บทที่ 6 ตอนที่ 6.1 อย่างน้อย
โย Part
"เตี่ยมองหน้าโยชัดปะ"
"เออชัดแจ๋วเลยโยเย เตี่ยก็นึกว่าดาราที่ไหนมาอยู่ตรงหน้าที่แท้เป็นโยเยของเตี่ยนี่เองหล่อกว่าดาราอีกนะเนี่ย ขอบใจนะลูกขอให้ผลของแว่นที่โยเยตัดให้เตี่ย มันทำให้โยเยเห็นแต่สิ่งที่ชัดเจนและมีแต่ความชัดเจนในทุกเรื่องที่เป็นเรื่องที่ดีนะลูก" ผมอมยิ้มให้กับความตาถึงของผู้ชายรูปร่างอุดมสมบูรณ์ เค้าโครงหน้าบ่งบอกถึงความมีเชื้อจีนนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มแปะอยู่เสมอ หวังว่าคำอวยพรของเตี่ยเมื่อกี้มันจะเริ่มส่งผลจากค่าขนมผมที่จะไม่โดนกาผิดช่องสักทีนะครับ ก็ผมลงทุนหยอดกระปุกออมสินวันละหลายบาทมาตั้งปีกว่านี่หว่าถึงจะมีปัญญาพาเตี่ยมาตัดแว่นได้น่ะ
"เฮียเขาพาเตี่ยมาตัดแว่นเพราะเขากลัวเตี่ยไปหักเงินผิดคนอีกต่างหากล่ะทำดีหวังผลว่ะเฮีย เตี่ยก็อีกคนตัวเองสายตาไม่ดีตั้งนานก็ไม่ยอมตัดแว่นเองสักทีกะจะอ้อนให้ลูกคนโปรดพามาล่ะสิ เฮียไม่ต้องเตรียมอ้าปากจะแขวะอะไรยิมหรอกยิมกับเฮียย้งจะพาเตี่ยมาตัดแว่นหลายครั้งแล้วเถอะ แต่เตี่ยนั่นแหละทำเป็นบ่ายเบี่ยงเพราะรอลูกรักเป็นคนพามาตลอดน่ะ" ปากที่กำลังอ้าด่าไอ้ตี๋ต้องรีบหุบฉับทันควัน แล้วหันมาคว้ามืออวบอูมของชายลูกครึ่งไทยจีนมาจับเอาไว้มั่น
ใจก็นึกโทษด่าว่าตัวเองไปด้วยทำไมผมถึงละเลยเตี่ยมาตั้งหลายปีวะ ถ้าพาเตี่ยมาตัดแว่นให้เร็วกว่านี้คงไม่ถูกหักค่าขนมแต่เล็กจนโตหรอก กำลังนึกก่นด่าตัวเองอยู่เชียวแต่พอเห็นแววตาเอ็นดูที่เตี่ยส่งมาให้ก็ชักตงิดใจว่ะ มันแลดูจะวิบวับเกินเหตุปะหรือผมระแวงไปเอง?
"ยิมไม่ได้อยากขัดจังหวะทุ่งหญ้าสีเขียวเต็มไปด้วยผีเสื้อและม้ายูนิคอร์นของเตี่ยกับเฮียนะ แต่เราควรรีบไปซื้อของได้รึยังขืนกลับช้าเดี๋ยวหม่าม้าบ่นอีกไว้ค่อยไปแสดงความรักกันต่อที่บ้านก็แล้วกัน อ้อเฮียของขวัญวันเกิดของเฮียที่แจกให้ปีนี้รู้สึกว่าจะมีราคากว่าทุกปีนะ เล่นถอยแว่นให้ทั้งบ้านแบบนี้เอาเงินที่ไหนมาซื้ออะ
"อ๋อที่เฮียให้สาว ๆ เป็นคนจ่ายค่าข้าวค่าขนมเองตลอด หรือไถเงินที่เฮียย้งกับยิมประจำเพราะแบบนี้ปะ งั้นก็เท่ากับว่ายิม เฮียย้งกับสาว ๆ ของเฮียเป็นคนซื้อของพวกนี้เองน่ะสิ ก็เอะใจอยู่ว่าแว่นกันแดดอันนี้ทำไมถึงถูกใจนัก ที่แท้เป็นเงินของยิมเองนี่นา หึหึ" เป็นเหมือนธรรมเนียมของบ้านผมไปแล้ว ถ้าวันคล้ายวันเกิดของใครคนนั้นก็จะซื้อของขวัญให้ทุกคนในบ้าน
