะเอาให้มันแทบกระอักเลือดตาย”
“ช่างโหดร้าย ทารุณ ป่าเถื่อนที่สุด” ฉันโวยวายเสียงอ่อย ยังมึนหัวอยู่นิดๆ แต่ก็ยังพยายามยันตัวลุกขึ้นเดินเซไปหาเขา “นายมันชั่ววว”
“เออ! มันก็เรื่องของฉัน ไปเปลี่ยนเสื้อซะ” เขาตะคอกกลับ ก่อนที่จะคว้าไหล่ของฉันที่เซไปเซมาเอาไว้ แล้วบีบมันแน่น “แน่นอนว่ามันต้องเป็นเสื้อฉัน... เปลี่ยนซะ แล้วฉันจะถ่ายรูป”
“ถะ... ถ่ายอะไร!”
“เดี๋ยวก็รู้” ขี้ดินว่า ในขณะที่จะผละมือออกไป แล้วสาวเท้ายาวๆ ของเขาเดินไปยังตู้เสื้อผ้าที่อยู่ภายในห้องนอน ฉันเลยมองตามไป พร้อมกับเกาหัวแกรกๆ อย่างไม่เข้าใจ พอไม่มีอะไรทำก็มองไปรอบๆ ห้องของเขาแทน
ตอนแรกไม่ทันมอง แต่ห้องของเขากว้างมากเลยนะ หรูมากด้วย เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างครบครัน ดูเป็นห้องแบบผู้ชายมากเลย แต่มันดูน่าจะไม่ใช่ขี้ดินอยู่อย่าง...
... นั่นก็คือมันเป็นระเบียบเกินไป
ใช่! มันเป็นระเบียบเกินไป มันไม่ใช่ขี้ดิน!
เพราะฉะนั้น... ฉันต้อง...
พลั่ก!
ฉันกวาดกองหนังสือที่ถูกจัดเป็นชั้นๆ บนโต๊ะกระจกใสออกมาจนมันกระจัดกระจายไปทางนู้นทางนี้ที ตามด้วยการคว้าหมอนมากัดอย่างหมั่นเขี้ยวแล้วปามันทิ้งไปทางอื่น รื้อพรมออกมา แล้วคว้าแจกันที่ใส่ดอกกุหลาบที่น่าแหวะไม่เข้ากับขี้ดินเอาไว้ รวบดอกกุหลาบที่ถูกกร้อนหนามนั้นโยนไปทางอื่น แล้วเทน้ำในแจกันลงหมอนที่อยู่ใกล้ๆ ตัว
เอาล่ะ! ทีนี้ก็เหลือ...!
“ทำอะไรน่ะ!!” ฉันยกแจกันค้างไว้ในขณะที่มองไปยังขี้ดินที่ถือเสื้อยืดลายทหารเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าตกใจถึงขีดสุด เสียงตะโกนของเขามันดังจนหูของฉันแทบระเบิดเลยแน่ะ “ยัย...! นี่เธอคงอยากตายมากเลยใช่มั้ยวะ!”
“ปะ... เปล่านะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ แต่พอดีว่า...”
“หุบปาก! แล้ววางแจกันนั่นลงซะ!”
“คือ... คือว่านะขี้ดิน...” ฉันละล่ำละลั่กพูด ในขณะที่ยังคงอยู่ในท่ายกแจกันนั้นแบบตั้งท่าจะทุ่มลงพื้นเหมือนเดิม “คือมัน... มัน... มันหนัก”
“แม่งเอ้ย!!” เขาโวยวายอย่างหัวเสีย แล้วตั้งท่าจะเดินเข้ามาช่วยฉัน “อยู่นิ่งๆ ห้ามขยับตัวเด็ดขาดเลยนะ!”
แงงงง แบบนี้มันก็ไม่อยู่ในแผนการของฉันน่ะสิ
ภารกิจของฉันก็คือการทำให้ห้องนี้ดูเหมือนกับขี้ดินเชียวนะ! เพราะฉะนั้น...
“ขี้ดิน! ตรงหน้าต่างนั่นฉันเห็นมีกิ้งก่าบินออกมาด้วย!” ฉันตะโกนลั่นพร้อมกับเบิกตาโตอย่างโอเว่อร์แล้วชี้ไปทางหน้าต่างเหมือนกับมีกิ้งก่าติดปีกบินมาตรงนี้จริงๆ ขี้ดินเองก็หันไปมองตาม ซึ่งแน่นอนว่าฉันก็...
เพล้ง!
“เฮ้ย!!” เขาหันขวับพร้อมกับตะโกนลั่นทันทีที่ฉันปล่อยให้แจกันนั่นลงพื้นแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ได้อย่างสวยงาม ฉันยืนกอดอกฉีกยิ้มหวาน ในขณะที่ใบหน้าของขี้ดินจะบูดบึ้งขึ้นมาในทันใด “ไอ้นี่มันราคาเท่าไหร่เธอรู้มั้ย!”
“อ้อ...” ฉันคราง เกาหัวครุ่นคิด ก่อนที่จะยิ้มแฉ่งตอบกลับไปทันที “ไม่รู้อ่ะ”
“ฉันฆ่าเธอแน่! สาบานเลย เธอนี่แม่งเป็นตัวซวยชัดๆ!!” เขาโวยลั่น ย่างสามขุมเข้ามาหาฉันจนต้องเบิกตากว้าง พยายามขยับตัวถอยหนีดวงตาคมกริบของเขา ก็ขี้ดินทำท่าเหมือนจะเข้ามาบีบคอฉันอ่ะ TOT
ปึ่ด
“โอ้ย!” ฉันร้องลั่น เมื่อไม่รู้ว่าถอยหลังอีท่าไหนถึงได้โดนเศษแก้วบาดอย่างแรง ฉันล้มก้นจ้ำเบ้าลงพื้นทันที รู้สึกได้ถึงของเหลวบางอย่างที่ไหลลงมาจากบาดแผลพร้อมกับความปวดแสบ ขี้ดินถึงได้หยุดเดิน แล้วหรี่ตามอง
“เออดี กรรมตามสนอง”
“ฮือออ ฉันเจ็บอ่า” ฉันร้องไห้ออกมา กุมเท้าของตัวเองไว้แน่นแต่ไม่กล้าไปแตะมัน รู้สึกว่าขี้ดินเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วพาดเสื้อไว้บนโซฟา พร้อมกับนั่งยองๆ ลงตรงหน้าฉัน
“เจ็บมาก?” เขาถาม แล้วฉันก็พยักหน้ารัวเร็ว
“ฮืออออ ฉันต้องตายแน่เลยอ่ะขี้ดิน แผลใหญ่มากอ่ะ TOT”
“อย่าอ่อน เดี๋ยวตบคว่ำ” เขาเค้นเสียงรอดไรฟัน ในขณะที่ตบไหล่ฉันดังปั่กจนรู้สึกเจ็บ “ลุกขึ้นไปนั่งบนโซฟาดีๆ ดิ๊”
“แต่... แต่เท้าฉัน”
“นั่ง!!” ฉันหุบปากฉับ รีบยันตัวเองไปนั่งบนโซฟาด้านหลังโดยระวังไม่ให้ปลายเท้าถูกอะไรอย่างรวดเร็ว แล้วขี้ดินก็จัดการกวาดพวกเศษแก้วพวกนั้นไปทางอื่นให้ไกลด้วยมือเปล่า และแน่นอนว่าฉันอึ้งมาก
เขาต้องไม่ใช่คนแน่ๆ เลย
“ขี้ดิน ไม่เจ็บเหรอ?”
“อะไร นั่งดีๆ!!” เขาตวาดลั่น ฉันก็เลยยืดตัวตรงอย่างเกร็งๆ ขี้ดินก็เลยสอดมือไปใต้โซฟา แล้วหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมา
แต่... เดี๋ยวนะ
“นี่นายเก็บมันไว้ใต้โซฟาเหรอ ฝุ่นไม่จับมือแย่เหรอขี้ดิน?” ฉันถามพร้อมกับเบิกตาโตอย่างสงสัยใคร่รู้ ตั้งท่าจะก้มลงไปดูใต้โซฟา แต่พอเขายกกล่องปฐมพยาบาลขึ้นขู่ ฉันก็รีบเด้งตัวมานั่งหลังตรงทันที
“ยกเท้ามา” ฉันอ้าปากค้าง จนขี้ดินที่ชักสีหน้าหงุดหงิดต้องเอาเท้าฉันไปวางบนเข่าของเขาซะเอง “แก้วคาอยู่ ฉันจะดึงออก”
“ขี้ดิ๊นนนนน ค่อยๆ เลยนะ เนื้อหนังฉันบอบบาง TOT”
“เออ” เขารับคำส่งๆ ในขณะที่จะสำรวจแก้วชิ้นโตที่คาอยู่อย่างพินิจ ตั้งท่าจะดึงมัน แต่ฉันก็รีบเบรกไว้ก่อน
“เดี๋ยวววววว ฉันยังไม่พร้อม ไม่...!”
“เงียบ!!”
ปึ่ด!
“กรี๊ดดดดดด!!”
