บทที่ 5 Yes, You are a real problem

แชะ!

ฉันนั่งหน้ามุ่ย กอดอกเชิดหน้าทันทีที่ได้ยินเสียงกล้องถ่ายรูปที่ขี้ดินตั้งเวลาไว้ เขานั่งอยู่ข้างๆ ฉันนี่ล่ะ แต่สีหน้าแววตาท่าทางมีความสุขเสียเหลือเกิ๊น มองหน้าฉันบ้าง แทบจะเขมือบแขนตัวเองเป็นอาหารอยู่แล้ว! (ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ มันน่าโมโหหหห TOT)

“ยิ้มหน่อยได้มั้ยวะ หน้าบูดเป็นตูดแบบนี้มันคงจะเชื่อ” เขาว่า หลังจากเผยรอยยิ้ม (ปีศาจ) ทรมานสายตาคนดูไปเรียบร้อยแล้วหันมาสังเกตฉันเเล้ว และฉันก็เบ้หน้าออกมาแทบจะทันที

“พูดยังกะว่าตัวเองยิ้มสมจริงนักล่ะ! แหวะ!”

“ไรวะ! ฉันยิ้มไม่สมจริงตรงไหน!” เขาตวาดใส่หน้า แล้วฉันก็เชิดปากใส่ กอดอกอย่างถือดี แต่ก็นะ... กวนประสาทขี้ดินไปงั้นแหละ “ตอบดิวะ!”

“ไม่รู้ไม่ชี้ไม่สน”

“ยัยเด็กผี!!” เขาตะโกนเสียงดังขึ้นอีก ในขณะที่จะคว้าคอฉันไว้ด้วยกล้ามแขนโตๆ นั่น แล้วรัดมันแน่นจนฉันจุก หายใจไม่ออกขึ้นมาจนต้องทุบแขนเขาแรงๆ เพื่อให้ร่างสูงยอมปล่อย แต่แรงฉันมีรึที่จะสู้แรงควายถึกของขี้ดินได้ อ้ากกกก TOT!

“แอ้ก...! ขี้... ดิน เลววววว”

“ตอบมา! มันไม่สมจริงตรงไหน!”

“มะ... ไม่ตอบ ไม่บอกกก!”

“เออดี! งั้นก็ขาดอากาศหายใจตายห่าไปเลยก็แล้วกัน!” ว่าพร้อมกับรัดอ้อมแขนแน่นขึ้นกว่าเดิมจนฉันตาเหลือก หอบหายใจเข้าปากไม่หยุด จนขี้ดินที่หัวเราะหึๆ นั่นเห็นท่าไม่ดีแล้วรีบปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ ฉันแทบกลิ้งลงไปกองกับพื้นแน่ะ รู้สึกเหมือนมีใครมาบีบเอาอากาศหายใจออกไปก็ไม่ปาน TOT

“แค่กๆ นะ... นี่ขี้ดิน! จะฆ่ากันรึยังง๊ายยยย!” ฉันโวยวายเสียงดัง หายใจหอบหืดชนิดที่ว่าไม่มีเหนื่อย จนร่างสูงที่นั่งไขว่ห้างกอดอกอยู่บนโซฟาต้องแค่นหัวเราะดังเหอะออกมา แล้วฉีกยิ้มเหมือนเห็นว่ามันเป็นเรื่องตลกเสียเต็มประดา

“ถ้าฉันจะฆ่าเธอจริงๆ แม้แต่กระดูกก็ไม่มีเหลือ” เขาดีดนิ้วเป้าะประกอบคำพูด ก่อนที่จะใช้เท้า ย้ำ TOT! ว่าใช้เท้าเขี่ยฉันที่นอนหมอบอยู่กับพื้นยังกับหมูหมากาไก่! “เอ้า! ลุกขึ้นมา ฉันยังไม่ได้รูปไปปั่นกบาลไอ้เวรเครย์เลย”

“โอ้ยยยย อย่าเอาเท้ามาเขี่ยฉันนะขี้ดินนน!”

“ทำไม ไม่ชอบไง?”

นี่เขาเห็นว่าฉันเป็นหมารึไงกันหา!

“กรี๊ดดดดดด ไม่ชอบ!” ฉันหวีดขึ้นมาด้วยความฉุนเฉียว คว้าท่อนขาของเขามา แล้วไม่รอช้าที่จะกัดจนจมเขี้ยวแบบไม่ทันคิด เพราะความโกรธที่บังตาจนหน้ามืด หูอื้อ ตาลายไปหมด จนได้ยินเสียงร้องโหยหวนของขี้ดินนั่นล่ะ

“อ้ากกกกก! กัดมาได้ แม่งเอ้ย!!”

จนกระทั่งเขากระชากคอเสื้อฉันให้เข้ามาใกล้ชนิดแทบแลกลมหายใจกันนี่แหละ ฉันถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าอะไรเป็นอะไร ดวงตาสีสนิมเหล็กถูกถลึงตาใส่ฉันจนแทบถลนออกมาจากเบ้า และเมื่อฉันรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่อยู่ในปาก และเลือดสีคล้ำที่หยดแหมะปะปนกับน้ำลายลงพื้น

ดวงตาของฉันก็เบิกกว้าง

“เลือด!!”

“Damn it! ชาติที่แล้วเธอคงเป็นหมามาก่อนแน่ๆ กัดจนจมเขี้ยว เวร!”

“ขอโทษ... ก็ขี้ดินทำฉันก่อนนี่นา” ฉันว่าเสียงอ่อย ในขณะที่จะคว้าสำลีชุบยาแดงมาด้วย ขี้ดินนั่งกระดิกเท้าอยู่ด้านบนโซฟา ทิ้งให้ฉันนั่งคุกเข่ายังกะอีแจ๋วอยู่บนพื้นพรมอย่างเดิม ฉันเห็นแล้วล่ะ ที่น่องเขามีรอยกัดสองรู เลือดซิบด้วย ต๊าย TOT

นี่มันฝีมือฉันเหรอเนี้ย!

“ยังจะ...!” เขาตั้งท่าจะด่า แต่ก็เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนที่จะหลับตาลงด้วยสีหน้าบูดบึ้ง พร้อมกับยื่นเท้ามาประชิดที่หน้าฉันอย่างกระแทกกระทั้นจนต้องผงะ “ทำแผล!!”

“... กลัวแผลขี้ดินติดเชื้ออ่ะ”

“ปากมาก! ทีฉันยังทำให้เธอตั้งสองครั้ง!”

ง่ะ... ก็นั่นเขาทำฉันเองนี่นา TOT!

“เเต่ฉันไม่เคยทำแผลนี่!”

“ไร้สาระ! เกิดมาไม่เคยทำแผล ถามจริงเถอะ เคยทำอะไรเป็นมั้งวะ!” เขาถลึงตาขึ้น จ้องมองฉันด้วยแววตาเคียดแค้นสุดๆ “ไอ้นู่นก็พล่าม ไอ้นี่ก็พล่าม รำคาญ!”

สงสัยคงโกรธเพราะได้แผล โอเค ฉันจะพยายามสงบปากสงบค

แต่ก็นะ...

“ก็ฉันเป็นแบบนี้อยู่แล้วนี่!” ฉันทำได้ไม่เกินห้าวินาทีหรอก โฮกกกกก TOT

“จะทำหรือไม่ทำ!!” เขาตวาดใส่หน้าฉันทันทีจนสะดุ้งโหยง กลัวจนตัวงอกันเลยทีเดียว

“เอิ่ม ทำ... ก็ได้”

“เออ! เร็วเลย!” ออกคำสั่งอย่างเผด็จการไม่พอ ยังกระดิกเท้าใส่หน้าฉันอีกต่างหาก! “ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม เธอคงมีปัญญา... แค่ใส่ยากับติดพลาสเตอร์”