โดยเฉพาะพระในบ้านคือเตี่ยกับหม่าม้าทุกวันเกิดในทุกปีพวกผมสามพี่น้องก็จะมีของขวัญให้อยู่เสมอ เตี่ยจะคอยสอนพวกเราตลอดว่าอย่ามัวแต่มองหาความรักที่ยังมองไม่เห็น ทั้งที่มีความรักที่ยิ่งใหญ่และสัมผัสได้จริงยังนั่งรออยู่ที่บ้านเจ๋งที่สุดในโลกก็เตี่ยผมนี่แหละ แต่ที่ไอ้ยิมพูดนี่มันไม่ถูกต้องปะวะ
"ไอ้ตี๋นี่เงินเก็บของเฮียหรอก โยเก็บเงินมาซื้อให้จริงนะเตี่ยเราไม่ต้องสนใจไอ้ตี๋ขี้ทวงกันหรอก ไปเถอะปล่อยให้มันยืนเป็นผีไม่มีศาลอยู่นี่คนเดียวเนอะเตี่ย" ผมอยากตะปบปากไอ้ยิมสักทีเรื่องไม่จริงนี่ชอบเอามาใส่ร้ายจัง
ผมเปล่าให้เด็กในสังกัดเลี้ยงข้าวตลอดสักหน่อยอย่างน้อยหนูดิวผมก็เป็นคนเลี้ยงตลอดล่ะถึงจะเป็นแค่อาหารตามสั่งก็เถอะ ว่าแล้วชักจะคิดถึงหนูดิวแล้วสิตั้งแต่วันเกิดผมผ่านมาเป็นอาทิตย์ละ ยังไม่ได้เจอน้องมันเลยนี่หว่า เย็นนี้แวบไปหาสักหน่อยดีกว่าทิ้งไว้นานเดี๋ยวกลิ่นจางกันพอดี
"เฮียโยนี่เอาไปกินเองหรือเอาไปขายเนี่ยจะตุนสินค้าเหรอ เตี่ยดูเฮียโยทำสิจะเหมาทั้งห้างแล้วมั้ง"
"มึงไม่รู้ไรตี๋ลองมาเป็นคนที่โดนหักค่าขนมสองเด้งติดอย่างเฮียดิแล้วจะเข้าใจหัวอกของเฮียมึงดีว่าทำไมต้องกวาดของกินมาตุนแบบนี้ เรื่องบางเรื่องพูดไปก็ไม่มีวันเข้าใจตราบใดที่มึงไม่เจอเข้ากับตัวเอง เฮ้อ อย่างว่าแหละเฮียมันไม่ใช่ลูกรักนี่เอะอะอะไรก็ติ๊กผิดมาลงช่องเฮียตั้งแต่เล็กจนโต ที่เป็นบ้าเป็นบอทุกวันนี้ไม่ใช่อะไรนะเป็นเพราะว่าวัน ๆ ไม่มีเงินไปซื้อของดีมาบำรุงสมองถึงไม่เต็มแบบนี้ไงล่ะ เตี่ยถ้าโยเอาเยอะไปงั้นโยเก็บคืนให้นะ แต่โยขอแค่มาม่าได้มั้ยน้ำผลไม้นมโยไม่เอาก็ได้เดี๋ยวโยกรอกน้ำก๊อกที่คอนโดกินเอาโยกินได้ครับ" พอโดนไอ้ยิมทักมาผมถึงเพิ่งสังเกตว่าในรถเข็นมีแต่ของกินตัวเองกองจนจะท่วมรถอย่างที่มันว่าจริงด้วยแฮะ
แถมส่วนมากเป็นเสบียงที่ผมจะเอาไปฝากหนูดิวเย็นนี้ด้วยนี่หว่า อดสงสารกระเป๋าเงินเตี่ยไม่ได้ว่ะต้องขายตู้ขายเตียงกี่ใบมาเลี้ยงผมวะเนี่ย พอคิดได้อย่างนั้นของในรถเข็นที่ผมหยิบใส่อย่างไม่ลืมหูลืมตาเมื่อกี้ก็ถูกผมค่อย ๆ หยิบเรียงคืนไว้บนชั้นทีละอย่างเหมือนเดิม
เอาวะ! ยังไงไอ้โปรดก็คงไม่ปล่อยให้ผมอดเหล้าไอ้ตุลย์คงไม่ปล่อยให้อดข้าว ไอ้นัทคงไม่ปล่อยให้ผมอดกาแฟกับบุหรี่ส่วนสองสาวมันคงเลี้ยงขนมผมทุกวันได้อยู่หรอกเว้ย เพื่อนมีไว้ให้ดูใจกันก็ตอนนี้แหละและเพื่อนผมดีทุกคนพึ่งพาได้ทุกท่าน หมอหล่อฟันธงครับ!
