บทที่ 2 แล้วจะเอาอะไรมาเขียน

หลังจากก้าวเท้าออกจากสำนักงานพิมพ์ชื่อดัง พราวรวีก็ขับรถตรงดิ่งมาแวะที่ร้านเครื่องเขียนของตัวเองทันที เนื่องจากร้านแห่งนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางผ่านก่อนจะถึงบ้านของเธอพอดี หญิงสาวผลักประตูร้านเข้าไปพร้อมกับเสียงกระดิ่งลมที่ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งต้อนรับ

“สวัสดีค่ะพี่พราว”

“สวัสดีจ้ะ วันนี้ยุ่งไหม”

“ยุ่งเป็นบางช่วงค่ะ พี่พราวคะ หวานฝากร้านแป๊บหนึ่งได้ไหมคะ หวานจะไป เข้าห้องนํ้า” น้ำหวานถามอย่างเกรงใจ

“จ้ะ ไปเถอะ”

นํ้าหวานเป็นเด็กที่พราวรวีจ้างมาเฝ้าร้านให้ส่วนตัวเธอเองนั้นจะแวะเวียนเข้ามาที่นี่เป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น เพราะเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเธอมักจะถูกใช้ไปกับการนั่งอุดอู้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำงานเขียนนิยายอยู่ที่บ้านของตัวเองซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้านเครื่องเขียนแห่งนี้มากนัก

ในระหว่างที่น้ำหวานเดินเลี่ยงไปทางหลังร้าน ประตูหน้าร้านก็ถูกผลักเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับร่างท้วมของหญิงวัยกลางคนที่มีรอยยิ้มใจดีประดับบนใบหน้าเสมอ

“อ้าว คุณพราว มาพอดีเลยวันนี้น้าได้ส้มมาหลายกิโลเลย ว่าจะเอาไปให้ที่บ้าน รอน้าเดี๋ยวนะคะเดี๋ยวไปเอามาให้”

“ไม่ต้องรีบหรอกค่ะ พราวยังไม่รีบกลับ แล้วน้าทําความ สะอาดหอเสร็จแล้วเหรอคะ”

“ยังเหลือชั้นบนอีกชั้นค่ะ พอดีเด็กๆ กําลังอ่านหนังสือกัน อยู่น้าเลยไม่อยากรบกวน นี่ก็ว่าจะมาช่วยนํ้าหวานเฝ้าร้าน” น้า แก้วตาบอกกับหญิงสาวผู้เป็นนายจ้าง

น้าแก้วตาทำงานที่หอพักแห่งนี้มาได้หลายปีแล้ว หน้าที่หลัก ๆ ก็คือคอยดูแลความสะอาดเรียบร้อยทั่วไปของอาคาร หญิงวัยกลางคนได้พักอาศัยอยู่ห้องพักชั้นล่างสุดของหอพักฟรี โดยที่พราวรวีไม่ได้คิดค่าเช่าแม้แต่บาทเดียว เพราะถือว่าเป็นการให้เธอช่วยดูแลและเฝ้าหอพักไปในตัวด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน

“น้าแก้วไปพักก่อนก็ได้นะคะ ก่อนกลับพราวจะแวะไปเอา ส้มเองค่ะ” พราวรวีบอกเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว

“คุณพราวไม่มีธุระไปที่ไหนใช่ไหมคะ”

“ไม่มีค่ะ”

พอแก้วตาเดินเลี่ยงกลับไปยังตึกหอพักได้ไม่นานนัก น้ำหวานก็ทำธุระเสร็จและเดินกลับเข้ามาในร้าน แต่ในมือของเด็กสาวไม่ได้ว่างเปล่า แต่กลับถือถุงหูหิ้วพลาสติกที่บรรจุส้มสีส้มสดขนาดย่อมมาด้วยถึงสองถุงใหญ่

“น้าแก้วกลัวพี่พราวลืมแวะไปเอาส้มค่ะ เลยฝากนํ้าหวาน เอามาให้”

“ขอบใจจ้ะ พี่กลับก่อนนะ วันพุธคงไม่เข้ามาแล้ว”

“ค่ะพี่พราว”

พอออกจากร้านของตัวเองมาได้นิดหน่อยพราวรวีก็แวะที่ ร้านอาหารเจ้าประจําที่อยู่หน้าปากซอยเข้าหมู่บ้าน

“พี่เจนนี่คะ ของพราวได้ยังคะ”

