บทที่ 3 ยากจะมอง

ตอนที่3 ยากจะมอง

“น้องชอบเซฟเหรอ” เสียงใสติดแหลมก็ดังขึ้นแทรกกลางวงของพวกเราขึ้น ทำให้พวกฉันสามคนหันไปมองพร้อมกันกับการปรากฎตัวของใครบางคน

แล้วก็พบว่าคนที่ถามก็คือพี่พิ้งค์แฟนเก่าของพี่เซฟนั่นเอง ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่าทำไมรุ่นพี่คนนี้ถึงมาอยู่และได้ยินพวกฉันคุยกันได้ เพราะเธอเธอเองก็เรียนคณะเดียวกับพวกฉันนี่แหละ เลยไม่แปลกจะเจอกันเหมือนกับที่พวกฉันได้บังเอิญไปเห็นพวกเขาทะเลาะกันได้ง่ายๆ นั่นแหละ

“ถ้าชอบเซฟก็ต้องพยายามหน่อยนะ เพราะเซฟเขารักพี่มาก” แต่ยังไม่มีใครได้พูดอะไรคนถามอย่างพี่พิ้งค์ก็พูดออกมาด้วยรอยยิ้มติดเยาะเย้ยด้วยตัวเองอย่างกับคนมั่นหน้าจนน่ากลัวไม่น้อย

“แหม~ พี่ก็มั่นใจในตัวเองเกินไปนะคะ” แล้วก็เป็นโอลีฟที่ได้ยินแบบนั้นก็ตอบออกไปด้วยรอยยิ้มเหมือนกัน

แต่เป็นรอยยิ้มที่แสดงออกมาว่าใสซื่อเหมือนไม่มีพิษมีภัยอะไร เพียงแต่สายตาและน้ำเสียงของมันกลับแสดงออกอย่างชัดเจนถึงการเยาะเย้ยอย่างไม่เก็บสีหน้าสักนิด

“หึ! ใครๆ เขาก็รู้ว่าเซฟรักพี่แค่ไหน ที่พี่พูดเนี่ยก็แค่อยากจะแนะนำ ว่าแบบเพื่อนน้องนี่คงยากอ่ะที่เซฟจะมอง” แต่รุ่นพี่ตรงหน้ายังคงกอดอกพูดออกมาอย่างมั่นใจเหมือนเดิม รอยยิ้มและสายตาเหยียดหยามไม่น้อยตอนหันมามองฉันแล้วพูดถึงคำว่า ‘คงจะยากที่พี่เซฟจะมอง’

“พี่เซฟคงยังไม่เคยลองแกงจืดมั้งคะ เลยติดใจแกงกะหรี่” แล้วก็เป็นมารีนที่พูดออกไปด้วยรอยยิ้มและสีหน้าที่ราวกับคำเปรียบเทียบทั่วไปไม่ได้ด่าใครเลยสักนิด

“นี่แกว่าฉันเหรอ!” พี่พิ้งค์ได้ยินแบบนั้นก็หุบยิ้มถามออกมาอย่างไม่พอใจทันที จ้องมองเพื่อนฉันอย่างเกลียดชังไม่ปิดบัง

“ใครว่าอะไรพี่เมื่อไหร่คะ พวกเราแค่พูดตามความคิด” โอลีฟเองก็ถามออกไปด้วยท่าทางใสซื่อเหมือนไม่เข้าใจที่รุ่นพี่ตรงหน้าพูดสักนิด ท่าทงบริสุทธิ์ใจอย่างมาก

“นั่นสิคะ พี่ร้อนตัวแบบนี้พวกเราคิดนะคะ” มารีนสำทับออกไปอย่างใสซื่อไม่เข้าอะไรแล้วโยนความร้อนตัวไปให้เจ้าตัวเอง

“อยากโดนตบเหรอ!” พี่พิ้งค์เห็นแบบนั้นก็ถามเสียงเยือกเย็นพร้อมก้าวขยับเข้ามาหาพวกเราอย่างเอาเรื่อง พร้อมกับเพื่อนพี่เขาอีกสองคนที่เหมือนกับพร้อมลงมือได้อย่างไม่เกรงใจสถานที่