"โยเยเป็นลูกรักที่สุดของเตี่ย หนูจะเอาอะไรก็หยิบเลยลูกแต่อย่าตัดพ้อต่อว่าเตี่ยแบบนี้เลยเตี่ยรู้สึกผิดต่อโยเยเหลือเกิน" ตาตี่หลังแว่นหนาเตอะที่ผมเพิ่งจะทุบกระปุกตัวเองพามาตัดตอนวันเกิดและพามารับแว่นเมื่อกี้ มองมาด้วยสายตาเศร้าซึมจนผมต้องรีบเดินไปกอดไปโอ๋หอมแก้มอูมฟอดใหญ่ โถถังเตี่ยคงรู้สึกผิดมากสินะ
"อ้าวพี่โย อุ๊ยเตี่ยก็มาด้วยเหรอคะ สวัสดีค่ะไม่ได้เจอกันตั้งนานเตี่ยยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวเหมือนเดิมนะคะ" ยังไม่ทันจะได้ปลอบโยนเตี่ยเลยปันปันก็เดินมาทักซะก่อน แต่คนเข็นรถเดินตามหลังนี่มันเด็กในสังกัดที่ผมจะไปหาเย็นนี้นี่หว่า
"หนูปันปันนี่เองนึกว่าสะใภ้คนไหนของเตี่ยเสียอีก น่ารักขึ้นทุกวันแบบนี้มาเป็นสะใภ้เตี่ยมั้ย" ผมอดอมยิ้มไม่ได้ ปากก็คันยุบยิบอยากบอกเหลือเกินว่าสะใภ้เตี่ยน่ะคือคนที่เข็นรถตามหลังปันปันต่างหากเล่า
"คิก ๆ เห็นทีว่าหนูจะไม่ใช่สเปกของพี่โยน่ะสิคะ มินทางนี้เจอพี่โยด้วยแหละ" ปันปันส่งยิ้มคล้ายจะล้อเลียนอะไรสักอย่างมาให้ ก่อนจะกวักไม้กวักมือเรียกน้องมินโดยมีสายตาหนูดิวจับจ้องทุกการก้าวย่างของน้องมินอย่างไม่คลาดสายตา ทำไมผมถึงรู้น่ะเหรอผมเองก็มีพฤติกรรมไม่ต่างจากหนูดิวสักเท่าไหร่นี่หว่า
"สวัสดีครับพี่โย สวัสดีครับเตี่ย เตี่ยสบายดีนะครับ"
"หนูมินก็มาด้วยเหรอ เตี่ยสบายดีไม่เจ็บไม่ป่วยอะไรหนูมินล่ะสบายดีมั้ย เรื่องแม่น่ะเตี่ยเสียใจด้วยนะลูกคิดเสียว่าท่านหมดทุกข์บนโลกนี้เพื่อไปเสวยสุขอยู่เบื้องบน ไม่ต้องลำบากหายใจสูบควันรถอย่างพวกเราอีกนะลูก"
"ขอบคุณครับเตี่ย มินเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันตอนนี้แม่ดาคงยืนยิ้มมองมินอยู่บนท้องฟ้าแล้วล่ะครับ"
"พี่โยจะไม่แนะนำหนุ่มคนนั้นหน่อยเหรอคะหน้าคุ้น ๆ เหมือนปันเคยเห็นที่ไหน" น้องมินเดินหอบกระป๋องน้ำผลไม้มาใส่รถเข็น รอยยิ้มอ่อนหวานสายตาอ่อนโยนนี่แหละที่ผมรู้สึกเอ็นดูน้องมันเหมือนน้องชายแท้ ๆ ของตัวเอง แต่เสียงทักของปันปันทำให้ผมต้องละสายตาที่กำลังชื่นชมน้องมิน และกำลังงัดสายตากรุ้มกริ่มเกี้ยวพาราสีหนูดิวให้หันมามองตามคำถามถึงบุคคลปริศนา
เออจริงสิปันปันกับน้องมินยังไม่เคยเจอไอ้ยิมนี่หว่า ที่ว่าคุ้นหน้าคงจะเคยเห็นแวบ ๆ ตั้งแต่ผมเรียนมัธยมปลายนู่นมั้ง ก็เวลาเตี่ยมารับที่โรงเรียนทีไรไอ้ยิมมักจะตามมารอซุ่มอยู่ในรถทุกที อำสักหน่อยดีกว่าเผื่อคนที่กำลังกระตุกชายเสื้อน้องมินอยู่จะหึงป๋าบ้างอะไรบ้างเย็นนี้ป๋าจะได้ตามไปง้อบนเตียงสักยกสองยก
"เด็กในสังกัดพี่เองหล่อหน้าตาดีมีสกุลรุนชาติใช่มั้ยล่ะ วันนี้พามาเป็นเบ๊ให้เตี่ยน่ะชื่อยิมรู้จักกันไว้สิ ยิมนี่น้องมินกับน้องปันปันรุ่นน้องของเฮียเองส่วนคนนั้นชื่อดิว เตี่ยน้องที่เข็นรถน่ะชื่อดิวเป็นอะไรดีน้าน้องดิวอยากเป็นอะไรกับพี่โยครับไหนลองบอกให้เตี่ยของพี่โยรู้หน่อยสิ"
"สวัสดีครับผมเป็นรุ่นน้องของพี่โยครับ" ผมขยิบตาให้เตี่ยและกำลังจะลุ้นอยู่เชียวว่าหนูดิวจะหึงบ้างไหม แต่อิหนูก็แสดงออกซะชัดเจนว่าอยากเป็นอะไรเบรกจนผมหัวทิ่มหัวตำแน่ะ โวะ! นี่มันจะไม่หวงไม่แสดงตัวว่าเป็นเด็กป๋าสักนิดเลยหรือไงวะ
"สวัสดีนี่ก็รุ่นน้องเหมือนกันเหรอหรือเป็นแฟนหนูปันปันล่ะหน่วยก้านดีแถมหน้าตาดีด้วยสิ เสียดายที่เตี่ยไม่มีลูกสาวไม่งั้นจะจองตัวให้มาเป็นลูกเขยสักหน่อย แต่ถ้าไม่คิดอะไรมากมาเป็นสะใภ้เตี่ยมั้ยโยเยของเตี่ยว่างอยู่นะ น่ารักนิสัยดีดูแลเอาใจเก่งก็ต้องโยเยของเตี่ยนี่แหละ ฮ่า ๆ ๆ "
"หึหึ ขอโทษครับเห็นทีว่าผมคงต้องขอปฏิเสธเตี่ยแล้วล่ะรับไม่ไหวจริง ๆ " คอแทบเคล็ดเมื่อผมหันขวับไปมองปฏิกิริยาหนูดิวว่าจะดีใจไหมที่เตี่ยอยากได้มาเป็นสะใภ้ แต่หนูดิวก็ทำให้ป๋าเซ็งด้วยคำตอบนี้อีกละมึงจะรีบปฏิเสธทำไมวะเบบี๋!
"เฮียโยว่างซะที่ไหนล่ะเตี่ย แล้วยิมล่ะเตี่ยจะให้เฮียเอายิมไปไว้ที่ไหนถึงจะล้อเล่นแต่ยิมก็ไม่โอนะครับยิมหวง เฮียโยรีบซื้อรีบกลับกันเถอะ เดี๋ยวหม่าม้าจะรอนาน พวกเราขอตัวก่อนนะครับ" ไอ้ตี๋ยิมไอ้มารขัดจังหวะ! ผมรึอุตส่าห์กำลังจะตัดพ้อต่อว่าหนูดิวสักหน่อย มันดันลากแขนผมให้เดินไปทางอื่นจนเตี่ยแทบจะเข็นรถตามเราเกือบไม่ทันซะงั้น ผมได้แต่หันไปส่งสายตาละห้อยบอกลาหนูดิว ไว้คืนนี้ป๋าจะเอาน้ำเอาขนมไปง้อนะครับเบบี๋
"ยิมไม่ชอบขี้หน้ารุ่นน้องเฮียที่ชื่อดิว หวังว่าคงจะไม่ใช่หนูดิวเด็กที่เฮียเพ้อหาอยู่นะ" เสียงทักจากไอ้ตี๋ยิมที่นั่งรูดโทรศัพท์อยู่เบาะหลัง ทำให้ผมต้องละสายตาจากถนนมาเหลือบมองคนที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ ไอ้ตี๋มันไม่โอแล้วเตี่ยจะโอไหมวะ
ผมค่อนข้างหนักใจกับเรื่องนี้มากทีเดียว สำหรับผมแล้วความรักในสถานะอื่นมักจะมาทีหลังคนในครอบครัวเสมอ ถ้าผมเป็นในสิ่งที่ลูกหลานในตระกูลไม่มีใครเป็นเตี่ยจะรับได้ไหมจะเสียใจมากเท่าไหร่นี่คือสิ่งที่ผมกังวลใจมานานแล้วล่ะ คงเป็นเพราะว่าที่ผ่านมาถึงผมจะผ่านหญิงผ่านชายมามากหน้าหลายตา แต่เตี่ยกับหม่าม้าก็รับรู้ว่ามันเป็นแค่อารมณ์วัยรุ่นวัยที่ไม่มีการผูกมัดอื่นใด วัยที่คึกคะนองโดยไม่สนใจถึงผลพวงที่จะตามมาทีหลังก็แค่นั้นเอง
"เตี่ยล่ะชอบหนูดิวปะ"
"ชอบสิ เสียดายน่าจะเป็นผู้หญิงเตี่ยจะได้ขอมาเป็นเมียโยเยไงดูแล้วโยเยชอบเด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่เหรอลูก"
"เตี่ยรู้ได้ไงอะมองแป๊บเดียวก็รู้แล้วเหรอโยคารวะเลยครับผม คนนี้นี่แหละหนูดิวของโยเอง ไอ้ตี๋คนนี้คือว่าที่อาซ้อมึงนะอย่าอคติกับหนูดิวสิ ถ้าได้รู้จักได้คลุกคลีกันมึงจะชอบหนูดิวเองขนาดเฮียกับเตี่ยยังชอบเลยเนอะ.. เตี่ยโอเคจริง ๆ ใช่มั้ยครับ" พอเห็นสีหน้าเตี่ยเปิดไฟเขียวก็ค่อยหายใจหายคอคล่องขึ้นตัวเบาขึ้นนิดหน่อย จากนั้นผมก็ตะล่อมไอ้ตี๋ยิมต่อโดยไม่ปล่อยให้เสียเวลาทันที ไม่ได้สิถ้าไอ้ตี๋มันไม่ชูป้ายไฟเห็นทีว่าหนูดิวคงจะเข้ามาเป็นสะใภ้ของบ้านลำบากเสียแล้ว
"พูดกันจากใจเตี่ย ถ้าได้หนูดิวมาเป็นสะใภ้หรือเขยเตี่ยก็โอเคทั้งนั้นนี่มันยุคไหนกันแล้วล่ะ ถึงแม้ว่าลึก ๆ เตี่ยจะอยากให้ลูกของเตี่ยทุกคนมีครอบครัวที่สมบูรณ์มีลูกมีเมียให้เตี่ยคลายใจ จะได้ไม่ต้องกังวลว่าแก่ตัวมาใครจะเป็นคนดูแลอาตี๋ทั้งหลายของเตี่ย แต่ถ้าลูกชายของเตี่ยจะมีใจรักชอบพอด้านนั้นเตี่ยก็ไม่ห้ามปรามอะไรเรื่องแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้
"ลูกของเตี่ยไม่ต้องเรียนให้จบปริญญาหรือเป็นดอกเตอร์ ไม่ต้องหน้าตาดีเหมือนดารา ไม่ต้องมีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนนักร้อง ไม่ต้องฉลาดกว่าทุกคน แค่ขอให้เขาเติบโตขึ้น โดยไม่ต้องเป็นภาระของสังคม ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร ไม่ทำร้ายตัวเองก็พอแล้ว เขาจะรักจะชอบอะไรยังไงก็ต้องสุดแล้วแต่เขา แต่นั่นต้องยืนอยู่บนข้อแม้ที่ว่าคนนั้นเขาต้องรักต้องชอบลูกชายของเตี่ยด้วยนะ ดูท่าทางแล้วเด็กน้อยคนนั้นก็เป็นคนเอางานเอาการแถมหนักแน่นจริงจังรักใครแล้วรักเลยและดูท่าว่าเด็กน้อยมันจะมีคนที่รักแล้วหรือเปล่า ถ้าลูกของเตี่ยต้องรักเด็กน้อยข้างเดียวเตี่ยก็ไม่โอเคเหมือนกัน
"ไม่มีพ่อแม่คนไหนเลี้ยงลูกเพื่อจะยินดีและสนับสนุนให้ลูกของตัวเองวิ่งไปหาบ่อน้ำตาหรอกนะโยเย" ผมได้แต่นิ่งฟังคำพูดเรียบ ๆ ของผู้ชายที่คอยกอดคอยหอมคอยโอ๋ผมมาตั้งแต่เด็ก ประโยคเหล่านี้มันแปลว่าเตี่ยเองก็มองเห็นคนที่หนูดิวรัก และนี่ก็คงจะเป็นคำเตือนกลาย ๆ ที่เตี่ยตั้งใจให้ผมรับรู้ถึงคำตอบที่อยากได้แล้วสินะ