กรี๊ดดดดด เขาดูถูกฉันนี่! โกรธธธธ L

“ด้ายยยย!” ฉันกระแทกเสียงอย่างประชดประชัน พอๆ กับการยกเท้าของเขาขึ้นมาอย่างกระแทกกระทั้น ยกสำลีที่จุ่มยาแดงจนชุ่ม (ยังกะเลือดแน่ะ สยองงงง) แล้วจ่อที่แผลของเขา ความจริงแผลมันก็เล็กกระจิ๊ดเดียวเองนะ ขี้ดินอ่ะเว่อร์ไปเอง “จะ... จะทำแล้วนะ!”

แล้วนี่ฉันจะตื่นเต้นทำไมเนี้ยยยย TOT!

“หนึ่ง” เขานับ แล้วฉันก็ตาลีตาเหลือก รีบใช้สำลีชุ่มเลือดนั่นแตะแผลแบบจงใจกดจนร่างสูงต้องถลึงตาขึ้น ต่อด้วยหยิบกล่องพลาสเตอร์ขึ้นมา

แต่ว่านะ...

“พลาสเตอร์...” ฉันจ้องมองลายพลาสเตอร์ตรงหน้า แล้วดวงตาก็แวววับขึ้นมาทันที “น่ารักอ่ะ”

พลาสเตอร์ลายหมีแพนด้าล่ะ น่ารักน่าหยิกมากเลย ~

“เฮ้ย!” ขี้ดินตะโกนลั่นทันทีที่เห็น รีบปัดมือฉันอย่างแรงจนกล่องพลาสเตอร์แบ๊วนั่นกลิ้งตกลงกับพื้นทันที “หยุดคิด! ฉันไม่มีทางแปะพลาสเตอร์เวรนั่นแน่!”

“แหม... หมีแพนด้าเลยนะ” ฉันฉีกยิ้มกว้าง พร้อมกับกระพริบตาปริบๆ มองเขาที่กลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก

“ไม่ติด!!”

“ก็มันมีอยู่ลายเดียวอ่ะ แล้วอีกอย่างขี้ดินก็เป็นคนซื้อด้วย ไม่ต้องมาเก๊กเลย”

“ฉันไม่ได้ซื้อ! ไม่เห็นจำได้ว่ามีพลาสเตอร์ลายปัญญาอ่อนนี่อยู่ในบ้าน!”

“ไม่รู้ไม่ชี้ จะแปะให้ ฉันชอบ ~” ฉันว่า ไม่สนเสียงแว้ดๆ สุดวีนแตกของขี้ดิน รีบคว้าพลาสเตอร์ลายน่ารักนั่นออกมา ฉีกกระดาษที่ห่ออยู่แล้วตั้งท่าจะแปะให้เขา แต่ขี้ดินกลับชักเท้าหนี “นี่ ขี้ดิน!”

“ไม่ติด! ฉันยอมตายดีกว่าติดไอ้พลาสเตอร์ติงต๊องนั่น!”

“จะติดไม่ติด!”

“ไม่-ติด!!”

“ด้ายยยย! ไม่ติดใช่มั้ย!” ฉันว่า และไม่ยอมให้ขี้ดินได้โต้ตอบอะไร ฉันก็อาศัยจังหวะที่เขาเผลอคว้าเท้าของเขามา แล้วแยกเขี้ยวทำท่าจะกัด

วินาทีนั้นแหละ...

“เออ! ติดก็ติด!”

มันแน่นอนอยู่แล้วววว ~

แต่ก็นะ... ฉันเองก็เริ่มคิดถึงพี่ขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ

ฝนเริ่มสาดเทออกมาจากด้านนอกและกระทบกับหน้าต่างเสียงดัง ฉันมองออกไปนอกกระจก ถูกปล่อยให้เป็นอิสระเพราะว่าขี้ดินล้มเลิกการถ่ายรูปลงเพราะเหตุผลที่ว่ารำคาญฉันมาก ฉันป่วนเกินไป เบื่อโคตร บลาๆๆ และฉันเองก็เริ่มหมดแรงแล้วด้วย ก็เลยโดนเขาปล่อยทิ้งไว้ในห้อง ท้าวคางมองฝนด้านนอกอย่างเบื่อหน่ายแบบนี้

ขี้ดินนั่งดูทีวีอยู่ด้านนอก และฉันคิดว่ามันน่าจะเป็นบอลหรืออะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับกีฬา ไม่แปลกใจเลยที่กล้ามเขาจะใหญ่ขนาดนั้น

แต่ก็เบื่อจัง... เบื่อที่สุดเลย ง่วงด้วย!

“ขี้ดิน” จนสุดท้าย... ฉันก็เดินออกมาจากห้องนอนที่ถูกสละให้เป็นที่นั่งมองฝนส่วนตัว แล้วเดินโซเซเพราะความง่วงไปหาร่างสูงที่นั่งไขว่ห้างกอดอกอยู่หน้าจอทีวีแทน ขี้ดินหันมามองฉันนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ตาเขาขวางน่าดูเลย “ฉันจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่อ่ะ?”

“พูดใหม่ดิ๊” เขาเลิกคิ้ว ทีนี้ตาขวางยิ่งกว่าเดิมอีก

“ฉันคิดถึงพี่เครย์...”

“ไม่ให้กลับ! นอนที่นี่แหละ!” แล้วก็โดนเขาตวาดกลับมาแบบนี้จนได้ ฉันก็เลย...

“แต่ฉันไม่มีเสื้อ...” ทั้งเหนื่อยทั้งง่วง ไม่มีแรงตะโกนแข่งกับเขาหรอกนะ T_T

“แม่งเอ้ย!”

ขี้ดินสบถเสียงดังพลางลุกขึ้นยืนพรวดพราด เขาชายหางตามองฉันอย่างอาฆาตหน่อยๆ ราวกับจะโทษว่าที่เขาต้องเสียเวลาเหนื่อยเดินไปหาเสื้อให้เพราะฉัน ก่อนที่จะเดินหายเข้าไปในห้องนอน ชั่วอึดใจนึงถึงออกมา แล้วเหวี่ยงเสื้อยืดสีขาวของเขาจนมันคลุมทั้งหัวของฉันที่คิดจะยื่นมือออกมารับมันเต็มๆ

“นี่! มันเจ็บนะขี้ดิน!”

“เออ! สม!” ตะโกนใส่หน้าฉันยังไม่พอ ยังใช้นิ้วชี้ดันหัวฉันจนแทบหงายหลังไปอีกด้านอีกด้วย ร้ายกาจที่สุด! ตั้งแต่เกิดมาก็มีแต่เขานี่แหละที่ทำร้ายฉันได้ไม่เว้นวัน T_T

“ฮึ” ฉันแค่นหัวเราะเสียงขึ้นจมูกพร้อมกับทำหน้ามุ่ย โดยไม่รอให้ขี้ดินถลึงตาใส่เป็นการบีบบังคับกันทางอ้อมก็รีบกอดเสื้อตัวโคร่งของเขาไว้แนบอก แล้วเชิดหน้าเดินดุ่มๆ เข้าห้องน้ำไปในทันที

ปึง!!

“เด็กผี!!”

เสียงตวาดลั่นที่ไล่หลังมาเมื่อฉันปิดประตูใส่หน้าเขาเสียงดังปึงทำให้ฉันต้องเผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ (ที่คิดไปเอง) ขึ้นมาหน่อยๆ

อย่างน้อยก็ได้ความสะใจ สะใจ... และสะใจล่ะ!

โฮกกกก ฉันว่ามันไม่โอเคเลยอ่ะ TOT

ไม่โอเคเลย... ไม่โอเคสุดๆ!

ตอนนี้ฉันกำลังยืนจ้องกระจกอยู่ ภาพตรงหน้าคือยัยเพิ้งคนหนึ่งที่ใส่ชุดสีขาวสุดหลวมโพรกของขี้ดิน คอมันกว้างจนเปิดไหล่ฉันไปเกือบครึ่งแน่ะ แถมเสื้อยังยาวมากจนแทบถึงปลายเท้า ฉันคิดว่ามันคงเป็นชุดใส่สบายๆ ของเขาแน่เลย แต่... แงงงงง! เขาใช้ตาหรืออะไรหาเสื้อตัวนี้ให้ฉันเนี้ยยยย TOT!

“ขี้ดิ๊นนนน ~ ขอทีเถอะ!” ฉันหวีดร้องเรียกชื่อเขาทันที ส่วนหนึ่งก็เพราะรู้สึกง่วงมาก แล้วฉันก็เหนื่อยที่จะต้องมาเปลี่ยนเสื้อใหม่แล้วหมดแรงที่มีตะโกนหาขี้ดินด้วย จิตใต้สำนึกของฉันตอนนี้กำลังคิดถึงหมอนนุ่มๆ ล่ะ... อยากฟัดจังเลย T_T

แต่อนิจจา...

“อะไรอีกวะ! อย่าทำให้ฉันหงุดหงิดมากนักได้มั้ย หา!” น้ำเสียงท่าทางหาเรื่องที่ดังลอดออกมาจากนอกประตูกลับทำฉันเครียด ท่าทางขี้ดินคงจะไม่ยอมจบง่ายๆ เเน่เลย

“หาเสื้อใหม่ให้หน่อยสิ เสื้อนี้หลวมโพรกเลย มันโป๊นะ!” ฉันตะโกนออกไป แล้วเสียงทุบประตูห้องน้ำก็ดังปึงขึ้นจนฉันหลุดสะดุ้งสุดตัวออกมา

“อย่าเรื่องมากได้มั้ยวะ!!” ขี้ดินเเน่ล่ะ ดูเหมือนเขาจะยืนอยู่หน้าห้องน้ำ แต่น้ำเสียงดูติดจะฉุนจัด พูดแล้วก็เหนื่อยแทน นี่เขาตะโกนจนปากคอแหบแห้งไปหมดรึยังนะ ที่บ้านมีโทรโข่งเยอะรึไงกัน!

“ก็มันโป๊จริงๆ นี่!”

“ช่างแม่ง! ฉันไม่นึกพิศวาสเธอหรอก!” เขาตะโกนกลับมาแทบจะทันที น้ำเสียงที่ดูหงุดหงิดหัวเสียปนดูถูกทำเอาฉันโกรธจนต้องอ้าปากค้างพะงาบๆ อ้อ! นี่เขาว่าฉันไม่มีเสน่ห์อย่างงั้นเหรอ ร้ายกาจ นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ!

“ฉันจะเปลี่ยนเสื้อ!”

“อย่าอ่อน! มันจะโป๊สักแค่ไหนกันเชียว!” ตะโกนผ่านประตูมายังไม่พอ ขี้ดินยังทำเสียงอะไรกุกกักด้านนอกเหมือนจะเปิดประตูเข้ามาอีกด้วย ฉันอ้าปากค้าง ก้มลงมองสภาพเกือบโป๊ของตัวเองแล้วก็รีบร้องห้ามทันที

“เดี๋ยว! ขี้ดิน คือแบบว่า...!”

ปึง!

“ไหนวะ! ไหนที่ว่าโป๊...!” เสียงตวาดกร้าวของเขาชะงักทันควันเมื่อพังประตูเข้ามาแล้วประจันหน้ากับฉันชัดๆ ดวงตาของเขาเบิกกว้างพอๆ กับฉันที่อ้าปากค้าง ทั้งฉันและขี้ดินสบตากัน แล้วฉันก็กระพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นว่าเขายืนค้างอยู่ท่าเดิม ก่อนที่จะรู้สึกตัว...

“กรี๊ดดดดดด! รีบเปิดเข้ามาทำไมเล่า TOT!!”

ปึง!!

ขี้ดินที่หน้าแดงจัดขึ้นมา (ถ้าฉันมองไม่ผิด) ก็รีบปิดประตูใส่หน้าฉันเสียงดังแทบจะทันที ฉันยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ก่อนที่จะเบะปาก จ้องมองสภาพของตัวเอง แล้วเงยหน้ามองบานประตู จ้องสลับกันไปมา จนกระทั่ง...

“โฮฮฮฮฮ ฉันเป็นเจ้าสาวไม่ได้แล้ว!!”

[ KIDEEN : SIDE ]

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ!!

“ฮืออออ ฮึก... ฉันเป็นเจ้าสาว... ไม่ได้...”

“หุบปาก!!” ผมตวาดลั่นแทรกเสียงงอแงของยัยเด็กผีที่นอนดีดดิ้นอยู่บนเตียงอย่างหงุดหงิด ตั้งแต่ออกมาจากห้องน้ำ ยัยนี่ก็เอาแต่ตีขาอยู่บนเตียง ฟุบหน้าลงกับหมอนแล้วพูดว่า ‘ฉันเป็นเจ้าสาวใครไม่ได้แล้ว’ อยู่นั่นจนผมโคตรรำคาญ

จะให้พูดว่าไงหลังจากเห็นบรายัยนั่นเหรอ?

เหอะ!

“รับผิดชอบมาเลยนะขี้ดิน! รับผิดชอบเลยยยย” ยัยเด็กผีเด้งตัวออกมาจากหมอนของผมที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำมูกและน้ำตา (โคตรน่ารังเกียจ) พร้อมกับชี้หน้าใส่จนผมต้องจิ๊ปากอย่างหงุดหงิด

“อย่าปัญญาอ่อน เธอไม่ได้เสียตัวให้ฉัน!”

“มันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ!”

“ไม่เหมือน! นี่ยัยเด็กผี อย่ามางี่เง่าได้มั้ยวะ อยากให้พูดความจริงมั้ย” ผมพยายามคลึงขมับอย่างใจเย็นแล้วออกปากพูดกับมิหวาที่ซื้ดน้ำมูกมองผมตาปริบๆ ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงมาอีกโวลุ่ม ถึงจะแอบหงุดหงิดอยู่ก็ตามทีเหอะ “นมแบนแบบนั้นฉันไม่สนเเน่ แล้วอีกอย่าง... ฉันตายด้านพอ!!”

โกหกว่ะ ผู้ชายเสื่อมสมรรถภาพเท่านั้นแหละที่จะไม่รู้สึกอะไรเลยเวลาผู้หญิงเปลือย และแน่นอน... ผมมีสมรรถภาพดี ผมแข็งแรง!

“กรี๊ดดดดดดด! ขี้ดิ๊นนน มากไปแล้วนะ ว่าฉันแบนเหรอ ฉันคัพซีเลยนะ!!” ยัยเด็กแสบตะโกนลั่นด้วยสติที่ขาดผึง พร้อมกับตรงเข้าตะครุบร่างของผมที่นั่งอยู่ปลายเตียงและหันหลังให้เธอจนหน้าคว่ำ รู้ซึ้งจริงๆ ว่าผู้หญิงแม่งเซนซิทีฟต่อเรื่องหน้าอกมากแค่ไหน

เพราะตอนนี้เธอกำลังใช้แขนเล็กๆ นั้นรัดคอผมอยู่!

“เวร! บัดซบ เธอจะฆ่าฉันรึไง!!”

“ฉันคัพซีนะ! ห้ามพูดแบบนี้อีก ใช่ เพราะฉันจะฆ่านายยย” ดูเหมือนยัยเด็กผีจะสติแตกไปแล้ว เพราะต่อมาเธอก็รัดคอผมแน่นขึ้นอีกจนหายใจไม่ออกและอึดอัดไปหมด พร้อมกับโถมตัวเข้าใส่ทั้งตัวแล้วเกี่ยวขาไว้ที่เอวผมเอาไว้เหมือนลูกลิง

“ยัย...!”

ออดดดดด

เสียงออดหน้าห้องกลับดังขึ้นเสียก่อนที่ผมจะได้ทันทำอะไร ผมเงยหน้ามองประตูห้องทันทีด้วยความหงุดหงิด เสียงออดที่โคตรดังและแตกชิบหายนั่นเพราะผมขี้เกียจซื้อ พูดตรงๆ คือเป็นเสียงออดที่แม่งไม่เหมือนใครเลยว่ะ

“ใครอ่ะ” เสียงกระซิบเล็กๆ ดังขึ้นข้างๆ หูเมื่อยัยเด็กผีหยุดดีดดิ้นแล้วเกาะหลังผมอยู่นิ่งๆ อย่างระแวดระวังภัย แต่ขอทีเถอะว่ะ ยัยนี่คิดจะเกาะคอผมเป็นเจ้าที่เจ้าทางอยู่ตลอดเลยรึไง

“ลงไป”

“ไม่เอา!”

“บอกให้ลง!”

“ไม่เอา!!”

“เออ!!” ผมถอนหายใจแรงๆ ระบายความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านออกไปให้พ้นๆ พร้อมกับกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายแล้วเดินอาดๆ ไปที่ประตูห้องทันทีเพราะไม่อยากทนเสวนาถกเถียงกับยัยนี่อีกต่อไป เพราะรู้ว่ายังไงก็ต้องหงุดหงิดอยู่ดี!

ความจริงยัยเด็กผีก็ไม่หนักมากหรอก ระดับผมแค่นี้สบายๆ อยู่แล้ว...

แต่คือรำคาญโว้ย!!

“ขี้ดิน... ตอนนี้ฉันรู้จักขี้ดินแค่คนเดียวนะ คือฉันกลัว... ฉันไม่ค่อยคุ้นกับคนแปลกหน้า” ยัยเด็กผีกระซิบ แล้วผมก็เบ้ปากอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะถ้ายัยนี่ไม่คุ้นเคยกับคนแปลกหน้าจริง ป่านนี้คงจะกลัวผมหัวหดไปแล้ว “แต่ก็มีขี้ดินนั่นแหละ... ที่ฉันไม่รู้สึกกลัวเลย”

ผมชะงักกับคำพูดถัดมาของเธอ หยุดมือที่จะคว้าลูกบิดประตูเอาไว้ในทันที “ว่าไงนะ”

“ก็... ฉันรู้สึกชอบขี้ดินนะ ไม่รู้สิ ไม่เอา ไม่พูดแล้ว” ยัยตัวแสบบ่นอะไรอู้อี้ก็ไม่รู้ เธอซบลงที่ต้นคอผมแล้วถูหน้าไปมาพอพูดคำหลังๆ และนั่นก็ทำให้ผมถึงกับขนลุกซู่ ทั้งๆ ที่ลูกบิดก็อยู่ใกล้มือขนาดนี้ แต่ผมกลับไม่กล้าเปิดมันขึ้นมาซะอย่างงั้น

หวั่นไหวเหรอ? ไม่มีทาง!

“เงียบซะที...” ผมกระซิบกลับทั้งๆ ที่ยังถูกยัยนั่นกอดคอและใช้ขาเกี่ยวเอวเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย มือก็คว้าลูกบิดประตูเอาไว้อีกครั้ง

ออดดดดดดด

เออ! ไม่ต้องกดเร่งก็ได้!!

แกรก!

“ใคร!!” ทันทีที่เปิดประตูออกไปผมก็ตวาดออกมาแบบนั้นอย่างเคยชิน เป็นไงเป็นกันวะ ไม่ว่าใครจะตกใจที่มียัยเด็กผีปีศาจนี่เกาะหลังผมอยู่รึไม่ ผมก็คงไม่คิดอะไรให้ปวดประสาทเล่นแล้วว่ะ บอกตรงๆ ว่าโคตรปลง

แต่คนที่อยู่หน้าห้องทำให้ผมรู้สึกปลงยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น...

“ไง”

เพราะมันคือไอ้แฟรงก์...

โอเค พูดง่ายๆ เลยว่าผมมันเป็นพวกโผงผาง ศัตรูเลยอยู่รอบทิศไปหมด

และไอ้เวรนี่ก็เป็นหนึ่งในศัตรูของผม... ที่ผมโคตรหน่ายที่สุด

“ทำของตกไง?” ผมกวนประสาทมันออกไปคำนึง แล้วไอ้หมอนั่นก็หัวเราะ เเต่เเน่นอนว่าผมไม่ขำด้วย นี่มันกล้าบุกมาถึงห้องผมเลยเหรอวะ? เหอะ... ไม่ธรรมดาซะเเล้ว

“พอดีฉันมีมารยาทว่ะ...” มันตอบท่าทางสบายๆ พร้อมกับเสยผมสีเเดงเเสบลูกตานั่นไปด้วย คิดว่าเท่ตายห่า... “ก็เลยจะมาเจรจาด้วยสันติ”

“สันติเตี่ยอะไรวะ”

“แปลกนะ นี่นายเลี้ยงเด็กด้วยเหรอ?”

มันไม่สนใจคำพูดที่มาพร้อมกับสีหน้าหาเรื่องของผม แต่กลับเลื่อนสายตาไปหายัยเด็กแสบที่เกาะอยู่ด้านหลังของผมแทน ต้องเชื่อซะแล้วว่ายัยนี่กลัวคนแปลกหน้าจริงๆ เพราะมิหวาเอาแต่ซุกหน้าอยู่ที่ท้ายทอยของผมแล้วรัดอ้อมแขนแน่นขึ้นอีก ให้ตาย... หมดฤทธิ์เดชไปเลยแฮะ

“เออ แต่มันก็เรื่องของฉัน” ผมตอบปัด แต่ก็ได้รับการลงโทษด้วยกรงเล็บเล็กๆ นั่นแทน ยัยตัวแสบคงจะโกรธที่ผมหาว่าเธอเป็นเด็ก แต่ก็ช่างแม่งเถอะ

“เด็กตัวใหญ่จังเลยนะ...” หมอนั่นว่าพร้อมกับเอียงคอมองจนผมต้องจิ๊ปากอย่างหงุดหงิด ไอ้แฟรงก์เเม่งก็ชอบทำตัวเหมือนตัวเองหล่อเหลาเสียเต็มประดา ทั้งๆ ที่มันก็เตี้ยกว่าผมตั้งสองเซน เเห้งก็เเห้ง คงคิดว่าเหนือกว่าผมมากล่ะสิ

“เรื่องของกู” ผมย้ำอีกคำ แล้วก็ตั้งท่าจะเดินกลับห้อง ล่ำลามันซะตรงนี้ แต่ไอ้เวรนั่นกับเบรกผมไว้ด้วยการคว้าแขนเล็กๆ ของมิหวาที่โอบคอผมอยู่แทน

“อะ! ขี้ดิน... ขี้ดิน” ยัยเด็กแสบสะดุ้งแถมยังเรียกชื่อผมใหญ่เลยว่ะ ผมก็เลยกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย ตอนแรกก็ว่าจะปล่อย แต่อยู่ดีๆ ผมก็เปลี่ยนใจ แล้วหันกลับไปถลึงตาใส่มันที่เลิกคิ้วท้าทายผมอยู่ทันที

โอเค... ความจริงผมน่าจะเลวได้กว่านี้อีกสักนิด แต่ทำไม่ได้จริงๆ ว่ะ

[ KIDEEN : SIDE END ]

บทก่อนหน้า
บทถัดไป