พราวรวีส่งเสียงทักทายเจ้าของร้านสาวประเภทสองอารมณ์ดีทันทีที่ก้าวขาเข้าไปในร้าน เพราะเธอโทรศัพท์มาสั่งอาหารไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนที่ยังนั่งเล่นอยู่ที่ร้านเครื่องเขียน พอมาถึงจึงรีบเอ่ยทวง เนื่องจากใหล้เวลาพักเที่ยงที่ลูกค้าของพี่เจนนี่จะแน่นจนแทบไม่มีที่นั่ง

“เรียบร้อยแล้วค่ะ แกงเขียวหวานไก่กับผัดผักรวมพี่แถม กุนเชียงทอดให้ด้วยนะคะ”

“ขอบคุณค่ะ พี่เจนนี่ใจดีตลอดเลย”

“พี่มีข้อแม้นะคะ”

“อะไรคะ”

“เรื่องต่อไปพี่ขอแบบจัดหนักได้ไหม พอพระเอกหล่อ รวยๆ” พี่เจนนี่จีบนิ้วทำท่าทางประกอบ แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังในฐานะแฟนคลับตัวยงของนักเขียนสาว

“มันแน่อยู่แล้วค่ะ พระเอกของพราวต้องหล่อรวย ขืนเอาแบบธรรมดาที่เจอทั่ว ๆ ไปก็ไม่ฟินสิคะ” พราวรวีหัวเราะร่วน ตอบกลับอย่างมั่นอกมั่นใจตามสไตล์นักเขียนนิยายรัก

“น้องพราวคะ ขอเพิ่มอีกนิดไหมคะ”

“ได้เลยค่ะ สําหรับพี่เจนนี่พราวจัดให้ ว่าแต่ขออะไรคะ”

“ขอแบบเอวดุๆ ได้ไหมคะ เหมือนเรื่องแรกๆ ที่น้องพราว แต่งมันแซ่บถึงใจมากเลยค่ะ ไม่เอาแบบที่ตัดเข้าโคมไฟแล้วนะคะ”

“ได้เลยค่ะ พราวจัดให้ตามคําขอเลยค่ะ”

“พี่หยอดกระปุกไว้เยอะเลยหนังสือน้องพราวออกเมื่อไหร่ พี่จะรีบไปซื้อเลยนะคะ แต่บอกก่อนนะคะถ้าไม่แซ่บ เอวไม่ดุพี่โกรธ จริงๆ ด้วย”

“พี่เจนนี้รอเลยนะคะ ครั้งนี้พราวจัดให้แบบถึงใจเลยค่ะ”

“มันต้องอย่างนั้นสิคะ”

พราวรวีถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อยกว่าของวัน หญิงสาวเอา ผลงานตีพิมพ์เรื่องแรกของตัวเองมาอ่านอีกรอบ ยอมรับว่าตอนนั้น ตัวเองเขียนฉากอีโรติกออกมาได้อย่างดี แม้จะไม่มีประสบการณ์ แต่อาศัยว่าตัวเองอ่านมาเยอะและดูมาเยอะ แต่มาเล่มหลังๆ ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจก็หายไป

ไม่รู้เพราะตัวเองไม่เคยมีความรักหรือเพราะไม่เคยได้ทํา แบบนั้นในชีวิตจริงกันแน่ฉากวาบหวิวพวกนั้นเลยดูไร้อารมณ์ตามไปด้วย

บางทีพราวรวีก็รู้สึกผิดต่อนักอ่าน เพราะเรื่องที่เธอแต่งขึ้น ส่วนใหญ่ก็อาศัยถามเพื่อนบ้าง ดูหนังโป๊บ้าง แม้จะดูเป็นสาวเปรี้ยว มั่นใจในตัวเอง แต่ในชีวิตจริงเธอก็มีแฟนกับเขาแค่คนเดียวแต่ก็ไม่ เคยมีอะไรกับแฟนมาก่อน เพราะตอนนั้นยังเรียนไม่จบ และนั้นก็ เป็นเหตุผลให้แฟนหนุ่มของเธอบอกเลิก เธอร้องไห้เสียใจกับรักแรก อยู่สองวัน จากนั้นก็ลืมทุกอย่างจนถึงตอนนี้ก็นานหลายปีแล้วที่ หัวใจของเธอมันแห้งเหี่ยวและไม่เคยมีใครได้เข้ามาเยี่ยมเยือนเลย แม้แต่คนเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป