บทที่ 6 คบกันไหม
ตอนที่6 คบกันไหม
อิงฟ้า
หลังจากที่พี่กีต้าร์ชวนพวกเรามานั่งร่วมโต๊ะ ทุกคนก็ทำความรู้จักและคุยกันอย่างสนุกสนานรวมถึงฉันที่นั่งฟังและดื่มอย่างไม่ได้คิดอะไรด้วยความเพลิดเพลินที่เห็นทุกคนกำลังยิงมุกรับมุกกันอย่างทันท่วงที
แต่ผ่านไปสักพักใหญ่อยู่ดีๆ ฉันก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่กำลังจับจ้องมองตัวเองอยู่ พอลองกวาดสายตาดูก็เห็นว่าเป็นพี่เซฟที่เงยหน้าจากแก้วเหล้าของตัวเองทั้งที่นั่งเงียบมาตั้งแต่แรกขึ้นมานั่งฟังพวกเราคุยกัน แต่สายตาของเขากลับจ้องมองมาที่ฉันเหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง ฉันที่เผลอหันไปสบตากับเขาแว๊บหนึ่งก่อนจะหลบสายตาออกมาอย่างปกติเพราะคิดว่าบังเอิญ แต่หลังจากนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนถูกจ้องตลอดเวลามันเลยทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดแปลกๆ จนต้องปลคกตัวออกมาเข้าห้องน้ำเพื่อปรับตัวสักหน่อย
“เฮ้อ!” ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่ได้หายใจทั่วท้องขึ้นมาบ้าง ดีนะห้องน้ำชั้น VIP คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่
ฉันจัดการทำธุระส่วนตัวของตัวเองเรียบร้อยก่อนจะยืนเล่นในห้องน้ำสักพัก ก็อย่างว่าไนท์คลับที่นี่ค่อนข้างหรูบวกกับนี่มันชั้น VIP ด้วย เลยทำให้ห้องน้ำก็หรูหรามากไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์แม้แต่น้อย แล้วไม่ได้มีใครแอบมาสูบบุหรี่ในห้องน้ำมั่วๆ ด้วยนะ เพราะที่นี่มีที่ให้สูบโดยเฉพาะอยู่แล้ว
และเมื่อฉันพร้อมกับการออกไปข้างนอกอีกครั้ง ฉันก็เดินออกจากห้องน้ำทันทีอย่างไม่ได้คิดอะไร และคิดว่ากลับไปพี่เขาคงไม่ทำให้ฉันกดดันหรือสนใจอะไรฉันอีก
แต่...
“อ๊ะ!” ฉันร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่ออยู่ๆ ก็ถูกดึงจากด้านข้างอย่างไม่ทันตั้งตัว
“.....” แล้วลากให้เดินไปทันทีโดยที่ฉันยังไม่เห็นหน้าคนข้างหน้าเลยด้วยซ้ำ
“นี่! ปล่อยนะ” ฉันพยายามแกะมือออกพร้อมกับร้องบอกเขาเสียงดังอย่างเกรี้ยวกราด แต่เขาคนนั้นกลับกำรอบข้อมือฉันไว้แน่นจนแกะไม่ออกแล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ
แต่ที่แปลกคือคนที่ลากฉันมาเขาไม่ได้ลากฉันออกจากไนท์คลับหรือไปในที่เปลี่ยวๆ แต่กลับลากขึ้นบันไดที่เชื่อมขึ้นกับชั้นสามมาอย่างง่ายดายราวกับรู้จักทางดี ซึ่งฉันคิดว่าชั้นนี้น่าจะเป็นเจ้าของร้านหรือคนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่จะขึ้นมาได้ไม่ใช่เหรอ
“คุณปล่อยฉันนะคะ” ฉันยังคงพยายามแกะมือและยื้อตัวเองเพื่อไม่ให้เดินตามเขาไปง่ายๆ แต่เข้าใจแรงผู้หญิงกับแรงผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่าเราเกือบสามเท่าตัวไหม มันยื้อไม่ได้อยู่แล้วจนต้องเดินตามแรงเขามา
“.....” ผู้ชายคนนั้นก็ไม่พูดอะไรนอกจากเดินลากฉันต่อไปเรื่อยๆ และเป็นที่ที่ส่วนตัวจนไม่น่าจะมีใครมารู้เห็นได้
แกรก! ปัง!
ไม่นานคนๆ นั้นก็พาฉันเข้ามาในห้องๆ หนึ่งซึ่งมันมีเตียงนอนด้วย ฉันรีบหันไปมองคนๆ นั้นแทบจะทันทีเมื่ออยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองหน้าได้
และมันทำให้ฉันต้องตกใจซ้ำอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด เมื่อรู้ว่าคนที่ลากฉันมาเป็นใคร
“พี่เซฟ?” ฉันเรียกชื่อเขาออกไปอย่างไม่อยากเชื่อและสับสนไปหมดว่าทำไมอยู่ๆ เขาถึงลากฉันมาแบบนี้
“.....” พี่เซฟไม่ได้ตอบอะไร แต่ขยับเดินเข้าหาฉันเรื่อยๆ โดยสายตาไม่ละไปจากฉัน ทำเอาฉันต้องถอยหลังออกห่างเพื่อรักษาระยะที่ดูจะคุกคามแปลกๆ เพราะสายตาพี่เซฟตอนนี้ดูนิ่งๆ ดุๆ และมันน่ากลัวมากสำหรับฉันที่ไม่เคยเห็นมุมนี้ของเขา
“พะ...พี่เซฟพาฟ้ามาที่นี่ทำไมคะ” ฉันตัดสินใจถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ มองสบตาเขาอยู่อย่างหาคำตอบในตัว
“แล้วคิดว่ามาทำอะไร” พี่เซฟถามออกมานิ่งๆ เป็นการตอบคำถามที่ไม่ตรงคำตอบและย้อนให้ฉันคิดเองอีก
“ฟ้าจะกลับโต๊ะแล้ว เดี๋ยวเพื่อนเป็นห่วง... อ๊ะ!” ฉันไม่รู้หรอกว่าเขาทำแบบนี้ทำไมและเพื่ออะไร และฉันก็ไม่อยากรู้ด้วยเลยเลือกจะเลี่ยงเขาออกมา แต่เขากลับไม่ปล่อยฉันไปง่ายๆ
หมับ! ฉันร้องขึ้นด้วยความตกใจเมื่อฉันเบี่ยงตัวเดินไปอีกฝั่ง แต่ไม่ทันพ้นตัวเขาพี่เซฟจับมือฉันไว้ก่อนแล้วกดลงกับผนังห้องคืน
“จะรีบไปไหน” เขาถามออกมาเสียงเรียบเหมือนหน้าตาที่กำลังจ้องมองฉันอยู่ไม่ละสายตาไปไหน
“พี่เซฟ มีอะไรกับฟ้าคะ” ฉันเลยถามเขาออกไปอีกครั้งตรงๆ เผื่อเขามีเรื่องจะคุยกับฉันก็ได้ถึงดูจงใจเข้าหาฉันอย่างเปิดเผยแบบนี้
“เธอชอบฉันไม่ใช่เหรอ” แล้วอยู่ๆ พี่เซฟก็ถามฉันออกมาอย่างตรงไปตรงมาไม่ให้ฉันได้ตั้งตัวเลยสักนิด เป็นคำถามที่ทำเอาฉันตกใจไม่น้อยและไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากของเขาด้วย
“อะไรนะคะ?” ฉันถึงกับทวนถามเขาออกไปทันทีหลังดึงสติตัวเองกลับมาได้
แต่เขาไปได้ยินมาจากไหนว่าฉันชอบเขาจนลากฉันมาแล้วถามตรงๆ แบบนี้ คือชอบแบบปลื้มกับชอบแบบชอบกันชายหญิงอ่ะมันไม่เหมือนกันนะ แล้วเขาเข้าใจว่าฉันชอบเขาแบบไหนกันล่ะ
“มีคนบอกว่าเธอชอบฉัน” พี่เซฟพูดขึ้นให้ฉันรับรู้
“ใครคะ?” ฉันอดถามเขาออกไปไม่ได้เพราะไม่มีใครรู้สักหน่อยว่าฉันชอบเขานอกจากเพื่อนของฉัน และเพื่อนของฉันมันก็รู้ว่าฉันชอบพี่เซฟแบบไหนไม่น่าจะเดินไปบอกให้เข้าใจผิดหรือเปล่า
“ไม่สำคัญ” แต่เขากลับไม่ยอมบอกให้รู้ว่าใครบอกเขามานี่สิ
“เอ่อ ฟ้าไม่ได้ชอบแบบชู้สาวนะคะ” ฉันก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามหาคนบอกต่อ แต่รีบอธิบายพี่เซฟเข้าใจความหมายของฉันออกไปแทน
“ไม่ได้ชอบแบบชู้สาว?” พี่เซฟได้ยินแบบนั้นก็หรี่ตาถามออกมาเหมือนกับไม่เข้าใจในคำพูดของฉัน
“คือ ฟ้าแค่ปลื้มพี่น่ะค่ะ เมื่อก่อนเวลาฟ้าเห็นพี่อยู่กับแฟนแล้วน่ารักค่ะ ฟ้าก็เลยปลื้มพี่” ฉันอธิบายขยายความให้พี่เซฟได้เข้าใจในความหมายของฉันทันที จะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิดต่อกันได้
“ที่ปลื้มเพราะอยากมีแฟนเหมือนฉันหรือเปล่า” แต่คำอธิบายของฉันที่ดังขึ้นกลับทำให้พี่เซฟย้อนถามออกมาในสิ่งที่แม้แต่ตัวฉันยังไม่เคยนึกคิดเรื่องนี้ดีๆ มาก่อนเลย
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ คือฟ้ามองว่าพี่เซฟเป็นแฟนที่น่ารักเฉยๆ” ฉันรีบแย้งและอธิบายให้เขารับรู้แม้ว่าฉันจะยังไม่เคยถามตัวเองชัดๆ ก็ตาม
“มองว่าฉันเป็นแฟนที่น่ารัก ก็หมายความว่าอยากได้แฟนแบบฉันไง” แต่แทนที่พี่เซฟจะเข้าใจในทิศทางของฉัน เขากลับพูดออกมาเหมือนกำลังต้อนกันให้จนมุมในแบบที่ฉันก็ไม่รู้จะต้องตอบยังไงเหมือนกัน
“ก็ฟ้าไม่เคยคิดว่าจะเป็นแฟนพี่เซฟนี่คะ” ฉันเลยบอกให้เขาเข้าใจใหม่ว่าฉันไม่เคยคิดแบบนั้น เลยไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดมันถูกหรือผิด
“ทำไม” เขายังคงย้อนถามฉันทุกคนพูดจนฉันเหมือนถูกต้อนจมมุมต้องหาคำตอบให้เขาพร้อมกับตัวเองไปในตัว
“ก็ฟ้ารู้ว่าพี่เซฟรักแฟนพี่มาก ฟ้าก็เลยไม่เคยคิดว่าจะต้องชอบพี่เซฟแบบชู้สาว” ฉันลองนึกถึงความรู้สึกที่ผ่านมาของตัวเองก่อนจะอธิบายให้พี่เซฟได้ฟังและเข้าใจว่าทำไรเพราะอะไร
ซึ่งมันก็คงเป็นแบบนั้น ในเมื่อฉันเห็นว่าเขารักกันดีฉันก็แค่มองพวกเขาเหมือนมองคู่รักไอดอลทั่วไปที่น่ารักน่าอิจฉาแต่ไม่ได้คิดไม่ได้นึกถึงภาพของของการเป็นแฟนกับเขาหรือมีแฟนแบบเขาเลยสักครั้ง
“แต่ตอนนี้ฉันไม่มีแฟนแล้ว” แล้วพี่เซฟก็พูดขึ้นบอกให้ฉันรู้ในสิ่งที่ฉันรู้อยู่แล้ว
“ค่ะ แล้ว?” ฉันตอบรับออกไปอย่างไม่ได้ปิดบังต่อสิ่งที่รู้ก่อนจะถามเขาออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเขาจะบอกฉันทำไม
“คบกันไหม” แล้วอยู่ๆ พี่เซฟก็ยิงคำถามที่เหมือนไม่ใช่คำถามออกมาอย่างกลางปล้องไม่ให้ฉันตั้งตัวหรือเกริ่นนำอะไรแม้แต่น้อย
“อะไรนะคะ!?” ฉันถึงกับตกใจจนรีบถามเขาออกไปเหมือนกับถูกผีหลอกไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
นี่เขาเมาหรือเปล่านะ ทำไมอยู่ๆ ก็มาพูดอะไรแบบนี้ เขากำลังอกหักจนหาคนดามใจ หรือกำลังประชดชีวิตหรือยังไง
“ฉันถามว่าคบกันไหม”