“ก็ไม่ได้มีมือคนเดียวนะคะ” โอลีฟและมารีนเห็นแบบนั้นก็ลุกขึ้นแล้วพูดออกไปหน้านิ่งเอาเรื่องไม่เกรงกลัว จนพวกพี่พิ้งค์ลดมือลงแล้วก้าวถอยไปคืนเหมือนรู้ว่าคำว่ารุ่นพี่ไม่ได้ทำให้เพื่อนฉันกลัวได้

“.....” ส่วนฉันพอเห็นเพื่อนลุกฉันก็ลุกตามนั่นแหละ แม้ไม่ได้ชอบมีเรื่องแต่ไม่ใช่ว่าจะยกมือป้องกันตัวเองไม่เป็น ฉันไม่ได้ใสซื่อขนาดนั้นแค่ชอบอยู่เงียบๆ เลี่ยงปัญหาเฉยๆ

“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” พี่พิ้งค์เห็นแบบนั้นก็เหมือนเจ็บใจไม่น้อย พูดลอดไรฟันออกมาอย่างไม่ยอมให้จบง่ายๆ แค่ครั้งนี้

“จะฝากให้เสียเวลาทำไมคะ ในเมื่อตอนนี้ก็อยู่ตรงหน้าแล้ว” แต่โอลีฟกลับไม่ยอมง่ายๆ พูดออกไปอย่างพร้อมเสมอหากอีกฝ่ายจะเข้ามา ไม่สนใจเหมือนกันว่าที่นี่ที่ไหน

“ไปเหอะแก” แล้วเพื่อนอีกคนของพี่พิ้งค์ก็สะกิดบอกพี่พิ้งค์ขึ้นเหมือนไม่อยากมีเรื่องในสถานการณ์แบบนี่

แล้วพวกพี่เขาทั้งสามคนก็ส่งสายตาอาฆาตมาให้พวกฉันก่อนจะเดินออกไปด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียดเหมือนคาดโทษไว้รอโอกาส

“คิดว่าจะแน่” มารีนเห็นแบบนั้นก็มองตามเบะปากพูดออกมาอย่างเย้ยหยัน

“จะแน่อะไรล่ะ ก็รู้ๆ กันอยู่” โอลีฟเองก็มองตามไปอย่างเหยียดหยามแล้วพูดออกมาอย่างสมเพชไม่เก็บสีหน้าสักนิด

“ทำตัวเป็นไฮโซใช้ของแบรนด์หัวจรดตีน... ฉันไม่ได้ว่าดูถูกหรอกนะ แต่ที่มีของดีๆ ใช้ก็เพราะเอาตัวเข้าแลกมาทั้งนั้น แล้วมาทำเหนือกว่าข่มคนเขาไปทั่ว!” มารีนเบะปากว่าออกมาอย่างหมั่นไส้กับเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายที่เพื่อนฉันไปรู้เห็นเข้า

“เสียดายเหมือนกัน อยากเอาเลือดปากนางออกเป็นบ้า!” โอลีฟที่ยังหงุดหงิดอยู่ก็พูดออกมาอย่างเสียดายและหัวเสียไม่น้อย

“พวกแกก็ไม่น่าไปมีเรื่องกับพี่เขาเลย” ฉันพูดกับเพื่อนด้วยความเป็นห่วงเพราะไม่อยากให้เพื่อนต้องไปยุ่งเกี่ยวยกับคนแบบนี้ให้เสียเวลา

“แกก็เห็นว่าพวกนั้นเริ่มก่อน” มารีนแย้งขึ้นอย่างไม่ยอมง่ายๆ

“ฉันรู้ แต่ฉันก็เป็นห่วงพวกแกไง แกก็รู้นิสัยพี่เขา” ฉันตอบกลับออกมาอย่างรู้เห็นและเข้าใจดี

แต่ด้วยนิสัยของพวกเธอกลุ่มนี้เป็นพวกปากร้ายจะตาย ชอบจิกกัดคนอื่นไปทั่วจนน่ารำคาญ แต่ก็เหมือนเมื่อกี้นั่นแหละพี่หากถ้าให้ลงมือจริงๆ พวกเธอก็ไม่กล้าทำอะไร ยิ่งถ้าเจอตัวแรงๆ เหมือนเพื่อนฉันพวกเธอก็จะจิกกัดและถอยเนียนๆ แต่หากกับคนที่ไม่สู้นั่นแหละพวกเธอไม่มีทางปล่อยไปง่ายๆ

“แล้วไง แกเคยเห็นนางเก่งอะไรบ้างนอกจากเหยียดคนอื่นไปวันๆ” มารีนพูดขึ้นกับสถานการณ์ที่พบเห็นไม่ใช่ครั้งแรก

“ใช่ แล้วแกก็หัดตอบโต้บ้าง จะมาปล่อยให้เขาพูดฝ่ายเดียวทำไม ได้ใจหมด” โอลิฟเอ่ยสำทับกันอย่างเข้ากันได้ดีไม่น้อย

แต่แล้วทำไมต้องหันมาว่าเพื่อนด้วยล่ะ เพื่อนคนนี้แค่ชอบความสงบเงียบเอง อีกอย่างกลุ่มนี้ชอบกัดไม่ปล่อยด้วย ฉันไม่อยากรำคาญเสียงเวลาเจอกับพวกพี่เธอไงไม่ได้ว่ากลัวหรืออะไร แต่ไม่อยากเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น

“ต่อไปก็อย่าอยู่คนเดียว เข้าใจไหม” มารีนย้ำเตือนออกมาอย่างดุๆ เหมือนกับแม่อีกคนเพราะมันกลัวว่าพวกนั้นจะฉวยโอกาสตอนฉันอยู่คนเดียวมาหาเรื่องฉัน ซึ่งฉันก็รู้ได้ไม่ยากหรอกว่าหลังจากนี้ถ้าพวกพี่พิ้งค์เห็นฉันคนเดียวไม่พ้นเข้ามาจิกกัดฉันแน่นอน พวกเธอน่ะพวกจิกกัดไม่ปล่อย

“จ้าๆ” ฉันตอบเพื่อนออกไปอย่างเชื่อฟังว่าง่ายไม่น้อย

ฉันมันคนรักความสงบถ้าเรื่องเล็กๆ เลี่ยงได้ก็เลี่ยงให้จบๆ ไป แต่ก็อย่างที่บอกว่าฉันไม่ได้ใสซื่อหรือซื่อบื้อ เพราะถ้าใครเข้ามาหาเรื่องทำร้ายร่างกายแบบนั้นอ่ะฉันก็สู้เป็นเหมือนกัน เห็นแบบนี้ฉันก็เทควันโดจนได้สายดำนะ แต่ฉันเลือกใช้แค่สถานการณ์จำเป็นป้องกันตัว อีกอย่างเรื่องปากเสียงฉันไม่ค่อยถนัดไง มันเสียเวลาชีวิตและพลังงานเกินไป

เซฟ

“เห้ย! มึงจะกินเอาตายจริงเหรอวะ” เสียงได้กีตาร์พูดออกมาอย่างเบื่อหน่ายไม่น้อย

แต่ผมเองก็เบื่อพวกมันเหมือนกันนั่นแหละ ไม่รู้พวกมันจะพูดจะบ่นอะไรนักหนา พูดทุกวันบ่นทุกวันผมก็ยังไม่หยุดกินตามที่พวกมันห้ามสักครั้ง แล้วจะพูดไปทำไม

“เรื่องของกู” ผมตอบกลับไปเสียงเรียบอย่างไม่ใส่ใจ เพราะปากผมที่กำลังกินเหล้าอยู่แต่อีกมือผมก็พยายามกดโทรออกหาพิ้งค์ไม่วางมือ แต่เธอไม่รับสายเลยสักครั้งตั้งแต่วันนั้น ส่งข้อความไปหาก็ไม่อ่านไม่ตอบ ที่มหาวิทยาลัยเธอก็ไม่ค่อยได้เจอกันเพราะเรียนกันคนล่ะคณะแล้วก็เหมือนเธอจะเลี่ยงด้วย

“ไม่ต้องไปยุ่งกับมันหรอก พูดไปก็เปลืองน้ำลาย” ไอ้องศาพูดบอกไอ้กีต้าร์ขึ้นอย่างเบื่อหน่ายจะพูดกับผม

“แค่ผู้หญิงคนเดียวจะอะไรนักหนาวะ ยัยนั่นก็ใช่ว่าจะดีสักหน่อย” ไอ้กีต้าร์เอ่ยขึ้นอย่างไม่แยแสและไม่ได้ชอบในตัวพิ้งค์เท่าไหร่

“มึงอย่ามาพูดแบบนี้ไอ้ต้าร์!” ผมได้ยินแบบนั้นถึงกับชะงักก่อนจะพูดเสียงแข็งใส่ไอ้กีต้าร์เพื่อเตือนมันทันทีที่มันพูดถึงพิ้งค์แบบนั้น

“กูพูดเรื่องจริงนี่หว่า” แต่ไอ้กีต้าร์กลับไม่ยอมหยุดง่ายๆ ตอบกลับมาอย่างที่มันคิดและไม่เกรงใจ

“ไอ้ต้าร์!” ผมตะคอกขึ้นอย่างไม่พอใจแล้วจะพุ่งใส่ไอ้กีต้าร์ที่มันพูดถึงผู้หญิงที่ผมรักแบบนั้น

“เห้ย!” แต่ไอ้องศาตะคอกห้ามออกมาก่อน ทำให้ผมเลือกจะหยุดด้วยอารมณ์เดือดดาลไม่น้อย

“ไอ้ต้าร์มึงก็เลิกพูดไป ส่วนมึงอย่ามาใช้อารมณ์ ที่ผ่านมามึงก็รู้อยู่แก่ใจว่ายัยนั่นเป็นยังไง ที่ไอ้ต้าร์มันพูดเพราะมันเป็นห่วง” ไอ้องศาพูดห้ามไอ้ตาร์ขึ้นก่อนจะหันมาพูดกับผมตอกย้ำความจริง

ซึ่งผมรู้ว่าพวกเพื่อนผมสองคนมันไม่ค่อยชอบพิ้งค์เท่าไหร่และไม่เคยชอบเลย ซึ่งพวกมันมีสิทธิ์จะรู้สึกหรือคิดยังไงก็ได้ แต่ก็อย่างว่าผมก็รักของผมไง แม้จะรู้ว่าเธอไม่ได้ดีอะไรในแบบที่ใครหลายคนมองกัน แต่คนเรามันชอบไม่เหมือนกัน

“เออ โทษแล้วกัน” ไอ้กีต้าร์เห็นแบบนั้นก็พูดออกมาอย่างไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่แต่ก็รู้สึกผิดพอตัว

“อืม” ผมเองก็ตอบกลับออกไปอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะมันก็เป็นคนพูดตรงแบบนี้ตลอด ก่อนจะกระดกเหล้าต่อดับอารมณ์ของตัวเองที่ยังฟุ้งซ่านถึงแฟนเก่าอย่างพิ้งค์

ปกติพวกผมไม่เคยทะเลาะอะไรกันหรอกครับ นิสัยผู้ชายมักจะพูดตรงๆ พวกผมก็มักจะชินกันอยู่แล้วด้วยรู้ว่าเป็นห่วงกัน แต่เรื่องนี้ผมไม่ชอบไงที่มีคนมาพูดถึงพิ้งค์แบบนี้ มันก็เลยโมโหนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจโกรธแค้นอะไรหรอกยิ่งมันรู้ตัวและยอมเอ่ยปากขอโทษผมก็ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป